ภาวะว่างงานหรือเสี่ยงตกงาน เป็นเรื่องที่คนในสังคมไทยเผชิญมาตลอด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยซึ่งระบุว่า ในไตรมาสที่ 2 / 2569 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส แต่ที่น่ากังวลคือ 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม ‘เด็กจบใหม่’ (อายุ 20-24 ปี) คิดเป็นจำนวนกว่า 1.74 แสนคน
ภาวะ ‘เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงาน’ ได้กลายเป็นเรื่องที่น่ากังวล และเป็นภาพสะท้อนถึงความท้าทายของ เด็กจบใหม่ หรือ First Jobber เมื่อจำต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เป็นอย่างดี วันนี้ The MATTER จึงชวนมา ‘ฟังเสียง’ ของเด็กจบใหม่ ถึงเรื่องทักษะการทำงาน, การเข้ามาของ AI และการตั้งคำถามกับวุฒิการศึกษา
‘ทักษะ’ ที่มี กับสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ
เมอร์รี เป็นเด็กจบใหม่ที่เรียนคณะสายมนุษยศาสตร์มา และเพิ่งเข้าทำงานที่บริษัทเอเจนซี่ในตำแหน่ง Content Creator ได้ 3 เดือน เมอร์รีเล่าว่าหลังปิดภาคเรียน เธอก็เริ่มหางานผ่านแอปพลิเคชันสมัครงาน และประกาศทางเฟซบุ๊ก
“เราว่าความท้าทายในการหางานของเด็กจบใหม่มีหลายอย่าง อย่างแรกเลยคือ ‘คู่แข่ง’ ซึ่งมีเยอะมาก เพราะปีหนึ่งๆ มีคนจบปริญญาตรีหลายแสนคน ยังไม่นับรวมคนที่เปลี่ยนงานใหม่ด้วย ซึ่งถ้ามองในมุมบริษัท เขาอาจจะไม่อยากขยายตัวเยอะ ด้วยสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยหลายๆ อย่าง จึงเลือกจ้างคนน้อยลง”
เธอเสริมว่า หากเอาเด็กจบใหม่ไปเทียบกับคู่แข่งคนอื่น บริษัทก็อาจจะอยากได้คนที่ทำงานเป็น มีประสบการณ์ เพื่อที่จะไม่ต้องสอนงานใหม่
“อีกอย่างหนึ่งคือเราต้องต่อสู้กับ ‘อคติ’ ที่มีต่อเด็กเจน Z เรามักจะเห็นตามสื่อที่พูดกันว่า เจน Z ไม่ทนงาน ทำแป๊บเดียวก็เปลี่ยนงานแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ เพื่อให้เขาเห็นว่าเราทำงานได้จริงๆ นะ”
ความท้าทายเหล่านี้ อาจเป็นสิ่งที่เด็กจบใหม่เกือบทุกคนต้องเจอ แต่สำหรับคนที่เรียนสายมนุษย์ หรือสายสังคม พวกเขาอาจต้องแบกรับความกดดันและความยากอีกขั้นหนึ่ง ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เด็กจบใหม่ว่างงาน คือ ‘ปัญหา Skills Mismatch’ หรือความไม่สอดคล้องกันของทักษะแรงงาน กล่าวคือ ตลาดแรงงานต้องการคนที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี หรือด้านสุขภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน-โลจิสติกส์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ-หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม หรือดิจิทัลสวนทางกับผลสำรวจที่พบว่า เด็กไทยกว่า 60% จบการศึกษาสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และเด็กที่จบด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) มีแนวโน้มลดลง
เมอร์รีในฐานะคนที่จบสายมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 60% ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การเรียนสายมนุษย์หรือสังคม ก็จะมีทักษะที่ไม่ตรงตามตลาดแรงงานเป็นเรื่องปกติ อย่างคณะที่เธอเรียน เนื้อหาก็ไม่ได้เน้นการประกอบวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เรียนเป็น soft skill มากกว่า สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า จะเอาสกิลที่ได้รับมาปรับใช้อย่างไร
“ในสังคมเรามีคนเรียนหลายสาย ทั้งสาย STEM สายวิทย์ สายคำนวณ แต่เรามองว่าสายบริหาร สายสื่อสาร สายสังคมหรือมนุษย์ ก็ยังเป็นสายที่จำเป็นอยู่ดีนะ คุณอาจจะยังมองไม่เห็นความสำคัญ หรืออาจเป็นอคติที่บางคนยังไม่ยอมเปิดใจให้คนที่เรียนสายนี้มาทำงาน”
เมื่อถามถึงสกิลที่คิดว่าขาดหรือต้องพัฒนา เมอร์รีให้ความเห็นว่า สิ่งที่เธอเป็นอยู่ไม่ใช่การขาดสกิลใดสกิลหนึ่งไป แต่คือการเป็น ‘เป็ด’ ที่ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
“เรากังวลว่าสกิลที่เรามีมันดีพอหรือยัง เราทำได้หลายอย่าง ทั้งงานเขียน งานตัดต่อวิดีโอ แต่สุดท้ายเราก็มานั่งคิดว่า สิ่งที่เราทำได้ มันดีเทียบเท่ากับคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจริงๆ หรือเปล่า ก็เลยคิดว่าอยากพัฒนาสกิลของตัวเองให้มีความเชี่ยวชาญขึ้น เช่น ไปเรียนรู้การตัดต่อมากขึ้น หาความรู้ด้านมาร์เก็ตติ้งเพิ่ม สุดท้ายแล้วก็คือต้องหาความรู้หลายๆ ด้านเพื่อมาเสริมสิ่งที่เราทำอีกที”
และถ้าหากมองในมุมของนายจ้าง เมอร์รีคิดว่า สิ่งที่นายจ้างบางส่วนกำลังมองหาจากเด็กจบใหม่ และเธอเองก็คิดว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น คือทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในยุคที่ AI เข้ามามีอิทธิพล นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่นๆ ที่เป็น soft skill เช่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ฯลฯ
การเข้ามาของ AI กระทบเด็กจบใหม่
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า แรงงานไทยกว่า 2.2 ล้านคน เสี่ยงถูก AI แย่งงาน ซึ่งสัดส่วนนี้สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
สำหรับกลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ เสมียน พนักงานคีย์ข้อมูล นักบัญชี นักแปล นักการตลาด และแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น งานในวงการโฆษณา โดยกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือเด็กจบใหม่ (First Jobber) ที่ทำงานระดับจูเนียร์ เพราะงานในระดับเบื้องต้น AI ทำได้บางส่วนแล้ว
เรื่อง AI กับเด็กจบใหม่ยังถูกพูดถึงในงานประชุมประจำปี 2026 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภายใต้หัวข้อ ‘Small AI: More and Better Jobs’ ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ระบุว่า AI ส่งผลต่อตำแหน่งงานทั่วโลกราว 40% โดยกลุ่มคนที่น่าเป็นกังวลที่สุดก็คือกลุ่มเด็กจบใหม่ เพราะเมื่อ AI สามารถทำงานระดับเบื้องต้นได้ กลุ่มเด็กจบใหม่ที่ยังไม่ทันได้เริ่ม หรือต้องเรียนรู้จากขั้นแรก ก็จะเสียโอกาสสะสมทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นในการทำงาน
“สำหรับเรา คิดว่า AI ส่งผลกระทบต่อการหางานจริง เพราะนายจ้างก็อาจจะมองว่า AI เข้ามาช่วยทุ่นแรงในการทำงานบางอย่างได้ ทำให้ไม่ต้องจ้างคนก็ได้” ความเห็นของเมอร์รีสัมพันธ์กับปรากฎการณ์ในปัจจุบัน ที่บางบริษัท เลือกใช้ AI ทำงานแทน เช่น ใช้ AI ทำกราฟิก หรือมีตำแหน่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมเช่น AI Content Creator หรือ AI Analytics
ส่วนในมุมของการทำงาน เธอมองว่า AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำงาน แต่ยังไม่สามารถทำงานแทนคนได้ทั้งหมด “ในมุมของการทำงาน เราคิดว่า AI สามารถเข้ามาช่วยบางส่วนได้แล้ว เช่น การรีเสิร์ชข้อมูล แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงการ ‘ช่วย’ เท่านั้น เพราะ AI ก็ยังทำผิดพลาดอยู่ และคนที่ตามแก้ก็คือคนอยู่ดี” เธอยังเสริมว่า บางคนมองว่าการใช้ AI ช่วยให้งานเร็ว แต่ถ้าต้องให้คนมาตามแก้ ก็อาจจะทำให้งานเดินช้าลง และเหนื่อยขึ้นด้วยซ้ำไป
“ถ้าวันหนึ่งคุณใช้ AI แทนการจ้างคนหนึ่งคน ก็ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วคุณค่าของคนทำงานคืออะไร เราไม่มีสิ่งที่เหนือกว่า AI แล้วเหรอ ต่อให้เป็นเด็กจบใหม่ อย่างน้อยก็มีประสบการณ์ชีวิต มีความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่มี”
‘วุฒิการศึกษา’ ยังจำเป็นต่อการหางานอยู่หรือไม่?
“เรียนสูงๆ จะได้หางานดีๆ ทำ” เป็นคำพูดที่เรามักได้ยินกันบ่อยในสังคม จริงอยู่ที่การศึกษาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น แต่ตลาดแรงงานในปัจจุบัน กลับทำให้คนเกิดคำถามในทำนองว่า วุฒิการศึกษายังจำเป็นอยู่หรือไม่? หรือ ระหว่างวุฒิการศึกษากับประสบการณ์/ทักษะ บริษัทจะเลือกอะไรมากกว่ากัน?
การตั้งคำถามนี้ไม่ได้เกิดแค่ในไทย บทความ Certifications: What Employers Value Most in 2026 ของ Camille Roberts กล่าวว่า “วุฒิการศึกษาช่วยเปิดประตูในการหางาน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่บอกคุณค่าในตัวผู้สมัครได้อีกต่อไป” ในหลายๆ อุตสาหกรรม ทักษะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าวุฒิการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานเทคโนโลยี การวิเคราะห์ หรือ Project Management ที่ต้องการดูว่าผู้สมัครมีทักษะที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และ HR ก็มักจะขอดูหลักฐานที่แสดงว่า ผู้สมัครสามารถแก้ปัญหา เรียนรู้ระบบต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้ผลลัพธ์ที่บริษัทต้องการได้
“เราคิดว่าวุฒิการศึกษายังสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด” เมอร์รีกล่าว โดยให้เหตุผลว่า วุฒิการศึกษายังจำเป็นสำหรับบางสายที่อาศัยความรู้เฉพาะทาง แต่ที่มันจำเป็นน้อยลง อาจเป็นเพราะปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ในยุคนี้คนจบป.ตรีมากขึ้น วุฒิจึงเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดน้อยลง หรือในปัจจุบันมีช่องทางการเข้าถึงความรู้มากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต คอร์สเรียนเสริม จึงทำให้ประสบการณ์หรือทักษะนอกห้องเรียนเป็นสิ่งสำคัญต่อการพิจารณารับทำงานมากขึ้น
“เราเชื่อว่าสกิลหรือประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือแค่ดูวุฒิอาจจะไม่รู้ว่าคนนี้ทำอะไรได้ แต่ถ้ามีประสบการณ์ประกอบมา เช่น กิจกรรม การฝึกงาน เขาก็จะเห็นภาพได้ชัดขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า เด็กจบใหม่สมัยนี้เหนื่อยขึ้น เพราะโอกาสมันเยอะขึ้น คือคนสมัยก่อนอาจจะไม่ได้มีพื้นที่หรือโอกาสในการหากิจกรรมทำนอกห้องเรียนมากนัก แต่เดี๋ยวนี้มีคนจัดกิจกรรมต่างๆ เต็มไปหมด ทั้งจัดแข่งเคส เปิดฝึกงาน ซึ่งคนที่เรียนอยู่ก็ต้องรีบทำพอร์ต พยายามหาอะไรทำเพื่อให้มีประสบการณ์”
เมอร์รีกล่าวทิ้งท้ายว่า “อยากบอกเด็กจบใหม่ด้วยกันว่า อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป เพราะอย่าลืมว่า เราก็ไม่เคยทำงานมาก่อน เพิ่งเรียนจบแล้วก็ได้ทำงานแรกเอง ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เรียนรู้สิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ”
สุดท้ายแล้ว ความท้าทายของเด็กจบใหม่อาจมีมากกว่าเรื่องทักษะ, AI หรือวุฒิการศึกษา แต่คือการรับมือกับความผันผวนของตลาดแรงงาน และการประคับประคองสภาพจิตใจ ในวันที่ต้องก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ ที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
อ้างอิงจาก