เช้าเช็คอีเมล บ่ายอัปสเตตัส ตกเย็นโพสต์รูปลงสตอรี่ ก่อนนอนไถฟีดจนดึกดื่น
ย้อนกลับไปในวันที่โลกยังไม่มีสมาร์ทโฟนก่อนหน้านี้เราเคยใช้ชีวิตมาได้ยังไงนะ เพราะทุกวันนี้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เราก็วนเวียนอยู่บนหน้าจอตลอดเวลา จนแทบไม่มีเวลาเงยหน้าได้ออกไปใช้ชีวิตจริงๆ
หากเป็นยุคอนาล็อกเราคงเลือกได้ว่าอยากออนไลน์ตอนไหน ปิดจอเมื่อไหร่ บาลานซ์ชีวิตจริงกับหน้าจอได้ แต่พอถึงยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างรวมอยู่ในมือถือเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลง ธนาคาร ไปจนถึงงาน หรือแม้แต่เพื่อน สิ่งเหล่านี้ดึงดูดให้เราใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้นเรื่อยๆ แทบไม่เหลือพื้นที่ให้เราได้ไปพบปะกับผู้คนจริงๆ
การใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ตลอดเวลา ทำให้ทุกวันนี้ผู้คนเริ่มโหยหาชีวิตโหมดออฟไลน์กันมากขึ้น จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ที่มองว่าการออฟไลน์คือความหรูหรามากกว่าการใช้ชีวิตแบบติดจอเหมือนที่ผ่านมา วันนี้เราเลยอยากชวนไปรู้จักเทรนด์นี้กันมากขึ้นกัน
เมื่อการไม่บริโภคคือความหรูหรา
เมื่อความนิยมการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เข้าขั้นสูงสุด รวมไปถึงผลเสียที่ตามมาทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต วันหนึ่งผู้คนก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการงดใช้จอ จนถึงขนาดมีกลุ่มสำหรับคนอยากออฟไลน์โดยเฉพาะ อย่าง The Offline Club คอมมูนิตี้จากเนเธอร์แลนด์ ที่ชวนผู้คนออกไปรวมตัวกันทำกิจกรรมตามคาเฟ่ ตั้งแต่การอ่านหนังสือ วาดภาพ ใช้เวลาเงียบๆ โดยไม่มีเสียงแจ้งเตือนมารบกวน กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนกว่าครึ่งล้าน
สอดคล้องกับรายงานของ Global Wellness Summit ที่ยกให้ Analog wellness หรือการมีความเป็นอยู่ที่ดีแบบยุคแอนาล็อกเป็นเทรนด์อันดับหนึ่งของปี 2025 นอกจากนี้ ‘analog bags’ หรือถุงผ้าที่ใส่หนังสือ พัซเซิล อุปกรณ์ศิลปะ กลายเป็นไวรัลบน TikTok จากชาว Gen Z เพราะความวุ่นวายและเหนื่อยล้าจากโซเชียลมีเดีย ที่มีทั้งข่าวสาร เรื่องจริง และเรื่องแต่งปะปนกันจนแยกไม่ออก จึงไม่แปลกหากคนรุ่นใหม่โหยหาการพบปะกับผู้คนในโลกความจริงกันมากขึ้น

การออฟไลน์ไม่ได้เป็นเพียงการหลีกหนีจากความวุ่นวายบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ในแง่หนึ่งยังถือเป็นความหรูหราแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ด้วย จาก businessinside สื่อด้านธุรกิจของอเมริกา ชี้ให้เห็นว่าความหรูหราจากการออฟไลน์ค่อยๆ ปรากฏบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เราเคยอยู่ในยุคถ่ายรูปก่อนมื้ออาหารทุกมื้อ แต่ทุกวันนี้ผู้คนเริ่มโพสต์น้อยลงและรักษาความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันหลายคนเริ่มมองว่าการออฟไลน์คือการลงทุนที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องเลือก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้เหมือนกัน
การงดใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกลับมาสู่โลกความจริง อาจเรียกได้ว่าคือการกลับด้านของทฤษฎี Conspicuous consumption หรือการบริโภคเพื่อแสดงฐานะ จากเดิมที่ผู้คนมักใช้การจับจ่ายใช้สอยสิ่งของราคาแพง โลโก้ตัวใหญ่ๆ เป็นเครื่องบ่งบอกว่าตัวเองมั่งมี แต่ปัจจุบันฐานะความร่ำรวยยังมาจากการงดใช้สิ่งของบางอย่าง เพื่อแสดงถึงการมีตัวเลือก ซึ่งแฝงมาพร้อมกับมูลค่าราคาแพงแทน
บทความที่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The social and economic challenges of sufficiency ปี 2024 เกี่ยวกับการไม่บริโภคเพื่อแสดงสถานะ อธิบายว่าปัจจุบันชนชั้นนำหรือกลุ่มคนที่มีการศึกษา ตามคำนิยามของอลิซาเบธ เคอร์ริดฮัลเคท (Elizabeth Currid-Halkett) มักสร้างสถานะจากการบริโภคแบบไม่โอ้อวด แทนการซื้อของราคาแพงแบบโจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีราคาแพงแต่จับต้องไม่ได้ เช่น การศึกษา สุขภาพ หรือแม้แต่การซื้อประสบการณ์ให้ตัวเอง
หลายคนเลิกเล่นโซเชียลมีเดียแล้วหันมาใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การกินอาหารดีๆ หรือแม้กระทั่งการรู้ว่าทำไมการเลิกใช้โซเชียลมีเดียถึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ เงิน และเวลา ซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ดังนั้นแล้วคนที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้จึงเหมือนเป็นการบ่งบอกกลายๆ ว่าพวกเขาเองมีทรัพยากรและความพร้อมมากพอ จึงสามารถปรับวิถีชีวิตนี้มาใช้กับตัวเองโดยไม่เดือดร้อนอะไร

แล้วเราออฟไลน์ได้จริงไหม?
แม้ว่าหลายคนจะเห็นพ้องต้องกันว่าการงดหน้าจอเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพจิตของเราเอง แต่อย่างที่บอกว่าการหันมาใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ถือเป็นความหรูหราใหม่ของยุคสมัย ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเลือกทางนี้ได้ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถตัดการเชื่อมต่อได้ทันที โดยเฉพาะคนทำงานฟรีแลนซ์ หรือที่คนทำงานที่ใช้การสื่อสารออนไลน์เป็นหลัก
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหลายประเทศออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิการปิดแจ้งเตือน (Right to Switch Off) เพื่อลดปัญหาการติดต่อนอกเวลาทำงาน แต่ที่ผ่านมาการสั่งงานนอกเวลา หรือภาระงานที่ตัดจบไม่ได้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่
ตามรายงาน The Work-Life Boundary Gap – Why it Matters and How to Fix it จาก Protime UK บริษัทด้านการจัดการพนักงาน สำรวจพนักงานในสหราชอาณาจักรจำนวน 2,000 คน พบว่ากว่าครึ่งหรือ 67% ของพนักงานรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถตัดขาดจากงานได้ หรือไม่สามารถรักษาขอบเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวของตนเองได้ สาเหตุส่วนใหญ่ ราว 58% มาจากแจ้งเตือนที่มารบกวนนอกเวลางาน โดยพนักงานกว่าครึ่งยังบอกอีกว่าการปิดการแจ้งเตือนจะช่วยให้สามารถตัดขาดจากงานทางจิตใจได้ดีขึ้นได้
แต่นอกจากนี้ ในรายงานยังชี้ให้เห็นอีกว่าการปิดแจ้งเตือนไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะคนทำงานประมาณ 2 ใน 3 รู้สึกว่าตนเอง ไม่มีอำนาจในการตัดขาดจากงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนำไปสู่ความเครียด ภาวะหมดไฟ และความวิตกกังวล โดยเฉลี่ยแล้วปัญหานี้ส่งผลให้พนักงานแต่ละคนต้องลาป่วยประมาณ ปีละ 5 วัน และแม้ว่าจะส่งผลต่อจิตใจ แต่พนักงาน 26% บอกว่าตัวเองไม่ได้รับการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจากปัญหานี้
ดังนั้นหลายคนอาจเรียกว่าการออฟไลน์เป็นสิ่งของราคาแพงก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีทางเลือกตัดขาดจากโลกออนไลน์ โดยเฉพาะพนักงานตัวเล็กๆ ที่ยังต้องอาศัยงานและเงินเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง

เมื่อการออฟไลน์อาจไม่ใช่ทางออก
การตัดขาดจากโลกออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพจิต แต่อีกแง่หนึ่งความพร้อมของผู้คน ทั้งเวลา เงิน และความมั่นคง ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่คัดกรองเราอีกชั้นหนึ่งว่าใครจะตัดการเชื่อมต่อได้บ้าง
สิ่งที่เราพอทำได้จึงไม่ใช่การใช้ชีวิตตามแบบที่ใครๆ บอกว่าดี หรือปิดอินเตอร์เน็ต โยนมือถือทิ้งไป แล้วหายเข้าไปกลีบเมฆ แต่สิ่งที่ดีที่สุดอาจเป็นการหาขอบเขตการอยู่ในโลกออนไลน์ที่เหมาะกับชีวิตของเรา เช่น แบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักจากโลกออนไลน์ หลัง 4 ทุ่ม เดินเล่นโดยไม่ใช้หูฟัง หรือกำหนดเวลาเช็คข่าวแค่ช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น เพื่อไม่ให้เราไถฟีดไปเรื่อยเปื่อย หรือลองหากิจกรรมที่ชอบทำ เพื่อให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นบ้าง
การงดหน้าจออาจไม่ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีทันที หรือไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อตัดการเชื่อมต่อ เพราะปลีกวิเวกอยู่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นกำลังออนไลน์อยู่ อาจทำให้เรารู้สึกวิตกกังวล หรือกลัวว่าจะพลาดสิ่งสำคัญ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ทุกอย่างกำลังอยู่ในโลกออนไลน์ จึงไม่แปลกเลยหากเราจะรู้สึกว่าการงดหน้าจอเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด
ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงอาจเป็นการจัดวางความสำคัญ ไม่ผิดเลยที่เราจะใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ แบ่งปันโมเมนต์สำคัญ หรือพึ่งพาเทคโนโลยีบ้าง เพียงแค่เราไม่ลืมว่านอกจากโลกออนไลน์แล้ว เราก็มีพื้นที่ของตัวเองขณะออฟไลน์ สำหรับเก็บความทรงจำ และใช้เวลากับคนที่เรารักจริงๆ อยู่ด้วยก็พอแล้ว
ทำไงได้ ก็เราเลี่ยงปิดหน้าจอไปเลยไม่ได้นี่นา
อ้างอิงจาก