หากถามว่าคนสวยในยุคนี้เป็นแบบไหน หนึ่งในคำตอบนั้นคงต้องมีรูปร่างผอมอยู่ด้วยแน่นอน
ไถฟีดไปเมื่อไหร่ เราก็มักจะเห็นรูปร่างดารา ศิลปิน หรือเซเลปหลายๆ คน มีลักษณะผอมบางคล้ายๆ กัน บางคนจากที่เมื่อก่อนหุ่นดีอยู่แล้ว ตอนนี้กลับผอมจนสามารถสังเกตเห็นกระดูกได้ด้วยตาเปล่า เจอแบบนี้บ่อยๆ เข้า ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหรือนี่คือการกลับมาของ ‘Skinny Culture’ เทรนด์ความงามที่เชื่อว่าผอมเท่ากับสวยกันนะ
อันที่จริงความผอมจะตีคู่สูสีมากับความงามก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรูปร่างเพรียวบางนี้ก็มักเป็นมาตรฐานความงามของผู้คนมาหลายยุคสมัย โดยเฉพาะช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นทศวรรษ 1920 ที่ผู้หญิงปลดแอกจากชุดคอร์เซ็ต แล้วหันมีนิยมรูปร่างเพรียวบาง หรือแม้กระทั่งในช่วง ‘60 เอวที่เรียวเล็กแบบหุ่นนาฬิกาทราย กลายเป็นที่ปรารถนาของสาวๆ ไปจนถึงทศวรรษ ‘90 กับสไตล์ ‘เฮโรอีนชิค’ หรือรูปร่างผอมแห้งคล้ายคนติดยา ที่เป็นความเก๋ในวงการแฟชั่น สังคมเราผ่านความผอมมาทุกรูปแบบ และไม่ว่าจะแบบไหนก็ล้วนแต่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่าพึงใจได้เสมอ
ว่าแต่ทำไมความผอมจึงมักยึดโยงกับความงาม แล้วอะไรที่ทำให้กระแสความงามแบบ Skinny Culture วนกลับมาอีกครั้งในปีนี้ เราชวนไปหาคำตอบ พร้อมชวนไปดูว่ารูปลักษณ์ที่ทุกคนใฝ่ฝัน กำลังสะท้อนสภาพสังคมแบบไหนอยู่กัน

ไหนละ Body Positivity ที่เคยพูดถึง
หากใครทันสังคมอินเทอร์เน็ตช่วงราวทศวรรษ 2010 คงจะได้เห็นความเบ่งบานของขบวนการ ‘Body Positivity’ ที่กำลังเฟื่องฟูในหมู่คนส่วนใหญ่ โดยเป็นแนวคิดที่ชวนให้ทุกคนหันมายอมรับและมั่นใจในรูปร่าง หน้าตา หรือสภาพร่างกายของตัวเอง แทนการไล่ตามมาตรฐานความงามของสังคม ในช่วงเวลานั้นเราเลยมักจะได้เห็นนางแบบหลากหลายไซส์เฉิดฉายอยู่ตามสื่อต่างๆ เป็นเรื่องปกติ
ทั้งที่ดูเหมือนการยอมรับรูปร่างอันหลากหลายกำลังมีแนวโน้มไปในทางที่ดีแล้วแท้ๆ แต่จู่ๆ ผู้คนก็เริ่มหันกลับมาเชิดชูความผอมเพรียวกันอีกครั้งกัน ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ #skinnytok ที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย จนแพลตฟอร์มต้องแบนแฮชแท็กนี้ไป เพื่อป้องกันผู้ใช้งานทำตาม ไม่เว้นแม้แต่รูปร่างของดารา นางแบบที่ปรากฏบนสื่อทั้งไทยและต่างประเทศ ที่เริ่มผอมบางลงเรื่อยๆ
รายงานล่าสุดจาก Vogue Business ได้วิเคราะห์ ‘Size Inclusivity’ หรือความหลากหลายของรูปร่าง ประจำฤดูกาลฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 แสดงให้เห็นว่ากว่า 180 โชว์ พบว่ากว่า 97% ของชุดทั้งหมด ถูกออกแบบมาเพื่อนางแบบไซซ์มาตรฐาน (ไซซ์ 0 ถึง 4) ที่มีรูปร่างผอมบาง ในขณะที่ชุดสำหรับนางแบบพลัสไซซ์ มีเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุด ลดลงจากรายงานปี 2020 ที่เคยขึ้นไปแตะที่ 2.8% (แม้ว่าจะถือเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ดีก็ตาม)
แต่จากตัวเลขนี้ก็สะท้อนให้เราเห็นภาพคร่าวๆ แล้วว่าทั้งในอุตสาหกรรมแฟชั่น หรืออุตสาหกรรมบันเทิง ที่มีอิทธิพลต่อมุมมองความงามของผู้คน ยังหวนกลับไปสู่ความงามแบบในอดีต ด้วยการปลุกค่านิยม Skinny Culture ให้กลับมาอีกครั้ง จึงไม่แปลกหากเราจะเห็นคนส่วนใหญ่เริ่มมองว่าความผอมเป็นความสวยงามไปด้วย

Skinny Culture is back!
อันที่จริงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ความผอมกลับมาถูกเชิดชูอีกครั้ง โดยเฉพาะสภาพสังคมในปัจจุบัน สเตฟานี เลโอนาร์ด (Stéphanie Léonard) นักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านปัญหาภาพลักษณ์ของร่างกาย ชี้ว่าปัจจัยหลักเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดีย เทรนด์อาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพ ไปจนถึงการ ‘ปักปากกา’ ซึ่งมีฮอร์โมนกลุ่ม GLP-1 ซึ่งมีผลให้ความอยากอาหารน้อยลง มาเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล
ทุกวันนี้ความผอมไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่หลายคนชื่นชมเท่านั้น แต่ยังถูกนำเสนอให้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ ทั้งยังคาดหวังให้ทุกคนทำตาม อย่างการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เราเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และไม่มั่นใจในรูปร่าง จนอาจผลักให้เราเริ่มมองหาตัวช่วยที่ได้ผลรวดเร็ว อย่างการปักปากกาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และถูกสั่งจ่ายอย่างแพร่หลาย เพียงแค่เข้าคลินิกเสริมความงาม
นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว สเตฟานียังชี้ถึงปัญหาที่สำคัญที่สุดอย่างความตกต่ำของสังคมและเศรษฐกิจ เพราะท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งหลายบนโลกนี้ อย่างน้อยการได้ควบคุมร่างกายตัวเอง ก็เป็นหนึ่งไม่กี่อย่างที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ และทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าได้กลับมาควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการวิ่งไล่ตามมาตรฐานความผอมอย่างบ้าคลั่งจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความกดดันได้ทันที เพราะการใช้ยาลดน้ำหนักแบบเกินความจำเป็นอาจอันตรายต่อร่างกายเราได้เช่นกัน ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดในยากลุ่ม GLP-1 ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก และปวดท้อง หากใช้ไม่ถูกต้องอาจเสี่ยงต่อการ ‘โยโย่’ หรือน้ำหนักดีดตัวขึ้น
ไม่เพียงแต่ด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต อย่าง พฤติกรรมการกินผิดปกติ จนเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดสารอาหาร เจสส์ เบเกอร์ (Jess Baker) นักโภชนาการที่ต่อต้านการไดเอต อธิบายว่าเราสามารถสังเกตคนที่มีภาวะนี้ได้จากสัญญาณต่างๆ เช่น กระดูกไหปลาร้าที่ยื่นออกมา ขมับที่ตอบลง หรือสะบักที่เด่นชัด เธอยังบอกอีกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงาม แต่ในทางการแพทย์ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นกังวล
จะเห็นว่าทั้งอิทธิพลจากสื่อ สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ที่ผลักให้ความอ้วนกลายเป็นเรื่องของปัจเจก สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราหันมาจัดการความอ้วนด้วยตัวเอง และทำให้ค่านิยมเชิดชูความผอมกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง

ทำไมความผอมจึงเป็นความงาม
เมื่อความผอมผูกติดกับด้านดีๆ และความอ้วนกลายเป็นความผิดที่เราต้องแก้ไข จึงไม่แปลกที่ทำให้หลายคนเริ่มหมกมุ่นอยู่กับร่างกายตัว และทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ตัวเองผอมตามบรรทัดฐานของสังคม
ความเชื่อที่ว่า ความผอมดีกว่าความอ้วนหยั่งรากลึกในสังคมมาเป็นเวลานาน โดยถูกนำมาบอกเล่าผ่านหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านศาสนา วิทยาศาสตร์ หรือทางสังคม ที่มักส่งต่อความเชื่อเรื่องรูปร่างของผู้คนโดยแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง เช่น คนผอมมีสุขภาพดีกว่า เลือกอาหารการกินได้ดีกว่า มีวินัย หรือแม้แต่สามารถควบคุมตัวเองได้มากกว่า ต่างจากคนอ้วน ทั้งที่สิ่งเหล่านี้อาจไม่สะท้อนความจริงเสมอไป
จะว่าไปรูปร่างของเราก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราเลือกได้เอง ว่าแต่ทำไมต้องถูกมองว่ารูปร่างแบบไหนดีหรือไม่ดีด้วยนะ?
ในมุมมองปรัชญา ร่างกายของเราก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองไม่น้อย แม็กดาเลนา ปิเนย์โร (Magdalena Piñeyro) ปรัชญาและนักทฤษฎีสตรีนิยม และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Stop Gordofobia อธิบายว่าความผอมไม่ใช่แค่เรื่องความงามหรือสุนทรียศาสตร์เสมอไป แต่ร่างกายยังสะท้อนค่านิยมทางสังคม ความเชื่อที่ว่าเราต้องมีวินัย ควบคุมตัวเอง ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สอดรับไปกับความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยม

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักปรัชญาและเจ้าของทฤษฎีวาทกรรมอันโด่งดัง อธิบายถึงกลไกอำนาจสมัยใหม่ไว้ว่า นอกจากการลงโทษแล้ว การใช้อำนาจยังรวมถึงการควบคุมร่างกายของอีกฝ่ายให้มีประโยชน์และเชื่อฟัง
ไม่ต่างจากความผอม การที่คนหนึ่งจะผอมได้ ย่อมต้องเกิดจากการจำกัดการรับประทานอาหาร การนับแคลลอรี่ การเฝ้าดูว่าตัวเองมีความงามตามมาตรฐานหรือยัง ฟูโกต์บอกว่าแม้ดูเผินๆ ถึงจะเหมือนเป็นการเลือกของเราเอง แต่ที่จริงทั้งหมดล้วนแต่เป็นผลจากแรงกดดันทางสังคม จากกระบวนการทางการเมืองที่ทำเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติต่างหาก ทุกคนลองนึกถึงการทักเรื่องรูปร่างในวันรวมญาติดูสิ
หากมองในมุมนี้แล้ว คนที่ถูกควบคุมเนื้อตัวโดยใช้ความผอมเป็นเครื่องมือมากที่สุด คงหนีไม่พ้นผู้หญิง คนที่สังคมต่างพร่ำบอกว่าความเพรียวบางคือความงามสูงสุด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการควบคุมผู้หญิงมักมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสังคมอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าจะเป็นช่วง ในศตวรรษที่ 19 ยุควิกตอเรีย ที่ความเพรียวบางของผู้หญิงยึดโยงกับความมีศีลธรรม หรือในช่วงหลังสงครามในศตวรรษที่ 20 ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก ช่วงเวลาที่บทบาททางเพศดั้งเดิมยังเข้มข้น ที่มองว่าผู้หญิงผอมบางสามารถสะท้อนความมั่นคงและความเป็นระเบียบในบ้านได้
จะเห็นว่าความผอมไม่ได้เป็นเพียงความงามเท่านั้น แต่ยังสามารถจำแนกหรือจัดลำดับของ ‘ผู้หญิงที่ดี’ หรือ ‘ผู้หญิงที่ไม่ดี’ โดยใช้ความผอมเข้ามาเป็นเครื่องมือ เพราะเราคงดูได้ไม่ยากว่าคนไหนนอบน้อม หรือเชื่อฟัง คนนั้นย่อมต้องทำตามบรรทัดฐานของสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนใครที่ผิดไปจากมาตรฐานเหล่านั้น ก็อาจถูกมองว่าเป็นขบถ หรือคนที่ไม่เข้าพวกกับคนในสังคมได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้กำลังบอกว่าผู้หญิงผอมคือคนที่โอนอ่อนต่ออำนาจเสมอไป และจริงๆ ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างแบบไหน ก็ควรเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ตามต้องการ เพียงแต่สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยร่างกายผู้หญิง และคนอื่นๆ ในสังคมให้เป็นอิสระ จึงอาจเป็นการหันมามองร่างกายด้วยความเป็นกลาง ไม่แปะป้ายว่ารูปร่างแบบไหนดีกว่ากัน อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารู้สึกดีกับร่างกายของตัวเองมากขึ้นได้
แม้ว่าอาจจะเป็นรูปร่างที่แตกต่างไปจากมาตรฐานสังคมสักหน่อย แต่เรายังมีความสุขดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่นา
อ้างอิงจาก