ไผ่–จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไผ่ ดาวดิน’ เป็นนักสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2559 ไผ่ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความของ BBC Thai ในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากนั้น เขาก็ต่อสู้เคลื่อนไหวเรื่อยมา
ปัจจุบันไผ่เป็นผู้ต้องขังทางการเมืองและยังคงอยู่ในเรือนจำจากคดี ม.112 โดยมีคดีหลักอยู่ 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี พ.ศ.2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษกรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน โดยในวันที่ 30 กันยายน 2569 ศาลมีคำพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน นับว่าคดีได้สิ้นสุดลง
อีกคดีหนึ่งคือการชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร เมื่อปี พ.ศ.2563 ซึ่งเป็นการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อเนื่องถึงสนามหลวง เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมยื่นหนังสือ 3 ข้อเรียกร้องและ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต่อประธานองคมนตรี โดยในวันที่ 22 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ‘ไม่ให้ประกันตัว’ ทำให้ไผ่ยังคงอยู่ในเรือนจำ และรอคำพิพากษาจากศาล
ในโอกาสครบรอบ 25 ปี โครงการ Write for Rights (เขียน เปลี่ยน โลก) ของ Amnesty International The MATTER พูดคุยกับ ‘พริ้ม บุญภัทรรักษา’ แม่ของไผ่ และ ‘เอ๋–ศิริพร ฉายเพ็ชร’ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของไผ่ เกี่ยวกับชีวิต เส้นทางการต่อสู้ ความหวัง ความอยุติธรรม ที่ผู้ต้องขังทางการเมืองต้องเผชิญ
การเลี้ยงลูกของ ‘แม่พริ้ม’ และชีวิตของ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ในวัยเด็ก
“แม่เกิดที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เลยตั้งชื่อลูกว่า ‘ไผ่’” แม่พริ้มเริ่มเล่าย้อนไปถึงชีวิตของไผ่ในวัยเด็ก “ไผ่เป็นคนยิ้มง่าย ตั้งแต่เกิดมาเขาก็ยิ้มมาตลอด กอดน้องเขาก็จะยิ้ม” ส่วนคุณเอ๋กล่าวเสริมว่า “สำหรับไผ่ พ่อเป็นไอดอลของเขา ส่วนแม่เป็นความรัก”
เมื่อถามถึงการเลี้ยงลูก และความคาดหวังในตัวลูก แม่พริ้มกล่าวว่าเธอเลี้ยงลูกแบบ ‘ประคอง’ เหมือนเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้าง และ ‘ไว้ใจ’ ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างแม่กับลูก นอกจากนี้ เธอไม่ได้คาดหวังให้ไผ่เป็นอะไรเลย เพียงแต่คอยแนะนำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ
“เราไม่ได้คาดหวังให้ลูกเป็นอะไรเลย คิดเพียงแค่ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโตไปได้ในแต่ละวัน” แม่พริ้มกล่าว “เวลาเลี้ยงลูกเราเลี้ยงเหมือนเพื่อน คุยกันได้ทุกเรื่อง เพราะเราไว้ใจซึ่งกันและกัน แม่ไว้ใจลูก ลูกไว้ใจแม่ ไม่มีการปิดบัง มีอะไรก็ถามกันตรงๆ”
ระหว่างที่ไผ่เติบโต แม่พริ้มยังเล่าเสริมถึงเส้นทางการเป็นทนายความของตัวเองอีกด้วยว่า “สภาพความเป็นอยู่ของเรายากจน เราเป็นแม่ค้ามาก่อน มีอะไรก็ทำมาหมด เลยรู้สึกว่าเรียน (นิติศาสตร์) ก็ได้ อย่างน้อยๆ ก็จะได้เป็นตัวอย่างให้ลูกได้ การศึกษามันไม่มีวันหมดอายุ”
“สิ่งที่แม่ภูมิใจที่สุด เป็นคำพูดที่ออกจากปากลูกเลยคือ ‘ภูมิใจมากที่มีเราเป็นแม่’”
เส้นทางการต่อสู้ในช่วงมหา’ลัย
ไผ่เข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเข้าร่วมกิจกรรมหลายด้านตั้งแต่ปี 1 ทั้งด้านกีฬา และด้านการเมือง รวมถึงเข้าร่วมกับกลุ่ม ‘ดาวดิน’ และต่อสู้เคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ มาโดยตลอด
คุณเอ๋เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์หนึ่งที่คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนของไผ่คือการเข้าร่วม ‘ค่ายโปรแทสอุดร’ และถูกจับเป็นครั้งแรก ทำให้ไผ่เห็นความอยุติธรรมที่ชาวบ้านพบเจออย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีกรณีเหมืองแร่ทองคำ ที่ไผ่และกลุ่มดาวดินเข้าร่วมกับชาวบ้านคัดค้านกลุ่มอำนาจ
“ไผ่เป็นคนมุ่งมั่น เรารู้สึกว่าเขาเป็นนักสิทธิ์จริงๆ เห็นได้ชัดจากการที่เขาซึ่งเป็นนักศึกษานิติศาสตร์เข้าไปมีปฏิบัติการทางสังคมกับชาวบ้าน ยืนหยัดเคียงคู่ชาวบ้านในฐานะคนที่รักษาหรือรู้กฎหมาย”
ความรู้สึกของแม่ หลังจากไผ่ถูกจับในคดี ม. 112 ครั้งแรก
เมื่อถามว่า แม่พริ้มรู้สึกอย่างไรที่ลูกเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ในฐานะแม่ สิ่งที่แม่พริ้มรู้สึกคือ ‘ห่วงใย’ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับลูกในช่วงเวลานั้น อย่างกรณีที่ไผ่และเพื่อนอีก 4 คนแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้วหลังการรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ จันโอชา เมื่อปี พ.ศ. 2557 แม่พริ้มก็รู้เรื่องผ่านข่าวพร้อมกับทุกคน
หลังจากนั้น ไผ่ก็ถูกดำเนินคดี ม.112 เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2559 จากคดีแชร์ข่าว BBC Thai ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แม่พริ้มเล่าว่า ในตอนที่ไผ่อยู่ในเรือนจำ เขาอยู่ปี 4 เธอจึงขอประกันตัวเพื่อให้ไผ่ได้สอบวิชาสุดท้ายก่อนจบการศึกษา แต่ ‘ไม่สามารถยื่นประกันตัว’ เพื่อออกมาสอบได้ ทำให้ไผ่ต้องสอบในเรือนจำ
จากการต่อสู้คดีมาตลอด ทำให้เธอตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานของกฎหมาย การเลือกปฏิบัติ และความอยุติธรรมที่ลูกได้รับ ทั้งกรณีการประกันตัวและเรื่องอื่นๆ แม่พริ้มกล่าวว่า “ถ้าความยุติธรรมไม่มีอยู่ในสังคม ประชาชนจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้อย่างไร”
อย่างไรก็ตาม แม่พริ้มก็ยังอยู่เคียงข้างลูกเสมอ อย่างกรณีที่ไผ่ไม่ได้รับการปล่อยตัว จากกรณีรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ซึ่งปรากฏเป็นภาพแม่พริ้มและน้องสาวของไผ่ไปคุกเข่าขอร้อง
“ไผ่ยืนหยัดในการต่อสู้ของไผ่ เราก็ยืนหยัดในความเป็นแม่ที่รักลูก” แม่พริ้มกล่าว
คดีปัจจุบันของไผ่ กับสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง
ไผ่ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี สิ้นสุดแล้ว 15 คดี และอยู่ระหว่างต่อสู้ 12 คดี สำหรับคดีปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับม. 112 มีอยู่ 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี พ.ศ.2564 โดยในวันที่ 30 กันยายน 2569 ศาลมีคำพิพากษายืนจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 และคดี #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร เมื่อปี พ.ศ.2563 โดยในวันที่ 22 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ‘ไม่ให้ประกันตัว’ ทำให้ไผ่ยังคงอยู่ในเรือนจำ รอคำพิพากษา
ตลอดเวลาที่ผ่านมาไผ่ ครอบครัว และเพื่อนได้ต่อสู้คดีมาตลอด แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ‘สิทธิในการประกันตัว’ ของผู้ต้องขังทางการเมือง ข้อมูลจากรายงานการประกันตัวผู้ต้องหาทางการเมืองปี 2568 ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า คดีจำนวนมากค้างอยู่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา และมีผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว จนถูก ‘ขังยาว’ ระหว่างรอคำพิพากษา ส่งผลให้ผู้ต้องขังบางคนถอนอุทธรณ์/ฎีกา และไม่ต้องสู้คดีต่อ
แม่พริ้มเองก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างกรณีคดีปราศรัยที่ภูเขียว เธอเล่าว่า ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวเพราะ ‘กลัวจะหลบหนี’ และไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง
“ลูกเราสิ้นเสรีภาพ อิสรภาพ ภราดรภาพ และจิตใจ คุณทำกับบุคคลบุคคลหนึ่งลงคอได้ยังไง”
ข้อกังวลเรื่องสิทธิการเข้าเยี่ยม และสิทธิการรักษาพยายาบาลของคนในเรือนจำ
นอกจากสิทธิการประกันตัวแล้ว ประเด็นที่แม่พริ้มกังวลขณะที่ลูกชายอยู่ในเรือนจำ คือ ‘สิทธิเรื่องการเข้าเยี่ยม’ ซึ่งเธอมองว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะทางครอบครัวถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าเยี่ยมไผ่
“ตอนที่ไผ่อยู่ในเรือนจำ จะมีโครงการเยี่ยมญาติใกล้ชิด แต่ครอบครัวเราถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เยี่ยมไผ่ เพราะไผ่มีปัญหากับเรือนจำ ปัญหาตรงนี้เราห่วงใย เพราะนอกจากโดนกักเสรีภาพ ยังโดนตัดสิทธิ์ในการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ซึ่งไม่ยุติธรรม แล้วไม่รู้กำหนดเลย เพราะครั้งแรกก็ไม่ได้ ครั้งที่สองก็ไม่ได้”
นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่อง ‘สิทธิการรักษาพยาบาล’ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ถูกคุมขัง แม่พริ้มเล่าว่าไผ่เป็นตาปลาที่เท้าและต้องได้รับการผ่าตัด แต่เมื่อเจ็บป่วย กลับได้รับเพียงยาพาราเซตามอล ส่วนยาอื่นๆ ที่รักษาโรคเฉพาะไม่สามารถเบิกได้
สอดคล้องกับโพสต์ทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของไผ่ ที่กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “ประมาณช่วงต้นเดือน ไผ่ได้เข้าไปผ่าฝีที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ หลังจากผ่าเสร็จหมอให้ยาพารากับยาแก้อักเสบมากิน และให้กลับมาล้างแผลทุกวัน ปัญหาคือ หลังผ่ามีอาการปวด พาราเอาไม่อยู่ อานนท์ที่อยู่แดนเดียวกันเลยเอายาไอบูโฟรเฟนให้ถึงบรรเทา วันต่อมาที่มาล้างแผลได้เจอกับ ผอ.สถานพยาบาล เลยขอยาไอบูโฟรเฟน เพราะยังปวดมากอยู่ หมอถามกลับว่า แล้วได้ยาไอบูมาได้ไง ก็ให้ไปเอาที่นั่น และไม่บอกเหตุผลว่าทำไมไม่จ่ายยาให้ ทำไมมีแค่พาราเท่านั้น แม้แต่สิทธิในการรับการรักษาโดยได้ยาที่เหมาะสมยัง ถูกปฏิเสธ”
การต่อสู้ที่สร้าง ‘ความหวัง’ และ ‘พลังแห่งความเปลี่ยนแปลง’ ให้คนรอบตัว
เมื่อถามว่าการต่อสู้ของไผ่ นอกจากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้แล้ว ยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่แม่และเพื่อนอย่างไรบ้าง คุณเอ๋ให้ความเห็นว่า “ไผ่พยายามจะสร้างยุคสมัยของตัวเอง ที่จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมนี้ เพราะอยากเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”
ทางด้านแม่พริ้มกล่าวว่า “อย่างน้อยคือทำให้แม่เข้มแข็ง ถึงแม้จะร้องไห้ทุกครั้งเวลาพูดก็ช่าง เพราะจะรอให้ลูกได้รับความยุติธรรม และปลอดภัยออกมา”
“มัน (การต่อสู้ของไผ่) เปลี่ยนแปลงจากผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไม่เคยออกสังคม เห็นอะไรก็ไม่แสดงออก เพราะคิดว่าชีวิตคือการต่อสู้ดิ้นรน ทำมาหากิน เปลี่ยนเป็นคิดว่าถ้าเราไม่ช่วยกันเป็นหนึ่งเสียง หรือหนึ่งแรง แล้วปล่อยให้สังคมชินชา จนเคยชิน จนเป็นเรื่องปกติ ต่อไปถ้าเราตายไปแล้ว ลูกหลานที่อยู่จะต้องมารับภาระตรงนี้”
กล่าวได้ว่าการต่อสู้ของไผ่ ทำให้เธอได้เห็นความอยุติธรรมในสังคม ที่หากเราอยู่เฉย ในวันข้างหน้าความอยุติธรรมนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นกับเราหรือคนใกล้ตัวของเราก็ได้ ดังนั้น การต่อสู้ของไผ่ นอกจากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมแล้ว ยังทำให้คนในครอบครัวเชื่อในพลังของคนตัวเล็ก ที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้อีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว แม่พริ้มกล่าวทิ้งท้ายถึงความหวังในฐานะแม่ของผู้ต้องขังทางการเมืองว่า “ความหวังของแม่ก็คือ อยากให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกคน” แม่พริ้มเห็นว่า ความยุติธรรมกับนักโทษการเมืองเป็นสิ่งที่ควรมี และควรให้สิทธิ์อย่างเต็มที่ในการต่อสู้คดี เพราะการขังไม่ให้ประกันตัวระหว่างการพิจารณา ไม่ต่างจากการพิพากษาไปแล้วว่าเขากระทำความผิด
“ขอความยุติธรรมให้สำหรับเพื่อนมนุษย์และทุกคนในโลก ให้มีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่กับไผ่ แต่กับทุกคน”