La La Land : ฝันของเธอ? ฝันของเขา? ฝันของเรา?

1. เซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิ่ง) มีความฝัน เขาฝันว่าสักวันจะเปิดบาร์แจ๊ซ, แจ๊ซที่ใครๆ พากันเชื่อว่ากำลังจะตาย, แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เซบาสเตียนศรัทธาในเพลงแจ๊ซอย่างที่มนุษย์สักคนจะศรัทธาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับชีวิต หรืออาจมากกว่า ใช่ อาจจะมากกว่าชีวิตเขาเองเสียด้วยซ้ำ

มีอา (เอมม่า สโตน) มีความฝัน เธอฝันว่าสักวันจะเป็นดารา, อาชีพที่ใครๆ พากันเชื่อว่ายากเกินจะไขว่คว้า, แต่เธอกลับไม่คิดเช่นนั้น มีอาศรัทธาในการแสดงอย่างที่มนุษย์สักคนจะศรัทธาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับชีวิต หรืออาจมากกว่า ใช่ อาจจะมากกว่าชีวิตเธอเองเสียด้วยซ้ำ

 

เซบาสเตียนและมีอาคือตัวอย่างของชีวิตซึ่งหอบหิ้วความฝันของปัจเจก และพวกเขาต่างก็เคว้งคว้างในมหานครใหญ่ แสวงหาโอกาสที่ต่างก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่พรจากสวรรค์ที่จู่ๆ จะร่วงหล่นลงมาเองเหมือนผลส้มให้กับผู้ที่เอาแต่แหงนหน้ามองแต่ไม่คิดจะปีนขึ้นไปเก็บ ความฝันของทั้งคู่นั้นแตกต่าง สวนทางกันบนเส้นทางซึ่งดูอย่างไรก็ไม่น่าจะมาซ้อนทับกันบนระนาบเดียวกันได้

พูดอีกอย่างคือ เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่สองชีวิต, ซึ่งต่างก็มุ่งมั่นในสิ่งที่ตนฝัน,จะได้มาพานพบและรู้จักกันได้ แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ ชะตาชีวิตมักเล่นตลกกับมนุษย์ตัวเล็กๆ เสมอ เมื่อมีอาและเซบาสเตียนได้มาพบกันจนได้ ท่ามกลางแสงสลัวของดวงไฟในยามค่ำ และริบหรี่ของดวงวิญญาณที่อ่อนล้าจากการไขว่คว้าหาความฝันของตัวเอง

 

 

2. อาจจะเป็นผมเองคนเดียว ที่ขณะดู La La Land จะเฝ้านึกถึงหนังอีกเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ หนังที่ทั้งพื้นที่และเวลาไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย หากแต่มวลความรู้สึกอันบางเบาคล้ายจะสนทนาโต้ตอบซึ่งกันและกัน หนังที่ว่าคือหนังฮ่องกงเรื่อง In The Mood For Love ของหว่องกาไวนั่นเองครับ

คุณอาจสงสัยว่าหนังสองเรื่องนี้มันเกี่ยวกันยังไง เพราะดูยังไงมันก็ไม่น่าจะโยงใยกันได้ แต่จุดที่ La La Land ทำให้ผมนึกถึง In The Mood For Love ก็เพราะหนังทั้งคู่ต่างก็พูดในประเด็นเดียวกัน นั่นคือความปรารถนาต่อความฝันที่เสมือนว่าจะเป็นไปได้

กล่าวคือ ความฝันที่ปรากฏใน La La Land นั้นอาจแบ่งได้โดยคร่าวเป็นสองระดับ คือความฝันส่วนตัว และความฝันส่วนรวม โดยความฝันส่วนตัวก็อย่างเช่น ฝันของเซบาสเตียนที่อยากเปิดบาร์แจ๊ซ และฝันของมีอาซึ่งอยากเป็นนักแสดง แต่ในส่วนที่ (อาจเรียกได้ว่า) ฝันส่วนรวมนั้น เกิดขึ้นเมื่อเซบาสเตียนและมีอาได้พบ ได้รู้จัก และได้รักกัน ซึ่งถูกแสดงออกผ่านการเต้นประสานของทั้งคู่ที่แสนจะเข้าขา โดยที่หนังไม่ได้แสดงถึงที่มาที่ไปด้วยซ้ำว่าทำไมจู่ๆ ตัวละครทั้งสอง, ที่ไม่น่าจะเต้นได้เลย, กลับกลายเป็นคู่เต้นรำที่แสนจะเพอร์เฟกต์ได้ ซึ่งหนังเองก็ไม่สนใจจะขยายพื้นเพเบื้องหลังให้เราได้รู้ ราวกับว่าการเต้นเป็นความสามารถลับๆ ที่จู่ๆ ทั้งคู่ก็มีขึ้นมาเองเมื่อได้พบกับอีกฝ่าย เป็นพรสวรรค์ลับๆ ที่จะไม่ถูกนำไปแสดงในพื้นที่ไหน แต่มันจะถูกนำใช้แค่เฉพาะเวลาที่เซบาสเตียน และมีอาอยู่ด้วยกันเท่านั้น จุดนี้เองที่เราอาจอนุมานได้ว่า การเต้น, ในทางหนึ่ง, คือกิจกรรมที่ถูกตัดขาดออกจากโลกแห่งความจริง นั่นเพราะหนังไม่อนุญาตให้การเต้นรำผสานระหว่างทั้งคู่เกิดขึ้นในพื้นที่ใดๆ ซึ่งมีสักขีพยานอื่นรู้เห็น และเช่นนั้นมันสถานะของมันจึงคลุมเครือ เบาบาง และไม่อาจจับต้องได้

 

 

3. กลับมาที่เรื่อง In The Mood For Love อย่างที่พูดไปว่าหนังทั้งคู่ต่างพูดถึงความปรารถนาต่อความฝัน ‘ที่เสมือนว่าจะเป็นไปได้’ ดังว่า ความสัมพันธ์ลับๆ แบบชู้รักระหว่างคุณโจว (เหลียงเฉาเหว่ย) และคุณนายชาน (จางม่านอวี้) ก็พัฒนาไปจนเกือบจะเป็นความรักด้วยแรงขับซึ่งผลักพาให้ทั้งสองข้ามพรมแดนต้องห้ามด้วยเพราะเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะตกหลุมรักอีกฝ่าย พูดอีกอย่างได้ว่า พวกเขาทั้งคู่ต่างจินตนาการเห็นว่าหากวันหนึ่งถ้าพวกเขาได้ครองรักกันจริง ชีวิตคู่ของพวกเขาจะดำเนินไปเช่นไร

เช่นกันกับที่ La La Land ก็พูดถึงประเด็นนี้ เมื่อเซบาสเตียนและมีอาต่างก็ตกหลุมรักอีกฝ่าย จนโดยไม่รู้ตัวที่ทั้งคู่ก็ได้ค่อยๆ สร้างความฝันร่วมของกันและกันขึ้นมา ผ่านการเต้นรำ ผ่านบทสนทนา และผ่านจินตนาการฟุ้งฝันซึ่งผลักพาให้พวกเขาเห็นถึงความเป็นไปได้ต่ออนาคตที่พวกเขาจะมีร่วมกันในความฝันที่ได้ร่วมกันประกอบสร้างขึ้นมา

 

 

4. แต่อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นนั่นล่ะครับ ว่ามีอาและเซบาสเตียนนั้นต่างก็มีความฝันของตัวเอง และเป็นฝันของปัจเจกต่างหากที่ขับเคลื่อนพวกเขาได้รุนแรงกว่าความฝันที่พวกเขาร่วมกันวาดภาพ ใน La La Land นั้น ความรักเป็นเพียงประเด็นรอง และเป็นความฝันต่างหากที่สำคัญเหนือกว่า ซึ่งเมื่อหนังดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง เราก็พร้อมจะเข้าใจถึงการตัดสินใจของตัวละครในเรื่องทันทีโดยไม่จำเป็นเลยว่าจะต้องสร้างสถานการณ์ใดๆ เพิ่มเพื่อมาอธิบายถึงเหตุแห่งกระทำนั้นๆ เลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะเราเข้าใจการตัดสินใจของพวกเขาอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่มันอาจจะยากอยู่สักหน่อยเมื่อสิ่งที่เรา ‘จำเป็นต้องเข้าใจ’ นั้นมันโหดร้ายต่อความรู้สึกและความหวังที่เราเคยมีให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเคยมีให้กับความเป็นไปได้ต่อความฝันหนึ่งๆ ซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้บนโลกของความจริง

 

คาลิล พิศสุวรรณ
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed