ความรู้สึกของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ (Hirokazu Kore-eda) ก็ไม่ต่างอะไรกับนักอ่านมังงะอย่างเราๆ ท่านๆ หลังได้เห็นภาพบนหน้าปกมังงะ Look Back เป็นครั้งแรก
ภาพของเด็กใส่เสื้อฮู้ดสีเขียวคนหนึ่งที่นั่งหันหลังให้ ขณะกำลังง่วนอยู่กับการขีดเขียนอะไรบางอย่างตรงโต๊ะริมหน้าต่างนั้น ทั้งชวนให้สะดุดตาและรู้สึกสนเท่ห์ อะไรทำให้เด็กคนนี้ทุ่มความสนใจไปกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จนไม่แม้แต่จะหันกลับมามองข้างหลัง ภาพวาดนี้ดึงดูดให้ผู้กำกับคนดังอ่านมังงะจบรวดเดียวในเย็นวันหนึ่ง และตัดสินใจจะนำมาดัดแปลงเป็นหนังในเวลาต่อมา

ก่อนจะมาเป็นหนัง Look Back (2021) เวอร์ชั่นต้นฉบับคือผลงานมังงะตอนเดียวจบที่ ทัตสึกิ ฟูจิโมโตะ (Tatsuki Fujimoto) ปล่อยออกมาหลังประสบความสำเร็จจาก Chainsaw Man (2018–ปัจจุบัน) ไปได้ระยะหนึ่ง มังงะถือว่าเซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านั้นงานของฟูจิโมโตะมักขึ้นชื่อเรื่องความเป็นแอ็กชั่น ดาร์กแฟนตาซี ปนคอเมดี้เล็กน้อย แต่ Look Back กลับเล่าเรื่องที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ลึกซึ้ง ว่าด้วยเด็กสองคนที่ฝันอยากจะเป็นนักวาดมังงะ เรื่องนี้ได้ครับความนิยมจนต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นอนิเมะในปี 2024
โคเรเอดะให้สัมภาษณ์กับ Variety ว่า เขาค้นพบ Look Back ในระหว่างที่โลกกำลังเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 และโคเรเอดะเองคือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่โรงภาพยนตร์ต้องปิดให้บริการ นั่นทำให้เขารู้สึกราวกับว่าทั้งโลกปฏิเสธเขาไปด้วย การได้อ่านงานของฟูจิโมโตะช่วยย้ำเตือนความสำคัญของอาชีพการทำหนัง และโคเรเอดะเลือกที่จะขอบคุณเจ้าของผลงานด้วยวิธีที่เป็นโคเรเอดะที่สุด ซึ่งก็คือการเอามาทำเป็นหนังซะเลย

หัวใจของ Look Back ที่ไม่ว่าจะในเวอร์ชั่นมังงะ อนิเมะ หรือหนังของโคเรเอดะยังคงรักษาไว้คือการพูดถึงการตามหาตัวตน การรักษาความฝัน การก้าวไปข้างหน้าโดยที่มีคนคอยอยู่เคียงข้างและซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง การหันกลับไปมองคนที่เป็นส่วนสำคัญของชีวิต คนที่มีส่วนก่อร่างสร้างตัวตนของเรา และทำให้เราเป็นเราจนถึงทุกวันนี้
แม้เวอร์ชั่นหนังโคเรเอดะจะลงมือเขียนบทเอง แต่เนื้อเรื่องโดยรวมก็นับว่าถอดแบบมาจากมังงะแทบทั้งหมด เรื่องพาไปรู้จักกับ ‘ฟูจิโนะ (รับบทโดย ฟูริ นานาเสะ (Fuuri Nanase))’ และผลงานมังงะสี่ช่องที่เธอลงเป็นประจำในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของโรงเรียน มังงะของเธอเป็นที่ชื่นชอบเสมอ จนกระทั่งครูประจำชั้นขอพื้นที่ในหนังสือพิมพ์ให้ ‘เคียวโมโตะ (รับบทโดย รกกะ โอคาดะ (Rokka Okada))’ เด็กขาดเรียนห้องข้างๆ มาร่วมลงมังงะด้วย ผลงานวาดที่ประณีตกว่าของเคียวโมโตะทำให้ฟูจิโนะหันมาเอาจริงเอาจังกับการวาดรูป เพื่อเอาความนิยมคืนมา ทว่าฟูจิโนะพยายามไปได้ถึงจุดหนึ่ง ก่อนจะล้มเลิกและเปลี่ยนไปสนใจอย่างอื่นแทน
เวลาล่วงเลยจนมาถึงวันจบการศึกษาชั้นประถม ฟูจิโนะได้รับคำขอให้นำประกาศนียบัตรไปส่งให้เคียวโมโตะถึงบ้าน วันนั้นเองที่ฟูจิโนะได้พบกับเคียวโมโตะเป็นครั้งแรก และได้รู้ว่าเคียวโมโตะติดตามและชื่นชมผลงานของเธอมาตลอด ถึงขั้นเรียกว่า ‘อาจารย์’ อีกทั้งยังเสียใจที่ฟูจิโนะเลิกลงผลงานกลางคัน ฟูจิโนะที่ตกตะลึงก็หลุดปากไปว่าที่หยุดไปเพราะที่ผ่านมาเธอกำลังเตรียมผลงานมังงะส่งประกวดอยู่ต่างหาก ฟูจิโนะและเคียวโมโตะจึงผันตัวมาเขียนมังงะร่วมกันในชื่อ ‘ฟูจิโนะ-เคียว’ นับแต่นั้น

เสียงของการขีดเขียนและการเติบโต
จริงอยู่ที่โคเรเอดะอาจจะไม่ได้ไปแตะต้องอะไรมากนักในแง่ของเส้นเรื่อง และตัวเรื่องก็ดูจะไม่ได้พูดถึงครอบครัวที่เว้าแหว่งเช่น Shoplifters (2018) หรือมีเนื้อเรื่องโทนดาร์กเช่น Monster (2023) ซึ่งถือว่าเป็นลายเซ็นเฉพาะตัว ถึงอย่างนั้นโคเรเอดะก็ใช้ศักยภาพของภาพยนตร์เพื่อยกระดับการดำเนินเรื่องของ Look Back ได้เต็มเปี่ยม ฝีมือการกำกับนักแสดงเด็กยังเห็นได้ชัดเจน
แต่ที่น่าพูดถึงที่สุดคือการใช้ ‘เสียง’ องค์ประกอบที่ไม่มีให้ได้ยินในเวอร์ชั่นมังงะและได้ยินไม่ชัดนักในเวอร์ชั่นอนิเมะ เสียงขีดเขียนปากกาเป็นรายละเอียดที่โคเรเอดะให้ความสนใจเป็นพิเศษหลังพบกับฟูจิโมโตะ และรู้มาว่าการได้ยินแค่เสียงลากปากกาหนึ่งเส้นของผู้ช่วยนักเขียนมังงะ ก็สามารถบอกได้ว่าคนคนนั้นเก่งแค่ไหน
โคเรเอดะตั้งใจบันทึกเสียงขีดปากกาในหลายรูปแบบ ทั้งเสียงการลากเส้นที่มั่นคง เสียงการขีดที่มีความลังเลอยู่ในนั้น แล้วนำเสียงที่บันทึกใส่เข้าไปในหนัง ฉากที่ฟูจิโนะและเคียวโมโตะนั่งวาดมังงะอยู่เงียบๆ จึงไม่เงียบเสียทีเดียว แต่มีเสียงขีดเขียนที่เด่นชัดเพื่อบ่งบอกความมุ่งมั่นของทั้งคู่—เสียงได้กลายเป็นอีกตัวละครสำคัญที่มีผลกับเนื้อเรื่อง
อีกเสียงที่คำคัญไม่แพ้กันคือดนตรีประกอบโดย ยูตะ บันโดะ (Yuta Bandoh) โปรดิวเซอร์ที่โคเรเอดะเคยร่วมงานในหนังที่มาในเวลาไล่เลี่ยกันอย่าง Sheep in the Box (2026) สำหรับเพลงธีมหลักของ Look Back บันโดะเลือกใช้งานดนตรีสไตล์คลาสสิกร่วมสมัยซึ่งเป็นงานที่เขาถนัดอยู่แล้ว เปิดโน้ตแรกด้วยเสียงอันอบอุ่นกีตาร์โปร่ง ก่อนจะตามด้วยเสียงไวโอลินที่ค่อยๆ เลื่อนไหล และหนักแน่นขึ้นจากเสียงเปียโน เพื่อสะท้อนการเติบโตของตัวละครในเรื่อง
หงส์และตัวตนของฟูจิโนะ
หากพูดถึงฝั่งของตัวเรื่อง สัญญะหนึ่งที่คล้ายว่าโคเรเอดะใส่มาอย่างตั้งใจคือการปรากฏตัวของ ‘หงส์’ องค์ประกอบที่ไม่มีให้เห็นในทั้งเวอร์ชั่นมังงะและอนิเมะ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่หงส์อยู่ในกลุ่มของนกน้ำ สัตว์ที่สามารถเดินทางได้ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ ในเรื่องฟูจิโนะเป็นตัวละครที่สังเกตเห็นและเอ่ยทักถึงการมีอยู่ของหงส์ และเราจะเห็นหงส์ปรากฏตัวอยู่เนืองๆ ในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง
ลักษณะเฉพาะของหงส์นี้เองที่ซ้อนทับกับตัวตนของฟูจิโนะในตอนต้นได้แนบสนิท ก่อนที่จะรู้จักกับเคียวโมโตะ ฟูจิโนะคือเด็กที่มีความสนใจในหลายด้าน แต่ก็ไม่ได้ดันตัวเองให้สุดทางในด้านไหนเป็นพิเศษ ไม่ว่าเล่นกีฬา ดนตรี หรือกระทั่งมังงะที่เป็นที่ชื่นชอบของคนใกล้ตัว จนเพื่อนร่วมชั้นเชียร์ให้เธอไปเป็นนักเขียนมังงะ แต่เธอกลับบอกว่าเป็นกิจกรรมวาดเล่นยามว่างที่ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากนัก คล้ายกับหงส์ทำได้ทั้งเดินบนพื้นดิน ลอยตัวบนน้ำ และบินบนฟ้า แต่ก็อาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญทุกทาง
หากมองตัวตนของฟูจิโนะที่เติบโตขึ้น (รับบทโดย นัตสึกิ เดกุจิ (Natsuki Deguchi)) และการตัดสินใจเลือกเป็นนักเขียนมังงะหรืออาชีพในสายศิลปะ หงส์ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงและการค้นพบตัวตน เห็นได้จากการกลายร่างไปสู่รูปลักษณ์ของหงส์ที่ปรากฏในปกรณัมและตำนานพื้นบ้านอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับความงาม เพราะหงส์คือหนึ่งในสัตว์ที่อยู่ในการคุ้มครองของอะพอลโล เทพแห่งดนตรี กวีนิพนธ์ ศิลปะ และการพยากรณ์

มองไปข้างหน้า และหันกลับมาหาเคียวโมโตะ
ตัวละครฟูจิโนะจะไม่สามารถสมบูรณ์ได้หากขาดเคียวโมโตะ เราไม่รู้เลยว่าฟูจิโนะจะยังเป็นเด็กสาวที่ยังตามหาตัวตนของตัวเองไปถึงเมื่อไหร่หากไม่ได้เจอกับเคียวโมโตะในวันจบการศึกษา ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นว่า ฟูจิโนะเอาจริงเอาจังถึงขั้นหมกหมุ่นกับการวาดมังงะแค่ไหน แม้ปากจะบอกใครต่อใครว่าเธอไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่เธอก็ทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดของวัยเรียนเพื่อฝึกฝนการวาด
ฟูจิโนะล้มเลิกการเขียนมังงะไปตั้งแต่เธอเข้าใจว่าเธอไม่มีทางวาดภาพสู้เคียวโมโตะได้ แต่เมื่อได้พบกับเคียวโมโตะและเจอเข้ากับกองสมุดวาดเขียนเกลื่อนบ้าน การได้เห็นคนที่พยายามมากกว่า คนที่มุ่งมั่นมากกว่า ฝีมือการวาดดีกว่า เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความพยายามและชื่นชมผลงานของเธอ สุดท้ายกลายเป็นตัวผลักดันให้ฟูจิโนะกลับมาเขียนมังงะอีกครั้ง
หากคำตรงข้ามของ ‘look back’ คือ ‘look forward’ เคียวโมโตะคือคนที่มอบความหวังให้ฟูจิโนะ เธอจะตั้งตารอคอย (look forward to) อ่านงานถัดไปของฟูจิโนะ คอยรับฟังไอเดียมังงะเรื่องใหม่ๆ เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป ทั้งคู่ได้เติมเต็มส่วนที่ขาดหายของกันและกัน ฟูจิโนะเก่งในด้านการคิดเนื้อเรื่อง ส่วนเคียวโมโตะ (รับบทโดย อาจู มาคิตะ (Aju Makita)) เชี่ยวชาญด้านการวาดฉากหลัง ความเข้ากันได้ทำให้ทั้งสองผลักดันกันและกันจนสามารถเอาชนะการประกวด อนาคตที่ ‘ฟูจิโนะ-เคียว’ จะได้กลายเป็นนักเขียนมังงะรายสัปดาห์และมีผลงานรวมเล่มจึงคือเรื่องที่เป็นไปได้ทั้งสำหรับฟูจิโนะและเคียวโมโตะ

แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องแยกจากกัน สำหรับฟูจิโนะมันอาจหมายถึงการลาจากถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือการที่เคียวโมโตะตัดสินใจเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปะ และครั้งที่สองคือการเสียเคียวโมโตะไปจากโศกนาฏกรรม ฉากที่ฟูจิโนะกลับไปเยือนบ้านและห้องของเคียวโมโตะนับเป็นฉากที่สะเทือนใจและเจ็บปวดที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ฟูจิโนะย้อนนึกว่าเธอเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียเพื่อนคนสำคัญไป การจินตนาการถึงการพบกันในแบบที่ต่างออกไป ไทม์ไลน์ที่ต่างไป ก่อนจะพบว่า ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน เคียวโมโตะก็จะยังเป็นคนสำคัญ เป็นคนที่ผลักดันให้ฟูจิโนะเลือกเป็นนักเขียนมังงะในที่สุด
การที่ฟูจิโนะเลือกใช้นามปากกา ‘ฟูจิโนะ-เคียว’ แม้จะไม่มีเคียวโมโตะอยู่ข้างๆ แล้ว อาจตีความได้ว่าเคียวโมโตะคือคนสำคัญในชีวิต คนที่คอยดันหลัง ทำให้เธอเป็นเธอมาจนถึงในตอนท้ายของเรื่อง คนที่ตั้งคำถามว่า “ทำไมฟูจิโนะจังถึงวาดรูปล่ะ?” เพื่อให้ฟูจิโนะมองเป้าหมายของตัวเองแจ่มชัด เมื่อถอยออกมาจะเนื้อเรื่อง เราเองก็อาจจะมีคนสำคัญที่เข้ามาทำให้ชีวิตมีทั้งจุดหมาย ความทรงจำ ความสุข กระทั่งรอยแผล อาจจะจริงที่ตัวตนของเราคือผลรวมของคนที่เข้ามาในชีวิต
สำหรับโคเรเอดะ Look Book อาจจะเป็นผลงานที่ย้อนถามว่า “ทำไมโคเรเอดะถึงมาทำหนังล่ะ?”
อ้างอิงจาก