“แค่คำว่า ‘ยกเลิกโซตัส’ มันไม่จบหรอก ปัญหาของโซตัสไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่มันอยู่ที่ตัวมนุษย์และนิสิตนักศึกษาในสังคมไทย ที่ยังโหยหาการรวมกลุ่มแบบลำดับชั้น และการถูกชี้แนะอยู่ ถ้าคุณไม่ให้แนวทางใหม่ๆ ให้เขาเลย เขาจะรู้สึกโหวง แล้วสุดท้ายเขาก็จะกลับไปรวมกลุ่มกันด้วยแรงขับเดิมๆ”
ครั้งหนึ่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เคยมีธรรมเนียมการรับน้องผ่านคุณค่าตัวอักษร 5 ตัว ‘SOTUS’ ที่เข้มข้นมาก นิสิตปี 1 ทุกคนถูกบังคับเข้าห้องเชียร์ ฟังบทละครของพี่ว้ากที่ถูกวางมาอย่างเป็นแบบแผน ปฏิบัติตามกฎการแต่งกายที่เข้มงวด บรรยากาศของอำนาจนิยมเข้มจัด ถึงขั้นบรรดาซีเนียร์สามารถกำหนดควบคุมพื้นที่ของคณะ โดยห้ามนิสิตปี 1 ใช้บันไดด้านหน้าของตึก 1 ซึ่งถูกกล่าวขานในนามของระบบโซตัสว่า ‘บันไดสีหราช’
ปี 2516 ช่วงที่แนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยเริ่มผลิบานในสังคมไทย บรรดานิสิตนักศึกษาเริ่มเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่าประชาธิปไตยทั้งในระดับคณะ และระดับสังคมภาพใหญ่ คำถามเริ่มก่อตัวขึ้นว่า ไม่บังคับเชียร์ได้ไหม? ไม่ว้ากใส่กันได้ไหม? แล้วเหตุใดนิสิตรัฐศาสตร์ถึงไม่มีสิทธิเสรีภาพเป็นของตน?
คำถามที่เริ่มต้นจากเนื้อตัวร่างกายนำไปสู่การจินตนาการถึงสังคมใหม่ว่า เราทุกคนเท่าเทียมและอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายซึ่งกัน ความคิดขบถของน้องใหม่นำไปสู่การปฏิเสธกฎการแต่งกาย โดยมีอาจารย์หัวก้าวหน้าร่วมสมทบในขบวน รวมตัวกันพากันเดินลงบันไดหน้าตึก 1 เพื่อประกาศว่า นับจากนี้สิทธิและเสรีภาพของนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จะกลายเป็นคุณค่าใหม่ที่ขึ้นมาทัดทานกับตัวอักษรทั้ง 5 ของ ‘SOTUS’
แต่ชัยชนะของกลุ่มโซตัสใหม่ในยุคนั้น ไม่ได้แปลว่าคุณค่าชุดเก่าจะมลายหายไป ในวันที่กระแสการรับน้องตามแบบแผนอำนาจนิยม หรือ ‘โซตัส’ กำลังกลับมาแพร่หลายอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับบทบาทของมหาวิทยาลัยผู้ผลิตปัญญา หรือจริงๆ โซตัสมันไม่เคยหายไปจากพื้นมหาวิทยาลัยเลยกันแน่ The MATTER พูดคุยกับ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้เขียนหนังสือการศึกษาของนิสิตเลว: 5 ปีในรั้วจุฬาฯ
ระบบ ‘โซตัส’ (SOTUS) คืออะไรแน่?
หลายคนคงทราบดีแล้วว่า SOTUS นั้นเป็นการรวมตัวอักษรย่อของคำในภาษาอังกฤษ 5 คำ ได้แก่ Seniority (ความอาวุโส) Order (ระเบียบ) Tradition (ประเพณี) Unity (สามัคคี) และ Spirit (จิตวิญญาณ หรืออาจจะแปลได้ว่าความมีน้ำใจ) โดยเฉพาะ S ตัวแรกที่สำคัญมาก มันกำหนดว่า ในสังคมของมหาวิทยาลัย ใครกันคือผู้มีอำนาจ และการได้มาซึ่งอำนาจจะต้องมีองค์ประกอบของอาวุโสเป็นสำคัญ มากกว่าการมองเห็นทุกสมาชิกเท่าเทียมกัน
มหาวิทยาลัยนี่แหละเป็นคนนำเข้าโซตัส โดยไปเอาแพทเทิร์นมาจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่ามีต้นแบบมาจากโรงเรียนกินนอนในประเทศอังกฤษ นำมาปรับใช้ในโรงเรียนฝึกข้าราชการ โดยให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งช่วยครูในการดูแลนักเรียนด้วยกัน จะเห็นได้ว่าโซตัสไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมไทยเดิมด้วยซ้ำ แต่มันไปได้สวยกับวัฒนธรรมอาวุโสและแนวคิดอำนาจนิยมของไทย ผู้ใหญ่บางคนอาจจะชอบให้เด็กอยู่แบบนี้ เพราะมันทำให้เด็กไม่ตั้งคำถาม ไม่วิพากษ์วิจารณ์ และคุยกับศิษย์เก่าได้ง่ายดี
“น่าแปลกที่พันธกิจของมหาวิทยาลัยคือการสร้างความเป็นผู้นำหรือสร้างคนที่มีความคิด มันกลับหายไปแล้ว กลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยต่างหากที่พยายามนำวัฒนธรรมเก่าๆ กลับมาอีกครั้ง เช่น ระบบห้องเชียร์” เนติวิทย์ ระบุ
ถ้าพูดกันตามตรง โซตัสคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการรวมคน เวลาคุณก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่คุณต้องการคือการรู้วิธีเอาชีวิตรอดในสถานที่แห่งใหม่ที่คุณอาจไม่คุ้นเคย การมามหาวิทยาลัยมีความหมายมากกว่าแค่การมาเรียนหนังสือ ซึ่งในต่างประเทศเขาก็มีกิจกรรมอย่างการปฐมนิเทศในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้คนรู้จักกัน
เพราะมหาวิทยาลัยไม่มีคุณค่ายึดเหนี่ยวได้มั่นคงพอ คนเลยไปพึ่งพาระบบโซตัสเพื่อให้ได้คอนเนกชั่น ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องใช้ระบบนี้เสมอไป เราไม่จำเป็นต้องมีลำดับชั้นทางสังคมก็ได้ ไม่ต้องมีใครอาวุโสกว่า แต่มันสามารถเป็นลักษณะของ ‘การรับเพื่อนใหม่’ แทนที่จะเป็น ‘การรับน้องใหม่’ อย่างที่มีคนเคยเสนอและเปลี่ยนแปลงไปแล้วก่อนหน้านี้
‘โซตัส’ มันเลยเป็นตัวแทนของสูตรสำเร็จที่คนรุ่นก่อนหน้าเขาคิดกันมาแล้ว จะเอามาใช้ก็ไม่ต้องคิดมาก พอคนหารือกันว่าจะทำกิจกรรมรับสมาชิกใหม่ในสังคมคณะอย่างไร ก็หันไปใช้วิธีการแบบเดิมที่เขาคิดไว้แล้ว เพราะไม่มีใครลองคิดทำวิธีการใหม่ ไม่มีใครกล้าเสี่ยง กลัวระบบระเบียบที่สร้างกันมารุ่นสู่รุ่นจะพังทลายลง และตัวเองจะสูญเสียประโยชน์จากระบบนั้นไปด้วย มันจึงต้องอาศัยพลังพอสมควร ในการคิดใหม่ ทำใหม่ โดยที่เราต้องเข้าใจก่อนว่า วิธีการใหม่ๆ นั้น ก็อาจจะไม่สำเร็จหรือสมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก
ถึงอย่างนั้น มหาวิทยาลัยก็เป็นพื้นที่แห่งการลองผิดลองถูกมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การทำตามเพียงสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างปราศจากคำถาม
แปลว่าโซตัสมันยังคงมีอยู่ตลอดในมหาวิทยาลัย?
ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา ระบบโซตัสมันดูเหมือนจะหายไปแล้ว เพราะคนมันขาดการเชื่อมโยงกัน มันไม่ได้มาเจอหน้ากัน ต่างคนต่างอยู่ ระบบโซตัสที่พึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างคนจึงเบาบางลง แต่ผมไม่เคยเชื่อว่ามันจะหายไปจริง ตราบใดที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งยังไม่ตระหนักถึงการสร้างกิจกรรมรูปแบบใหม่ หรือองค์กรนักศึกษายังไม่คิดกิจกรรมอื่นที่สนุกและสร้างสรรค์กว่าเดิม สุดท้าย คนก็จะมองย้อนกลับไปหาสิ่งเดิมที่เคยทำกันมาเพราะมันง่ายดี ไม่ต้องคิดใหม่ ใช้ตามรุ่นพี่ เล่นเพลงตามรุ่นพี่ ทั้งที่เพลงโซตัสจำนวนมากเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้วนี้เอง ไม่ได้เก่าแก่ขนาดนั้น
ที่ผ่านมาคนมักจะไปด่าว่าโซตัสไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในความเป็นจริง โซตัสมันกลับตอบโจทย์การเข้าสังคมที่มีความเป็นลำดับชั้นมากๆ เด็กปีหนึ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย อยากจะอยู่ให้ได้ อยากจะมีเส้นสายพี่รหัสคอยดูแล ก็ต้องโอนอ่อนไปตามระบบของมหาวิทยาลัย
อย่างคณะรัฐศาสตร์แต่ละที่ก็สอนไม่เหมือนกัน บางที่สอนให้ไปเป็น ‘นักปกครอง’ ในระบบราชการ ซึ่งก็คือการเข้าไปถูกปกครองอีกทีหนึ่ง คุณต้องเชื่อฟังนายใหญ่ เพื่อจะไปปกครองชาวบ้านต่อ ระบบนี้มันจึงเน้นการทำตามคำสั่ง มหาวิทยาลัยกลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ฝึกให้คนทำตามคำสั่งเพื่อให้เป็นพนักงานบริษัทหรือข้าราชการที่ดี
คนรุ่นใหม่เริ่มหันไปสนับสนุน ‘โซตัส’ มากขึ้น เป็นเพราะอะไร?
ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าตกใจ คนรุ่นปี 63 ที่อยู่ในช่วงกระแสการเคลื่อนไหวทางสังคม ตอนนี้ก็เรียนจบไปทำงานกันหมดแล้ว พวกเราที่เคยเป็นเยาวชนหัวก้าวหน้าตอนนี้ก็กระจายตัวอยู่ในแวดวงต่างๆ
แทนที่จะไปต่อว่าเด็กคนรุ่นหลังว่าล้าหลัง เราควรจะคิดถึงเขาในฐานะลูกหลาน เราต้องออกความเห็นในเชิงสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เขา สื่อต่างๆ ก็ต้องเข้าไปคุยกับเด็กกลุ่มนี้ อย่าไปสร้างกำแพงกั้นระหว่างรุ่น ภารกิจการสร้างสังคมที่ดีเป็นเรื่องของพวกเราตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ช่วงที่ยังเป็นนักศึกษา บางทีการที่เด็กหันกลับไปหาค่านิยมเดิมๆ ก็อาจเป็นเพราะพวกเราทิ้งเขาหรือเอาแต่ประณามเขาด้วยหรือเปล่า
“ผมอยากให้เริ่มที่ตัวเราเอง นักศึกษาที่อ่านบทความนี้อยู่ คุณมีเวลาในมหาวิทยาลัยแค่ 4 ปี และนี่คือพื้นที่ทดลองที่คุณผิดพลาดได้ ลองทำการทดลองอะไรใหม่ๆ เปิดพื้นที่คุยกัน และออกแบบกิจกรรมร่วมกัน คนที่มีอิทธิพลในสังคมหรือคนรุ่นใหญ่ก็ควรช่วยกันรับฟังและสนับสนุนพื้นที่เหล่านี้ เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม” เนติวิทย์ ระบุ
บางคนก็มองว่า ‘โซตัส’ ไม่มีปัญหาอะไร ทำไมต้องเสนออะไรใหม่ด้วย?
เรื่องนั้นก็ช่วยไม่ได้ เพราะทางเลือกใหม่มักจะเป็นเรื่องที่คนกลุ่มน้อยเชื่อก่อนเสมอ การเลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนในสังคมจะยอมรับได้ทันที บางทีคนต้องเห็นปัญหาก่อน ต้องเห็นคนถูกทำร้ายจนเริ่มคิดได้ว่าระบบนี้มันไม่ฟังก์ชันแล้ว ซึ่งความจริงเรามีตัวอย่างบทเรียนในอดีตจากการรับน้องรุนแรงเยอะแยะไปหมด ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความสูญเสียใหม่ขึ้นมาหรอก
องค์กรตัวแทนนักศึกษา ทั้งสโมสร ต้องเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ เพราะคุณได้รับการเลือกตั้งมาเพื่อเป็นตัวแทนความเห็นที่หลากหลาย คุณต้องพยายามหาทางออก แต่ทุกวันนี้องค์กรนักศึกษาอาจจะยังไม่ทำหน้าที่นั้นเท่าที่ควร
ส่วนบางคนมองว่า “น้องให้ Consent แล้ว ถือว่าใช้ระบบโซตัสได้” แนวคิดแบบนี้ต้องระวัง เพราะการกดขี่อาจเกิดขึ้นโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัวก็ได้ บริบทรอบข้างอาจบีบบังคับให้คุณไม่มีทางเลือก เช่น ถ้าคุณไม่เข้าเชียร์ คุณก็อาจจะกลายเป็นตัวประหลาดหรือไม่มีเพื่อน ราคาที่เขาต้องจ่ายมันสูงเกินไป จะอ้างว่าเขา Consent แล้ว แต่รอบตัวเขามีแต่บรรยากาศกดดัน แบบนี้ก็น่ากังวล
แปลว่าแค่ยกเลิกโซตัส ก็ไม่จบ?
วิธีแก้ไม่ใช่แค่การประกาศยกเลิกเป็นปีๆ ไป แต่ต้องแก้ที่ต้นตอ และนำเสนอระบบที่ดีกว่า เพราะสุดท้ายคนเราต้องการการเชื่อมโยงกับสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
การสร้างวิธีคิดใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โตเสมอไป แค่มีกิจกรรมรับน้องดีๆ เป็นตัวอย่าง สอดแทรกคุณค่าประชาธิปไตย ให้เขามีอิสระ ให้โอกาสเปิดกว้าง ถ้าเราทำได้และสนุก มันก็จะกลายเป็นโมเดลให้คนอื่นได้เลียนแบบ เหมือนสมัยก่อน 14 ตุลา ที่เคยมีกลุ่มที่เรียกว่า ‘โซตัสใหม่’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนหัวก้าวหน้าที่พยายามสร้างวัฒนธรรมใหม่ในมหาวิทยาลัย ดังนั้นเราต้องมีคุณค่าใหม่ขึ้นมาแทนที่
ดังนั้น แค่คำว่า ‘ยกเลิกโซตัส’ มันไม่จบหรอก ปัญหาของโซตัสไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่มันอยู่ที่ตัวมนุษย์และนิสิตนักศึกษาในสังคมไทยที่ยังโหยหาการรวมกลุ่มแบบลำดับชั้นและการถูกชี้แนะอยู่ ถ้าคุณไม่ให้แนวทางใหม่ๆ ให้เขาเลย เขาจะรู้สึกโหวง แล้วสุดท้ายเขาก็จะกลับไปรวมกลุ่มกันด้วยแรงขับเดิมๆ ดังนั้นเราจึงต้องมีทางเลือกใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว มหาวิทยาลัยต้องวางมาตรฐานใหม่ เช่น ทำปฏิญญารับน้องไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อไม่ให้คนโหยหาการกลับไปใช้พิธีกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสะท้อนว่าเราเรียนรู้กันแล้ว หรือก็สนับสนุนให้มีงานวิจัยว่าจะต้อนรับนักศึกษาใหม่อย่างไร ไม่ผลิตซ้ำค่านิยมเดิมๆ
มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทอย่างไร?
มหาวิทยาลัยต้องเข้ามามีบทบาทในการออกแบบใหม่ ต้องมาดูว่าโซตัสกดทับความคิดสร้างสรรค์อย่างไร มีอำนาจนิยมหรือความรุนแรงตรงไหน แม้แต่เพลงบางเพลงเรายังต้องตั้งคำถามเลยว่ามีลักษณะเป็นการคุกคามทางเพศหรือเปล่า? เราควรสร้างเพลงสันทนาการหรือกิจกรรมที่เน้นคุณค่าความสนุกและคุณค่าของแต่ละบุคคล โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเนื้อหาลามก มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ให้คนในชุมชนมาพูดคุยกันว่าสิ่งนี้ยังจำเป็นไหม ซึ่งมันต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก
อันที่จริงเราต้องชื่นชมคนรุ่นก่อนที่เอาระบบโซตัสเข้ามานะ เพราะเขาก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะมากในการสร้างเพลงหรือพิธีกรรมต่างๆ เพียงแต่ตอนนี้เราไม่คิดสร้างของใหม่แล้ว เพราะเชื่อว่าอะไรที่ทำเขาทำกันมา มันก็ดีแล้วทั้งนั้น
มันต้องเกิดการแข่งขันกันของไอเดีย ถ้ามีทางเลือกอื่นที่คนเห็นว่าดีกว่า เราไม่ต้องกดขี่กัน ไม่ต้องทำละครให้คนแตกแยกกัน คนก็จะหันไปรับคุณค่าของสิ่งนั้นเอง ปัญหาคือตอนนี้ไม่มีคนลงไปแข่ง ทุกคนได้แต่ด่าว่าโซตัสไม่ดี แต่ไม่มีใครเสนอหนทางที่จะเอามาเทียบเชิงกับโซตัสได้เลย
มหาวิทยาลัยมีสิ่งที่ต้องปะทะกันตลอดเวลาคือ อดีตกับอนาคต เมื่อเจอแรงกระแทกจากเทคโนโลยีอย่าง AI มหาวิทยาลัยต้องทบทวนว่าอะไรคือคุณค่าแท้จริง และอะไรที่ควรละทิ้งไป มหาวิทยาลัยต้องเลือกว่าจะเป็นประชาคมแห่งปัญญา? ประชาคมแห่งมิตรภาพ? หรือ ประชาคมแห่งการสร้างสังคมที่เป็นธรรม? ถ้าเลือกได้ มหาวิทยาลัยก็จะต้านทานโลกที่เปลี่ยนไปได้ แต่ถ้าไม่ มหาวิทยาลัยก็จะหมดคุณค่าและกลายเป็นแค่ซากปรักหักพัง
ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากมหาวิทยาลัยต้องเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโดยรอบ คุณต้องแสดงให้นิสิตนักศึกษาเห็นว่า พวกเขาเป็นผู้เรียนรู้ของสังคมนี้ ชักชวนพวกเขาให้หันมาตั้งคำถามและจินตนาการถึงสังคมที่ดีกว่า
อ้างอิงจาก