ในตอนที่เราเป็นลูกน้อยของพ่อแม่ เราก็ได้ยินนิทานเรื่องโปรดที่ถูกเล่าซ้ำๆ ก่อนนอน เมื่อตอนที่เรามีเบบี๋เป็นของตัวเองบ้าง ย่อมอยากส่งต่อความอบอุ่นนั้น ด้วยนิทานเรื่องโปรดเรื่องใหม่ที่เบบี๋จะหลับใหลทุกครั้งที่ได้ฟัง
นิทานเด็กจึงอยู่กับวิถีชีวิตของเรามาเนิ่นนาน ทั้งตอนที่เราเป็นเด็กหรือในวันที่เป็นพ่อแม่ เพราะเรื่องเล่าปลุกจินตนาการยามเด็กไม่ใช่เพียงเรื่องราวชวนฝันส่งเข้านอน แต่ยังมีส่วนเสริมสร้างพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ สร้างสมาธิให้หนูน้อย
นิทานเด็กจึงเน้นไปที่เรื่องราวสดใส เรียบง่าย เจ้าชาย เจ้าหญิง เจ้าสัตว์น้อยใหญ่ หนูน้อยในกิจวัตรต่างๆ เบื้องหลังนั้นไม่ได้มีเพียง Storytelling ที่สนุกสมวัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรายละเอียด ข้อควรระวัง ที่พ่อแม่ผู้หยิบอ่านให้ลูกฟังอยู่ทุกวันก็อาจคาดไม่ถึง The MATTER ชวนทุกคนมาสำรวจโลกของนิทาน กับ หวาน—ณิชา พีชวณิชย์ นักแต่งนิทานเด็ก ถึงเรื่องราวเบื้องหลังหนังสือง่ายๆ หน้าตาเป็นมิตรของวัยจิ๋ว ที่ไม่ได้ประกอบร่างสร้างมาด้วยความง่ายดาย (อย่างที่ผู้ใหญ่คิด)

เรื่องราวสดใสกับรายละเอียดที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง
ก่อนเด็กคนหนึ่งจะเปิดหนังสือนิทานสักเล่ม เขาอาจยังอ่านตัวหนังสือไม่คล่อง มองแต่ภาพสีสันสดใส ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรคือเรื่องแต่ง อะไรคือความจริง
ในช่วงวัยที่เรียนรู้โลกทั้งใบผ่านภาพ สี น้ำเสียง และคำพูดเรียบง่าย หนังสือเล่มน้อย ค่อยๆ วางรากฐานบางอย่างลงในใจ ทั้งวิธีมองตัวเอง วิธีมองคนอื่น ไปจนถึงวิธีทำความเข้าใจโลกที่กว้างใหญ่กว่าตัวเองมากนัก
การทำหนังสือเด็กจึงไม่ใช่แค่การเขียนเรื่องให้อ่านสนุก หรือวาดภาพประกอบให้น่ารักเท่านั้น แต่ยังเป็นงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก ตั้งแต่คำเพียงคำเดียว ภาพประกอบเพียงภาพเดียว ไปจนถึงพฤติกรรมเล็กน้อยของตัวละคร ที่ผู้ใหญ่อาจมองผ่าน แต่เด็กกลับจดจำและซึมซับโดยไม่ทันตั้งคำถาม
ประเด็นนี้ค่อนข้างน่าสนใจ หากมองในมุมของผู้ใหญ่ เราอาจมองแค่ในส่วนเนื้อหาเข้าใจง่าย ไม่รุนแรง ภาพประกอบสดใส ก็เพียงพอแล้ว คุณหวานได้เล่าถึงเนื้อหา ข้อควรระวัง ในแบบที่ผู้ใหญ่อาจไม่เคยนึกถึง

“ในการทำหนังสือเด็กมีจุดที่ต้องระวังเยอะมากค่ะ ก็ต้องค่อยๆ ดูเป็นเล่มต่อเล่มไป ที่ต้องระวังเป็นพื้นฐานเลย เช่น ภาพที่ดูรุนแรงเกินไป การลงโทษที่น่ากลัวมากๆ พฤติกรรมหยาบคาย หรือมุกเสียดสีประชดประชัน เพราะเด็กเล็กๆ จะเข้าใจเนื้อหาแบบตรงไปตรงมา อาจทำให้เขาเข้าใจผิดได้ หรือถ้าทำหนังสือความรู้ ก็ต้องระวังเรื่องความถูกต้องของเนื้อหา บางทีเขียนผิดคำเดียวเนื้อหาผิดเลยก็มี
ภาพประกอบก็เหมือนกัน เช่น เขียนถึงนกสายพันธุ์หนึ่ง แต่วาดลายผิดเป็นนกอีกสายพันธุ์ที่คล้ายๆ กันก็ไม่ได้แล้ว บางเล่มก็เลยต้องมีที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจอีกที เพราะเราเองก็คงไม่ได้มีความรู้รอบด้าน ต่อให้ค้นข้อมูลละเอียดยิบก็มีหลุดได้
เรื่องพฤติกรรมเลียนแบบที่อาจก่อให้เกิดอันตราย อันนี้ก็ต้องระวัง สมมติเขียนเรื่องเด็กทำบอลตกลงไปในน้ำ เราก็จะต้องเลี่ยงฉากที่เด็กว่ายน้ำไปเก็บบอลเอง หรือถ้าต้องไปยืนริมตลิ่งก็ต้องวาดภาพให้มีที่กั้น และไม่ให้เด็กลอดที่กั้นเข้าไป เพื่อไม่ให้เด็กเลียนแบบแล้วอาจจะไปตกน้ำเป็นอันตรายได้ หรือเราเคยทำหนังสือแปลเรื่องหนึ่ง ที่ตัวละครไปจับสัตว์ในทะเลมาเล่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น เราไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาได้ เพราะต้นฉบับเขาเขียนมาแบบนั้น เราก็ใช้วิธีเขียนคำอธิบายแยกไว้ตรงท้ายเล่ม ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหานิทานเพื่อบอกเด็กๆ ว่าการจับสัตว์ทะเลเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำนะ

แล้วก็มีข้อควรระวังที่หลังๆ เริ่มมีการหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้นในวงการหนังสือเด็ก อย่างเรื่อง อคติที่ซ่อนอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ภาพจำที่ว่าผู้หญิงต้องเป็นคนอ่อนแอให้ผู้ชายมาช่วยเหลืออยู่เสมอ แม่ต้องเป็นแม่บ้าน พ่อต้องทำงานนอกบ้าน หรือครอบครัวที่อบอุ่นต้องมีพ่อ แม่ ลูกอยู่ด้วยกัน ซึ่งในความเป็นจริง บริบทเหล่านี้ไม่ได้ผิดนะคะ
แต่ในฐานะคนทำหนังสือ เราอาจต้องพยายามเพิ่มความหลากหลายรูปแบบอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น เขียนนิทานที่ครอบครัวที่สลับบทบาทกันบ้าง หรือครอบครัวที่มีความหลากหลายทางโครงสร้างบ้าง เพื่อช่วยให้เด็กๆ ในยุคปัจจุบันไม่รู้สึกแปลกแยก และช่วยเปิดโลกทัศน์ของเขาให้ยอมรับความแตกต่างในสังคมได้กว้างขึ้น
นอกจากเนื้อหาแล้ว พวกวัสดุในการผลิตก็ต้องระวังเหมือนกัน เช่น ถ้าทำหนังสือสำหรับเด็กเล็กๆ วัสดุต้องปลอดภัย ไม่มีสารพิษ ไม่มีชิ้นส่วนเล็กๆ ที่หลุดได้ เพราะเด็กอาจเอาเข้าปากแล้วกลืนลงไปจนเกิดอันตราย ซึ่งก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนทำหนังสือเด็กต้องคำนึงถึงทุกครั้งที่จะเริ่มผลิตหนังสือค่ะ”

นิทานเด็กที่เลือกโดยผู้ใหญ่
เมื่อพ่อแม่ต้องยืนประจันหน้ากับนิทานเด็กมากมายบนชั้นสูงเลยหัว เปิดเจอหนังสือที่มีแต่ภาพสีสันสดใส ไม่มีตัวหนังสือหรือมีตัวหนังสือน้อยมาก ดูเหมือนไม่ได้สอนอะไรเท่าไหร่ แต่สำหรับเด็ก 2 ขวบ หนังสือแบบนั้นคือของขวัญที่ดีที่สุด เพราะสมองของเขากำลังเรียนรู้จากรูปทรง สี และจังหวะเสียงที่พ่อแม่อ่านออกเสียงให้ฟัง ความเรียบง่ายที่ดูไม่มีอะไรนั้น ซ่อนประโยชน์มหาศาลเอาไว้ข้างใน
แม้จะเป็นหนังสือที่เขียนเพื่อเด็ก แต่อย่างไรก็ต้องผ่านการตัดสินใจโดยผู้ใหญ่ เหล่าคนทำหนังสือเด็กจึงไม่อาจเลือกทำหนังสือเด็กที่ไม่ดึงดูดผู้ใหญ่ได้ ในทางกลับกันก็ไม่อาจละเลยคุณสมบัติ ข้อควรระวังต่างๆ เพื่อเอาใจแต่พ่อแม่เช่นกัน
กว่าจะได้หนังสือสำหรับเด็กสักเล่มจึงต้องคิด 2 มุมไปพร้อมกัน มุมแรกคือ เด็กจะสนุกไหมเนื้อหาดึงดูดใจเด็กๆ พอไหม ภาษาเข้าใจง่ายแค่ไหน มีมุกที่ทำให้หัวเราะในแบบที่เด็กหัวเราะได้ไหม โหมดที่สองคือ ผู้ใหญ่จะรู้สึกคุ้มค่าหรือไม่? เล่มนี้ช่วยลูกด้านไหน สอนอะไร เหมาะกับวัยหรือเปล่า และบางครั้ง 2 มุมนี้ก็กลายเป็นเงื่อนไขแสนยาก ลองมาฟังความคิดเห็นจากคุณหวาน ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“ถ้ามองในมุมมองของคนทำหนังสือเด็ก หนังสือเด็กก็คือ หนังสือที่ทำขึ้นเพื่อเด็กค่ะ ดังนั้น เป้าหมายในการทำจึงต้องสื่อสารกับเด็กเป็นหลัก ทั้งประเด็นการนำเสนอที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความสนใจของเด็ก เนื้อหาต้องสนุกและทำให้เด็กๆ รู้สึกอิน ภาษาต้องเข้าใจง่าย ภาพประกอบต้องตรงกับความชอบและพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัย รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ เช่น ขนาดรูปเล่ม วัสดุที่ใช้ผลิตหนังสือ ลักษณะตัวอักษร ฯลฯ ต้องครีเอตขึ้นโดยอ้างอิงจากพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก
แต่ถ้ามองในมุมมองของการตลาด ก็ต้องเข้าใจว่าคนที่มีอำนาจในการซื้อหนังสือเด็กคือพ่อแม่ คุณครู ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ที่มีกำลังทรัพย์ บางครอบครัวอาจให้เด็กเลือกหนังสือที่อยากได้ แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นผู้อนุญาตว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ หรือบางครอบครัวผู้ใหญ่ก็จิ้มเลือกให้เด็กเองเลยก็มี
ถ้าต้องการทำหนังสือเด็กให้ขายได้เพื่อให้สำนักพิมพ์มีเงินทุนในการทำหนังสือเล่มต่อๆ ไป
เราก็ต้องออกแบบหนังสือเด็กให้สื่อสารกับผู้ใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

เราก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องทำงานหาเงินเหมือนกัน เรารู้ว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะได้มามันไม่ง่าย เจ้าของสำนักพิมพ์ที่เราเคยทำงานด้วยเคยบอกเราว่า “การที่พ่อแม่ซื้อหนังสือของเราให้ลูกของเขา มันคือการที่เขายอมสละเงินจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขา เพื่อเลือกซื้อหนังสือให้คนที่เขารักมากที่สุด” มันเป็นเกียรติมากเลยนะ ดังนั้นเราเลยคิดว่ามันก็สมเหตุสมผลแล้วที่เขาจะคัดกรองว่าหนังสือนั้นคุ้มค่าที่สุดในสายตาเขาแล้วหรือยัง
เพราะฉะนั้น เวลาทำหนังสือเด็ก เราก็เลยต้องพยายามคิดทั้งจากมุมมองของเด็ก และมุมมองของผู้ใหญ่ควบคู่กันไป มุมมองของเด็กก็เช่น นิทานเรื่องนี้ต้องสนุก ตรงกับความสนใจของเขา เนื้อหาต้องไม่ยัดเยียด สั่งสอนจนน่าเบื่อ อาจมีมุขตลกแบบเด็กๆ บ้าง มีภาพประกอบที่เขาเข้าถึงได้ง่าย มุมมองของผู้ใหญ่ก็เช่น เขาจะมองว่าหนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ต่อลูกหลานของเขายังไงบ้าง จะช่วยเขาแก้ปัญหาลูกเรื่องอะไร อาจต้องเขียนคำโปรยปกให้โดนๆ อาจต้องมีมุมคุยกับผู้ปกครอง บอกคุณประโยชน์ของหนังสือ และวิธีการใช้กับเด็กๆ ให้เอาไปต่อยอดได้ ราคาต้องสมเหตุสมผล อะไรประมาณนี้

ถึงจะบอกว่า การทำหนังสือเด็กคือการเขียนเนื้อหาให้สื่อสารกับเด็กเป็นหลัก เราก็เคยเห็นหนังสือเด็กบางประเภทนะ ที่เนื้อหาสื่อสารได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กอ่านก็เข้าใจเนื้อหาประมาณหนึ่ง ตามการรับรู้ในช่วงวัยของเขา แต่ก็สนุก ได้อะไรดีๆ กลับไปเท่าที่เขาจะรับรู้ได้
แต่พอผู้ใหญ่มาอ่าน แล้วเอาประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาเทียบเคียง ก็อาจตีความต่อได้ว่า เฮ้ย! นี่มันเป็นเรื่องปรัชญานี่นา การเมืองนี่นา อะไรแบบนี้แล้วแต่จะคิดวิเคราะห์ตามประสบการณ์ของตัวเอง ในขณะที่เด็กอาจจะยังไม่ได้ตีความลึกขนาดนั้น ผู้ใหญ่ก็จะอินในแบบผู้ใหญ่ เด็กก็จะอิน ในแบบเด็ก หนังสือแนวนี้ส่วนมากจะเป็นหนังสือจากต่างประเทศ เช่น The Missing Piece, The King Who Banned The Dark เพราะก็ต้องยอมรับว่าบ้านเรา การทำหนังสือแนวนี้มันค่อนข้างยาก ไม่ใช่นักเขียนไทยไม่เก่งนะ แต่มันมีเรื่องต้นทุน และข้อจำกัดทางการตลาดครอบอยู่ โดยส่วนตัวเราชอบหนังสือแนวนี้มาก เราว่าเจ๋งดี คนเขียนต้องมีกึ๋นมาก และเก่งมากๆ”

นิทานกับช่วงวัย ไม่ใช่แค่เข้าใจง่ายหรือยาก
เราอาจคิดว่าความแตกต่างของนิทานสำหรับแต่ละช่วงวัย ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหา เด็กเล็กอาจยังเข้าใจได้น้อย โตมาหน่อยอาจเข้าใจความซับซ้อนมากขึ้น แต่เรื่องพัฒนาการตามช่วงวัยต่างหาก ที่กำหนดรูปร่างหน้าตาของนิทานสำหรับเด็ก
คุณหวานเล่าว่า เด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ กำลังอยู่ในช่วงพัฒนากล้ามเนื้อมือ หนังสือของหนูๆ จึงต้องทนทานต่อการฉีกทึ้ง ดึง กัด พ่อแม่รู้ดีว่ารุ่นนี้คว้าอะไรได้เข้าปากหมด วัสดุที่ใช้จึงต้องปลอดภัยจากสารพิษ ไม่มีชิ้นส่วนที่หลุดออกมาได้ มักจะเป็นหนังสือที่ผลิตจากวัสดุที่แข็งแรงเป็นพิเศษ เช่น หนังสือลอยน้ำทำจากพลาสติกจึงใช้เล่นตอนอาบน้ำได้ หนังสือผ้า หนังสือบอร์ดบุค
เนื้อหาสำหรับเด็กในวัยเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ มักจะเป็นอะไรที่ไม่ซับซ้อน เน้นการออกเสียงของพ่อแม่ ในคำง่ายๆ เป็นจังหวะ อย่างการเลียนเสียงสิ่งรอบตัว เสียงสัตว์ คุณหวานอธิบายเพิ่มเติมว่า

“ถ้าถามว่าวัยนี้ พ่อแม่อ่านนิทานเด็กโตให้ฟังได้ไหม แบบจับนั่งตักแล้วเล่าให้ฟัง ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนก็บอกว่าทำได้นะคะ เด็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องราวในหนังสือ ยังทำท่าทีเหมือนไม่สนใจเพราะสมาธิยังสั้นอยู่ แต่เด็กก็ได้ประโยชน์แน่ๆ ไม่ว่าจะ เกิดความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่ เด็กจดจำเสียงของพ่อแม่ได้ ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ และบุคลิกภาพของเด็กต่อไปในอนาคต เด็กได้พัฒนาทักษะการฟัง การมองเห็น การสัมผัส ยังไงก็มีประโยชน์แน่นอน”
ถัดมาในวัย 4-6 ขวบ เป็นวัยที่เจ้าจิ๋วได้ออกไปมีสังคมอื่นนอกบ้าน เนื้อหาและภาพประกอบของหนังสือวัยนี้จึงพัฒนาความซับซ้อนขึ้นไปอีกระดับ เริ่มทำความเข้าใจเรื่องอารมณ์ ความสัมพันธ์ สังคมรอบตัวมากขึ้น
ขยับมาที่ 7-9 ขวบ วัยเกือบจะ Pre-Teen เนื้อหาพัฒนาเป็นเรื่องราวขนาดยาวขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น เด็กวัยนี้บางคนก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการอ่านหนังสือภาพ ไปสู่การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหายาวขึ้น และมีภาพประกอบน้อยลง เช่น วรรณกรรมเยาวชน หรืออาจเลือกอ่านพวกการ์ตูนมังงะไปเลย

Happily Ever After
เราเดินทางจากตอนเริ่ม ระหว่างทางได้เรียนรู้ว่ามีรายละเอียดในนิทานเล่มหนึ่งซ่อนไว้ขนาดไหน เมื่อถึงตอนจบตัวละครพบแต่ความสุขตลอดไปเท่านั้นหรือเปล่านะ ถึงจะสามารถเป็นนิทานเด็กที่ดีได้ คุณหวานทิ้งทวนคำตอบจากคำถามสุดท้ายนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
“นิทานแทบทุกเล่มมีประโยชน์อยู่แล้วค่ะ แต่ประโยชน์เหล่านั้นจะแฝงมาแบบเนียนๆ หรือสอนกันแบบตรงๆ ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคนทำหนังสือนิทานเล่มนั้น นิทานบางเล่มอ่านแล้วเหมือนไม่ได้สอนอะไรเลย อาจเป็นเพราะผู้เขียนใส่ประเด็นเอาไว้เนียนมาก จนเราจับไม่ได้ก็มี หรือนิทานบางเล่ม เขียนออกมาเน้นสนุก ตลกขบขัน ดูเหมือนไร้สาระในสายตาผู้ใหญ่
หน้าที่ของมันก็คือ ทำให้เด็กที่ได้อ่านมีความสุข และเกิดความรักในการอ่าน
ก็ถือเป็นความสำเร็จของนิทานเรื่องนั้นแล้ว
จริงๆ ประโยชน์ของนิทานมีเยอะมาก ไม่ใช่แค่การสอนจากเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เช่น การอ่านนิทานช่วยส่งเสริมทักษะด้านการใช้ภาษา สามารถสร้างสมาธิและทักษะการจดจ่อใส่ใจ การที่เด็กอ่านนิทานแล้วสามารถจับประเด็นได้ หรือเอามาเล่าต่อได้ก็ช่วยส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์ และทักษะด้านความจำเพื่อใช้งาน การที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ลูกฟัง ช่วยส่งเสริมความรักความอบอุ่น ก่อให้เกิดความแข็งแรงทางจิตใจ และการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างมนุษย์
จะเห็นว่าต่อให้นิทานเรื่องนั้นไม่ได้สอนอะไรเด็ก เด็กก็จะได้พัฒนาทักษะเหล่านี้จากการอ่านนิทานอยู่แล้ว หรือแม้แต่การได้พลิกจับหนังสือ สัมผัสกระดาษ ก็ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ ทักษะการมองเห็นในเด็กเล็กๆ คือประโยชน์รอบด้านมากมาย เพราะฉะนั้น เราคิดว่าคุณค่าของนิทานไม่ได้อยู่ที่บทสรุปในตอนจบเสมอไปค่ะ”