เดิมที 16 ตุลา เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่บางคนอาจสับสนระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 แต่ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญดีหรือไม่ เมื่อผู้มีอำนาจเลือกใช้กำลังกดปราบประชาชน จนวันที่ 16 ตุลา 2563 กลายเป็นอีก 1 วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย หลงเหลือไว้เพียงบาดแผลให้กับขบวนการต่อสู้ของประชาชนเพื่อความฝันถึงสังคมที่ดีกว่า
กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า ‘คณะราษฎร 2563’ ซึ่งในขณะนั้นยังมีอีกหลายขบวนการที่ร่วมกันก่อตัวเพื่อเรียกร้องถึงสังคมใหม่ในประเด็นที่แตกต่างกัน แต่จุดร่วมของทุกกลุ่มคือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากเสียงของประชาชน ไปพร้อมกับการปฏิรูปการเมือง ให้พลังพลเมืองมีความแข็งแรง ปิดช่องทหารเข้าสู่อำนาจ เพื่อที่คนรุ่นหลังจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงกับวงจรรัฐประหารซ้ำซากอีก
การชุมนุมในเดือนตุลาคมปี 2563 ผุดขึ้นเป็นดาวกระจายตามจังหวัดต่างๆ นำโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปโดยสงบ กระทั่งมีการจับกุมตัวผู้ปราศรัยคนสำคัญ และนำไปสู่เหตุสลายการชุมนุมในวันที่ 16 ตุลาคม ที่แยกปทุมวัน ในคืนนั้นเป็นครั้งแรกที่มีการฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม และนำไปสู่การใช้กระสุนยางในเหตุการณ์ชุมนุมครั้งต่อๆ ไป
The MATTER ชวนย้อนรอยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไปกับ อั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ นักกิจกรรมทางการเมือง เพื่อทบทวนว่า ผ่านมาแล้ว 6 ปี ข้อเสนอเหล่านั้นได้เกิดขึ้นหรือจบลงในรุ่นของเราหรือยัง หรือจริงๆ มันอาจเป็นการต่อสู้ที่อาศัยเวลายาวนานกว่าที่เราคิด
ก่อนถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2563
ในช่วงปี 2563 มีกระแสการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาล ซึ่งในขณะนั้นนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นภาคต่อจากสมัยก่อนหน้านี้ที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สาเหตุหนึ่งของการชุมนุม สั่งสมมาหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ การกดปราบเสรีภาพของนักกิจกรรม การจัดการโรคระบาดโควิด-19 ที่ล้มเหลว ไปจนถึงกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของบรรดาคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น
บรรยากาศการชุมนุมเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อบรรดานักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยออกมาตั้งเวทีปราศรัย เวทีที่ยกระดับเพดานการเรียกร้อง เห็นจะเป็นกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ออกมาพูดถึงข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ไปพร้อมกับตอกย้ำอุดมการณ์ความเท่าเทียม การมองเห็นคนเท่ากัน และการยอมรับความหลากหลายในสังคม
แน่นอนว่า ไม่ใช่ผู้ชุมนุมทุกคนจะคิดเห็นเหมือนกัน เพราะรูปแบบการชุมนุมที่เอื้อให้ใครขึ้นมาเป็นแกนนำ หรือจะมาปราศรัยในแง่มุมไหนก็ได้ ทั้งนักเรียน LGBTQ+ ศิลปิน แรงงาน คนในวงการต่างๆ มาร่วมขบวน และยังมีการใช้ pop culture เข้ามาสื่อสารประเด็นทางการเมือง วิธีการนำเสนอก็มีสีสันและน่าสนใจ เช่น การชูสามนิ้ว ก็มาจากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Games เป็นต้น
แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ทุกกลุ่มเห็นพ้องกัน คือการเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เนื่องจากฉบับปี 2560 ที่ใช้อยู่ และยังใช้มาถึงวันนี้ ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การลงคะแนนเสียงประชามติ ท่ามกลางสังคมที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพ แถมองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกิน เช่น สั่งยุบพรรคหรือถอดถอนนักการเมือง
แม้จะถูกเรียกว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” แต่กลับระบบกลับเอื้อให้มีการฮั้วกันเองภายใน อย่างกระบวนการเลือก สว. ก็ไม่ได้มีประชาชนเป็นส่วนร่วม เปิดช่องให้มีการจัดตั้งและฮั้วโหวตกันเอง ง่ายต่อการถูกกุมอำนาจโดยฝ่ายการเมือง และสว. ก็มีอำนาจไปเลือกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง สามารถอ่านข้อสังเกตว่าทำไมเราต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ที่นี่
ประเด็นในการเรียกร้องมีเฉดสีที่หลากหลาย แต่ก็มีประเด็นที่อ่อนไหวต่อสังคมอยู่ไม่น้อย ถึงอย่างนั้นท่าทีของการชุมนุมก็เป็นไปโดยสงบ ทว่า ในช่วงวันที่ 13 ตุลาคม 2563 แกนนำปราศรัยคนสำคัญกลับถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ โดยอ้างข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเจตนาของกฎหมายขณะนั้นเป็นไปเพื่อการป้องกันการระบาดโรคโควิด-19 แต่กฎหมายนี้กลับถูกยืดเวลาอยู่หลายครั้ง และมีแนวโน้มเอามาใช้จับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
ต่อมาเมื่อ วันที่ 14 ตุลาคม กลุ่มผู้ชุมนุมได้มารวมตัวบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและถนนราชดำเนินกลาง ในช่วงบ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมที่แทนตัวเองว่า ‘คณะราษฎร 2563’ ได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลา 17.00 น. รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระราชินีสุทิดาและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ได้แล่นผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมบนถนนพิษณุโลก ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ชูสัญลักษณ์สามนิ้วและส่งเสียงโห่ร้องใส่รถพระที่นั่ง โดยไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด
กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันที่ 15 ตุลาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขัง กลับถูกสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ และในเย็นวันนั้นเอง พวกเขาก็ได้ประกาศรวมตัวอีกครั้งที่แยกราชประสงค์ มีเพียงรถเครื่องเสียงไม่กี่คันกลางแยก กลับกลุ่มผู้ชุมนุมที่หลั่งไหลมากดดันรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ก่อนจะยุติกิจกรรมในเวลา 22.00 น.
เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 2563
ข้อเรียกร้องให้ ‘ปล่อยเพื่อนเรา’ ยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ ประชาชนจึงร่วมชุมนุมกันอีกครั้งที่แยกปทุมวัน ในวันที่ 16 ตุลาคม ช่วงเวลา 17.00 น. แต่เพียง 2 ชั่วโมงจากนั้น ตำรวจควบคุมฝูงชนร่วมร้อยนายตั้งแถวเป็นแนวยาว เคลื่อนกำลังเข้าใต้บีทีเอสสยาม พร้อมโล่ กระบอง และรถจีโน่ ทั้งสองฝ่ายยื้อยุดกันอยู่นาน จนกระทั่งมีการย้ำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านรถเครื่องขยายเสียงว่า
“นี่เป็นการเตือน จะยังไม่ใช้กำลัง ขอให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านไป เราได้เตือนน้องๆ หลายรอบแล้วนะครับ เราจำเป็นจะต้องใช้น้ำนะครับ เราให้เวลาน้องๆ ผู้ชุมนุมด้านหน้า 3 นาที เราขอวิงวอนนะครับ”
ทันใดนั้น รถจีโน่ได้เข้าฉีดน้ำแรงดันสูงใส่มวลชน จนสร้างความโกลาหลเป็นอย่างมาก ผู้ชุมนุมในขณะนั้นส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา นักเรียนในเครื่องแบบ และประชาชน พวกเขาทยอยโยนร่มลงมาจากสกายวอล์กแยกปทุมวัน เพื่อให้ผู้ชุมนุมด่านหน้าอาศัยเป็นโล่ป้องกันน้ำ มีรายงานว่า น้ำสีน้ำเงินที่ฉีดใส่ฝูงชนนั้น ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองดวงตาและผิวหนัง
ผู้ชุมนุมบางส่วนวิ่งหนีออกจากจุดปะทะ บ้างหลบหนีเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อหาที่หลบภัย เพราะ ระหว่างนั้นมีการจับกุมตัวกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน สโมสรนิสิตหลายคณะเร่งประสานงานขอความช่วยเหลือ ให้มหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาได้ อย่างคณะเภสัชศาสตร์ที่อยู่ใกล้จุดปะทะ ได้เปิดจุดปฐมพยาบาล และเร่งส่งน้ำสะอาดเพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีสีน้ำเงิน
ประชาชนบางกลุ่มมุ่งสู่คณะรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นเขตปลอดภัย มีการจัดตั้งกลุ่มนิสิตอาสาช่วยบอกทางแก่ผู้ชุมนุมไปยังจุดพักหรือจุดปฐมพยาบาลที่จัดเตรียมไว้ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ (อบจ.) และคณาจารย์ยังคอยจัดหาอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้าแห้ง รวมถึงได้ใช้พื้นที่บริเวณอาคารเรียนเพื่อเป็นที่พักชั่วคราวให้แก่ผู้ชุมนุม
ในช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม สื่อโทรทัศน์ได้หยุดการนำเสนอข่าวเนื่องจากเป็นช่วงเวลาของข่าวในพระราชสำนัก นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จึงเปิดทีมข่าวเฉพาะกิจเพื่อรายงานเหตุการณ์ชุมนุมผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อให้ผู้ชุมนุมและคนภายนอกได้ทราบความเป็นไปของสถานการณ์ เนื่องจากการชุมนุมไม่มีรถเครื่องเสียง แม้แต่จุดที่แกนนำอยู่ก็ใช้เพียงโทรโข่งประกาศขอให้ผู้ชุมนุมทยอยกลับบ้าน
ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า แม้จะประกาศยุติการชุมนุมแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำและจับกุมผู้ชุมนุมที่ยังอยู่ในบริเวณนั้นต่อไป พร้อมตั้งแถวเจ้าหน้าที่บนสะพานหัวช้างบนถนนพญาไท วิ่งไล่ผู้ชุมนุมไปทางแยกราชเทวี ซึ่งมีการจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วนด้วย โดยท้ายสุดได้เปิดการจราจรแยกปทุมวัน เมื่อเวลา 23.15 น.
หลังวันที่ 16 ตุลาคม 2563
ฝ่ายเจ้าหน้าที่อ้างเหตุผลต่อกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ว่า เหตุที่ต้องสลายการชุมนุมเนื่องจากผู้ชุมนุมเข้าใกล้ระยะ 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน เมื่อมีการประกาศว่า จะใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ผู้ชุมนุมยังฝ่าฝืนอยู่ในพื้นที่จึงเริ่มใช้น้ำสีฟ้าเพื่อระบุตัวบุคคลและเมื่อไม่ยุติจึงเริ่มใช้แก๊ซน้ำตาร่วมด้วย ส่วนน้ำแรงดันสูงก็มีส่วนผสมของสารเคมี 2 ชนิด คือ สารเคมีสีฟ้า หรือสารเมทิลไวโอเลตทูบี ในอัตราส่วนน้ำร้อยละ 97 และแก๊สน้ำตาอย่างเจือจาง โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้สัมผัส
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในครั้งนี้นำไปสู่การประณามการสลายการชุมนุมของรัฐที่ไม่ได้สัดส่วน เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าร่วมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่กลับมีการใช้น้ำแรงดันสูงผสมแก๊สน้ำตา หน่วยงานระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และ UNICEF ได้ออกแถลงการณ์ประณามการสลายการชุมนุมในครั้งนั้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม รับฟังความเห็นที่แตกต่าง ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม ไปจนถึงการกล่าวว่าการสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากลและเกินกว่าเหตุ
ประชาชน เครือข่ายการชุมนุมอย่างคณะราษฎร 2563 และอีกหลายฝ่าย ยังคงเดินหน้าจัดการชุมนุมต่อเนื่อง โดยอาศัยยุทธวิธีดาวกระจาย ไม่เน้นการชุมนุมใหญ่ และเน้นย้ำข้อความว่า “ทุกคนคือแกนนำ” โดยหวังให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้
จากนั้นแนวร่วมของการชุมนุมก็ค่อยๆ เบาบางลง มีการแพร่ระบาดโควิด-19 อีกครั้งในเดือนเมษายน 2564 ที่มีต้นตอมาจากปาร์ตี้ของกลุ่มชนชั้นนำ และจบลงที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายังคงดำรงตำแหน่งจนครบเทอม
‘จบที่รุ่นเรา’ ในปี 2569
ตลอดการชุมนุมช่วงปี 2563 มีวาทะที่น่าสนใจปรากฎขึ้นตามหน้าสื่อ ทั้ง “ปล่อยเพื่อนเรา” “คนเท่ากัน” “คุณเด็ดดอกไม้ได้ แต่คุณไม่อาจหยุดยั้งการมาของฤดูใบไม้ผลิได้” และอีกมากที่สะท้อนอุดมการณ์ของสังคมที่กลุ่มผู้ชุมนุมยึดถือ แต่วาทะที่น่าสนใจ และสะท้อนว่าการเมืองไทยมันเป็นวงจรรัฐประหารไม่จบสิ้น คงหนีไม่พ้นคำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา”
The MATTER ได้คุยกับ อั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ นักกิจกรรมทางการเมืองในช่วงเวลานั้น ชวนทบทวนเหตุการณ์ช่วงปี 2563 ว่ามีอะไรบ้างที่เรายังต้องทำต่อ
อั๋วเคยมองว่า คำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” เป็นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด แต่ถ้ามองกลับไปยังการเคลื่อนไหวของคนหลายรุ่นที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงปัจจุบัน ก็จะเห็นว่าคนที่เคยต่อสู้ยังคงกลับมาสนับสนุนและทำงานร่วมกันอยู่เสมอ ตราบใดที่สังคมยังต้องเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวก็ยังต้องดำเนินต่อไป โดยอาศัยคนทุกช่วงวัยร่วมกันผลักดัน
ฉะนั้น คำว่า “จบที่รุ่นเรา” มันก็ยังไม่จบเสียทีเดียว จะคนรุ่นอั๋ว หรือคนรุ่นอื่น เราก็ยังอยู่ในสังคมนี้ ยังต้องส่งเสียง มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็นบนประเด็นต่างๆ เพราะโจทย์ของยุคนี้ก็มีความซับซ้อนขึ้นกว่าข้อเรียกร้องในปี 2563 อย่างเรื่องทุนเทาเข้าครองประเทศ มันก็เป็นอีกปัญหาที่ใหญ่มาก และต้องการความสนใจของคนทุกรุ่นว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี
“คิดว่าเป็นความรับผิดชอบของคนทุกรุ่นที่จะทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น ในเมื่อตอนนี้มันยังต้องต่อสู้ ยังต้องเรียกร้อง และต้องการการมีส่วนร่วมของคนทุกรุ่น ก็คิดว่าต้องทำต่อไปค่ะ” เธอย้ำ
สำหรับอั๋ว การชุมนุมในปี 2563 เป็นหมุดหมายสำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองยุคใหม่ เพราะมีทั้งนักเรียน คนหนุ่มสาว และผู้คนจากหลายส่วนเข้ามาขับเคลื่อนประเด็นที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สิทธิของนักเรียน กฎระเบียบในโรงเรียน สมรสเท่าเทียม ไปจนถึงสิทธิแรงงานและสวัสดิการ จริงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็มีส่วนส่งต่อประเด็นทางสังคมไปสู่นโยบายและการถกเถียงในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างบางพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ก่อนหน้าที่เราไม่เคยเห็นเขาแตะเรื่องปฏิรูปกองทัพเลย แต่มาวันนี้ การเลือกตั้งล่าสุด เขานำเสนอการจัดหาสวัสดิการให้ทหารชั้นผู้น้อย หรือพูดถึงระบบสวัสดิการถ้วนหน้ามากขึ้น แน่นอนว่า การพูดถึงแล้วไม่ได้แปลว่าดี เพราะปีศาจยังอยู่ในรายละเอียด เรายังต้องถกเถียงกันต่อไป แต่อย่างน้อยมันเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่าเพดานการพูดคุยในบางประเด็นมันถูกยกระดับไปแล้ว
คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง?
ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นกระแสการโต้เถียงบนทวิตภพ โดยมีคนเปิดว่าเด็กสมัยนี้ไม่สนใจการเมือง หรือไม่ก็สนใจอุดมการณ์ของฝ่ายขวา เช่น ชาตินิยม ไม่เชื่อในความแตกต่างหลากหลาย หรือมองว่าคนอินการเมืองเป็นเรื่องเบียว ผิดกับที่กระแสการชุมนุมในปี 2563 คนรุ่นใหม่ในตอนนั้นอินการเมืองมาก เข้าร่วมการรณรงค์ในประเด็นต่างๆ และผ่านเหตุการณ์ในช่วง 16 ตุลามาด้วยกัน
เช่นเดียวกับอั๋ว เธอผ่านช่วงสมัยที่พลเอกประยุทธ์เข้ายึดอำนาจ ได้เห็นนักกิจกรรมถูกกดปราบ มีการปิดกั้นเสรีภาพและการแสดงออกทางความคิด ตอนนั้นเธอก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งที่มีความเข้าใจบ้านเมืองเท่าที่หนังสือเรียนสังคมศึกษาบอกไว้ แต่จุดเริ่มต้นที่สนใจการเมืองมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย คือตอนนั้นเธอได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Hunger Games และเห็นข่าวคนชู 3 นิ้วถูกจับ ตอนนั้นก็ได้เกิดคำถามต่อสภาพสังคมนี้ขึ้นมา และนำไปสู่การติดตามว่า ‘คนอื่น’ ในสังคมเขาใช้ชีวิตกันยังไง
มาวันนี้ อั๋วยังเชื่อครึ่งต่อครึ่งว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้หมดความสนใจการเมืองทั้งหมด แต่เราต้องมองภาพกว้างว่า เด็กรุ่นนี้เขาถูกสังคมหล่อหลอมอย่างไร เศรษฐกิจมันเอื้อให้เราสนใจเรื่องคนอื่นมากกว่าการเอาตัวเองให้รอดไหม? การบังคับใช้กฎหมายกดปราบมันดีขึ้นไหม? เสรีภาพในห้องเรียน ประเด็นที่ครูชวนเด็กตั้งคำถามมันเป็นอย่างไร? ไปจนถึงว่า คนในสังคมเองให้ความหมายต่อการเรียกร้องในบนท้องถนนอย่างไร? การเมืองมันเข้าถึงพวกเขาง่ายแค่ไหน หรือมันทำให้เยาวชนรู้สึกหวาดระแวงที่จะพูดถึงมัน
“อั๋วมองว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจการเมืองทุกเรื่องอย่างลึกซึ้ง สิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน รู้จักสิทธิของตัวเอง และมีส่วนร่วมตรวจสอบผู้มีอำนาจบ้าง”
ท้ายที่สุด อั๋วเองก็อยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นให้เร็วที่สุด แต่เมื่อมองย้อนกลับไปเราก็ยังเห็นผู้คนจากเหตุการณ์ในอดีตมากมาย ยังร่วมต่อสู้และมีส่วนร่วมอยู่เสมอ ดังนั้น การสร้างสังคมปรพชาธิปไตยคงไม่ใช่หน้าที่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ต้องทำให้มัน ‘จบ’ แต่เป็นเรื่องของคนทุกรุ่นที่ต้องเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม
มันอาจต้องใช้เวลา แต่ประชาธิปไตยก็เป็นเรื่องของกระบวนการมาตั้งแต่ต้น สำคัญคือ เราได้สร้างพื้นที่ให้สมาชิกใหม่ได้ร่วมเรียนรู้บทเรียนจากในอดีต และมองถึงภาพสังคมที่เขาอยากเห็นในอนาคตมากแค่ไหนกัน
อ้างอิงจาก