หากใครที่เล่นโซเชียลมีเดียบ่อยๆ มักจะเห็นว่าเวลามีใครตั้งคำถามขึ้นมา ตั้งแต่คำถามง่ายๆ อย่างนี่ตัวอะไร ต้นอะไร อันนี้กินได้ไหม ไปจนถึงคำถามที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง ก็จะมีคนเข้ามาแสดงความเห็นมากมายหลายหลาก ตั้งแต่ความเห็นทั่วไป แสดงความสนอกสนใจ ปักรอคำตอบที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ระหว่างนั้นก็ดันได้คำตอบสำเร็จรูปจาก AI ทั้งจับภาพหน้าจอมาบ้าง คัดลอกประโยคมาทั้งหมดบ้าง เพื่อมีส่วนร่วมในคำตอบนั้น
มองในขั้นหนึ่งก็ขอขอบคุณในความพยายาม ขอบคุณที่เข้ามามีส่วนร่วมกับคำถามครั้งนี้ แต่มองอีกขั้นหนึ่ง คำตอบที่ได้มานั้น ไม่ได้ผ่านกระบวนการใดๆ ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ได้มีการวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลอะไร นอกจากคัดลอกมาแปะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เป็นคนไทยคนแรกที่ได้คำตอบ โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่
เมื่อพฤติกรรมนี้ระบาดหนักขึ้นทุกวัน คำตอบที่ได้กลายเป็นข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ ที่เราเองก็ต้องมาคัดกรองอีกหนึ่งขั้น หรือเสิร์ชหาข้อมูลชุดเดียวกันนั้นได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อเรานำมาตั้งคำถามบนโลกออนไลน์ นั่นแปลว่าเรากำลังอยากได้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงต่างหาก

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแวดวงสังคมไทย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นิกลาส์ กรูห์น (Niklas Gruhn) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ เขียนบล็อกระบายความหงุดหงิดถึงพฤติกรรมข้างต้นที่เขาเจอในแชตที่ทำงาน เลยถือโอกาสบัญญัติคำขึ้นมาใหม่ เรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Meat Proxy’ หมายถึงคนที่หยิบเอาคำตอบจาก AI มาส่งต่อทันที แบบไม่ปรับเปลี่ยนภาษาให้มีความเป็นมนุษย์ ไม่คัดกรองความถูกต้อง จนเหมือนเป็นเพียงสื่อกลางส่งต่อความคิดของ AI เท่านั้น โดยคำว่า ‘Meat’ ในที่นี้หมายถึงร่างกายมนุษย์ คล้ายคำสแลง ‘Meatspace’ ที่ใช้เรียกโลกจริงเทียบกับโลกดิจิทัล ส่วน ‘Proxy’ คือตัวรีเลย์ที่ส่งต่อคำขอระหว่าง 2 ฝั่ง
นิกลาส์เล่าว่าเขาเบื่อเวลาได้รับคำตอบซึ่งเป็นข้อมูลทื่อๆ ของ AI แปะมาทั้งดุ้น ถ้าได้คำตอบจาก AI แบบนี้ ตัวเขาคุยกับ AI เองจะไม่เร็วกว่าหรือ แถมยังควบคุมบริบทได้ตรงใจกว่าอีกด้วย พอได้คำตอบทื่อๆ แบบไม่คัดกรองอะไรมา เขาเลยรู้สึกเหมือนคนที่เลือกใช้วิธีนี้ เป็นเพียงแค่คนส่งต่อคำตอบเท่านั้น ส่วนคนที่ต้องมาพิจารณา มาตรวจสอบความถูกต้อง ทำความเข้าใจกับคำตอบนั้นคือตัวเขาเองต่างหาก แล้วอย่างนี้เขาจะขอความเห็น ความช่วยเหลือ จากคนอื่นไปทำไมกันล่ะ ถ้าคนอื่นเอาคำตอบจาก AI มาแปะแบบทื่อๆ อยู่ดี
จากนั้นเอง คำคำนี้ก็แพร่ไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่คนทำงานสายเทคที่เจอปัญหานี้ในการรีวิวโค้ดหรือแก้บั๊ก
ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ meat proxy ไม่เหมือนกับคำว่า AI Slop ที่หมายถึงเนื้อหาคุณภาพต่ำจาก AI คำว่า Meat Proxy เน้นหนักไปทางพฤติกรรมทางสังคมของคนที่ส่งต่อโดยไม่กรอง ไม่เคยตรวจสอบ ไม่เคยลองคิดต่อว่ามันใช้ได้กับสถานการณ์ตรงหน้าไหม หนักเข้าก็อาจจะไม่ทันอ่านให้ครบถ้วนเสียเองด้วยซ้ำ
พอมีเครื่องมือใหม่อย่าง AI เข้ามาช่วย ช่วยเสียจนเรากังวลขึ้นมาว่า มันจะอำนวยความสะดวกมากเกินจนมนุษย์คิดน้อยลง จำน้อยลง หรือกลายเป็นแค่ตัวกลางที่ไม่สร้างอะไรของตัวเอง ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยในประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์

เพลโตก็เคยเซย์โนตัวช่วย
ในบทสนทนา ฟาเอดรัส (Phaedrus) ของเพลโต มีตอนหนึ่งที่โสกราตีสเล่านิทานเกี่ยวกับ ‘เธอุธ (Theuth)’ เทพเจ้าอียิปต์ผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมา แล้วนำไปถวายกษัตริย์ ‘ธามุส (Thamus)’ โดยอวดอ้างว่าสิ่งประดิษฐ์นี้จะทำให้ชาวอียิปต์ฉลาดขึ้นและมีความจำดีขึ้น เพราะมันคือ ยาบำรุงความจำ แต่กษัตริย์ธามุสกลับเห็นต่างออกไป
กษัตริย์บอกว่าการเขียน (ตัวอักษร) จะทำให้ผู้คนละทิ้งการฝึกความจำของตัวเอง เพราะพวกเขาจะพึ่งพาตัวหนังสือที่อยู่ภายนอก แทนที่จะเก็บความรู้ไว้ในใจ แท้จริงแล้วอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายความสามารถของมนุษย์
โสกราตีสเสริมข้อเสนอของตนไว้ว่า คนที่อ่านตัวหนังสือจะดูเหมือนมีความรู้มาก แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีความรู้จริง เพราะพวกเขาแค่จำสิ่งที่คนอื่นเขียนไว้ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองด้วยตัวเอง และที่น่าขันคือ ตัวหนังสือเองก็ตอบโต้ไม่ได้ ถ้าเราถามมันซ้ำว่าหมายความว่าอย่างไร มันก็พูดประโยคเดิมซ้ำไปเรื่อยๆ
เหตุการณ์มันคุ้นเสียไม่มี หากเราลองสลับคำว่า ‘ตัวหนังสือ’ เป็น ‘คำตอบจาก AI’ ความกังวลของกษัตริย์ธามุส แทบจะยกมาวางในบทสนทนาเรื่อง AI ตอนนี้ได้เลย เครื่องมือที่ควรจะช่วยเสริมความคิด อาจกลายเป็นสิ่งที่มาแทนที่การคิดไปเสียเอง คนที่คัดลอกคำตอบจาก AI มาใช้อาจดูเหมือนฉลาดขึ้น ตอบได้ครบถ้วน แต่ถ้าไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองด้วยตัวเองเลย ความรู้นั้นก็เป็นแค่เปลือกที่ยืมมา ไม่ต่างจากคนที่ท่องจำได้แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
ถึงอย่างนั้นการเขียนไม่ได้ทำลายอารยธรรมมนุษย์อย่างที่กษัตริย์หวาดกลัว ตรงกันข้าม มันกลายเป็นรากฐานของการส่งต่อความรู้ของมนุษยชาติ
ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระทางความคิด ตัวหนังสือ เครื่องคิดเลข เครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ก็มักจะมีเสียงกังวลแบบเดียวกันเกิดขึ้นเสมอ แล้วสังคมก็ปรับตัว หาสมดุลใหม่ได้ในที่สุด
ในกรณีของ Meat Proxy นั้น ความกังวลที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดเพราะ AI มันเข้ามาช่วยให้เราหาคำตอบ เสิร์ฟความสะดวกสบายถึงหน้าจอมากเกินไป แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในเรื่องนี้คือการไม่ทำอะไรกับข้อมูลต่างหาก กลายเป็นกายหยาบที่มีหน้าที่ส่งต่อข้อมูลจาก AI เท่านั้น

เพราะไม่คิดจึงน่ากลัว
ถ้าเพลโตช่วยให้เราเห็นว่าความกังวลต่อสิ่งใหม่มีมานานแล้ว ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาการเมืองชาวเยอรมัน-อเมริกัน อาจช่วยให้เราเห็นว่าทำไมการไม่คิด ถึงเป็นเรื่องที่ควรกังวล
อาเรนต์เดินทางไปติดตามการพิจารณาคดีของอดีตนายทหารนาซี ผู้มีบทบาทสำคัญในการขนส่งชาวยิวไปยังค่ายกักกันระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอคาดหวังจะเจอปีศาจร้าย ทำลายชีวิตผู้คน แต่สิ่งที่เธอเจอกลับเป็นชายธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอได้ทั่วไป เขาไม่ได้แสดงความเกลียดชังหรือคลั่งอุดมการณ์ใดๆ เพียงแค่ทำหน้าที่ของตัวเองตามคำสั่ง โดยไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
จากการสังเกตนี้ อาเรนต์เสนอแนวคิดที่กลายเป็นหนึ่งในความคิดสำคัญที่สุดของเธอ ‘ความชั่วร้ายที่แสนธรรมดา (The Banality of Evil)’ เธอชี้ว่าความน่ากลัวของนายทหารนาซีที่ว่านั้น ไม่ได้มาจากความชั่วร้ายแบบปีศาจ แต่มาจาก ‘การไม่คิด (thoughtlessness)’ ขาดความสามารถหรือความเต็มใจ ที่จะหยุดพิจารณาว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ จากมุมมองของตัวเอง
ในกรณีของคำตอบจาก AI นั้น หากเราเอาแต่คิดว่า มีคนถามมาเราก็ต้องคอยตอบ โดยไม่สนเลยว่าคำตอบที่เราได้จาก AI นั้นถูกต้องหรือเปล่า เรามีความสามารถมากพอจะพิจารณาคำตอบนั้นได้หรือไม่ มันเลยเกิดการไม่คิดในความหมายของอาเรนต์เกิดขึ้น หากส่งต่อคำตอบที่ถูกต้องก็ดีไป แต่หากเป็นคำตอบที่ผิดล่ะ เราเองก็ไม่มีทางรู้เลยก็ได้ว่ากำลังส่งต่อข้อมูลผิดๆ เพราะไม่เคยหยุดคิดระหว่างทางเลย
ถึงอย่างนั้นก็ต้องออกตัวว่า การเอาแนวคิดนี้มาใช้ก็ควรเปรียบอย่างระมัดระวัง เพราะการเปรียบเทียบการคัดลอกคำตอบจาก AI มาแปะกับอาชญากรรมสงคราม ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันคนละขั้ว สิ่งที่ต้องการจะชี้ให้เห็นจึงไม่ใช่ระดับความร้ายแรง แต่กำลังชี้ไปยังการไม่หยุดคิดระหว่างทาง ข้อผิดพลาดมันสามารถมาจากการทำหน้าที่เป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่ง โดยไม่แทรกวิจารณญาณของตัวเองเข้าไปเลย
เมื่อเราพูดอะไรบางอย่างออกไปโดยที่ไม่เคยไตร่ตรองมันเลย เสียงที่เปล่งออกมาจากปากเรานั้น ยังนับว่าเป็นเราที่กำลังพูดอยู่ไหม หรือเรากำลังทำหน้าที่เป็นแค่ภาชนะที่ให้ความคิดของใครบางคน (หรือบางสิ่ง) ไหลผ่านไปสู่คนรอบข้าง โดยที่ตัวเราเองแทบไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหานั้นเลย
แน่นอนว่าเราไม่ควรตีความเรื่องนี้จนกลายเป็นการปฏิเสธเครื่องมือไปเสียหมด เพราะมนุษย์ใช้เครื่องมือภายนอกช่วยขยายความคิดของตัวเองมาตลอด
เพียงต้องพึงระลึกว่า เรายังคงเป็นคนที่อ่าน เข้าใจ ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ส่งต่อออกไปอยู่หรือเปล่า
อ้างอิงจาก