ขึ้นปีใหม่ทั้งที อะไรเก่าๆ ที่ไม่ดีกับเรา ก็ควรต้องโยนทิ้งไป ไม่เว้นแม้กระทั่งกับความสัมพันธ์ที่ทำให้เราเผลอหลงลืมตัวตนด้วย
ในสมัยหนึ่ง การเล่นเกมในความสัมพันธ์อาจดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ถ้าทักมาต้องอย่ารีบตอบ วางท่าทีไม่สนใจจนเกินงาม เพื่อสวมบทบาทเพื่อให้เราอยู่เหนือคู่ครอง หรือกลับกันบางคนอาจสนใจ ทุ่มเทให้คนรัก จนถึงตัวเองรู้สึกไม่ดี แต่ก็ยอมฝืนเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
ที่ผ่านมาหลายคนอาจเชื่อว่าความรักต้องแลกมาด้วยความอดทน ถึงไม่พูดอีกฝ่ายก็คงเข้าใจ รู้ตัวอีกทีเราก็อาจเผลออยู่ในวังวนความกล้าๆ กลัวๆ ต้องระวังคำพูด เก็บงำความต้องการของตัวเองไว้ตลอดเวลา จนตัวตนเริ่มหล่นหายลงไปเรื่อยๆ
ถ้าใครเคยอยู่ในความสัมพันธ์เหล่านี้ก็คงเข้าใจดี ว่ามันทำให้รู้สึกอึดอัดมากแค่ไหน เพราะความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้หมายถึงการอยู่ร่วมกันเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องช่วยให้เราเติบโต และได้เป็นตัวของตัวเองด้วย
แล้วในปี 2026 นี้ ความสัมพันธ์รูปแบบไหนบ้างนะ ที่ไม่ได้ไปต่อ The MATTER ชวนไปดูกัน

หน้าตาของความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปทุกปี จากผลสำรวจข้อมูลผู้ใช้งานของ Bumble แอปพลิเคชั่นหาคู่ของอเมริกา พบว่าก่อนหน้านี้ผู้คนมักมองหาความสัมพันธ์แบบไม่เร่งรีบ หรือรักทางไกลเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งช่วงหลังปี 2024 เป็นต้นมา ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ทำให้เทรนด์ความสัมพันธ์ช่วงหลังเริ่มเปลี่ยนไป
ส่วนการเดตปี 2026 ก็ยังคงเน้นไปที่เรื่องสุขภาพจิต ผลสำรวจของ Tinder ก็ชี้ให้เห็นว่าในปีนี้หลายคนมีแนวโน้มพร้อมมองข้ามกฎเดตแสนคร่ำครึ และกล้าที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น เห็นได้จากเทรนด์การเดตสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘Clear-Coding’ การเลิกเดาใจกันแล้วพูดสิ่งที่ต้องการออกมาตรงๆ ‘Hot-Take Dating’ การเดตกับคนที่มีจุดยืนในความคิดตัวเอง และ ‘Emotional Vibe-Coding’ การแสดงอารมณ์อ่อนไหวหรือเปราะบางอย่างตรงไปตรงมา
จากภาพรวมเทรนด์ที่ว่ามา อาจสรุปง่ายๆ ว่า สิ่งที่คนคนยุคนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องการสื่อสาร และการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และในแง่หนึ่งยังสะท้อนให้เราเห็นถึงสังคมที่เปลี่ยนไป ผู้คนอาจรู้สึกเหนื่อยล้าที่ต้องใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ตลอดเวลา จึงทำให้หลายคนเริ่มโหยหาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และการพูดคุยแบบจริงๆ จังๆ กันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะรู้ว่าการสื่อสารช่วยให้ความสัมพันธ์ไปรอด แต่หลายครั้งความเคยชินดันชนะ จนเราเผลอทำพฤติกรรมเดิมๆ ไม่สามารถแสดงความต้องการและทำร้ายรู้สึกของอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัว มาร์ก ทราเวอร์ (Mark Travers) นักจิตวิทยาด้านความสุขและความสัมพันธ์ อธิบายถึงหน้าตาของความสัมพันธ์ทั้ง 4 รูปแบบที่เราควรลด ละ เลิก เพื่อเริ่มต้นเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ในปีนี้กัน

ทุ่มเทให้อีกฝ่ายมากเกินไป
ลองสังเกตดูสิว่ามีแต่เราหรือเปล่าที่เป็นคนจัดการทุกอย่าง ตั้งแต่การตัดสินใจตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ งานบ้านก็มีแค่เราที่เป็นคนจัดการ หรือแม้แต่ความกังวลก็เลือกเก็บไว้กับตัว เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ นี่อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราเป็นคนที่กำลังพยายามอยู่ฝ่ายเดียว หรือ Overfunctioning อยู่ก็ได้
ทั้งนี้ เราไม่ได้บอกว่าการดูแลอีกฝ่ายเป็นเรื่องไม่ดีนะ เพราะการนึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งจำเป็นในความสัมพันธ์ แต่ประเด็นคือการแบกรับความผิดชอบแทนอีกฝ่ายมากเกินไป คล้ายว่าเราเป็นผู้ปกครอง และอีกฝ่ายเป็นลูกเล็ก ที่ต้องดูแลจัดแจงทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ อย่างจ่ายบิลแทน หรือเก็บข้าวของให้ สั่งสมจนเราเรารู้สึกอัดอั้น หงุดหงิด และดีไม่ดีก็อาจทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบ โยนเรื่องของตัวเองให้เราจัดการทุกอย่าง
หลายคนที่อยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบนี้ มักเรียนรู้มาจากความสัมพันธ์เดิมๆ ตั้งแต่เด็ก เช่น อาจถูกเลี้ยงมาโดยเชื่อว่าต้องทำตัวให้มีประโยชน์ หรือต้องทำตามความต้องการของคนอื่นจึงจะได้รับความใกล้ชิดกลับมา ทำให้กลายเป็นคนแบกรับอารมณ์และความต้องการของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
ถ้าอยากหลุดจากวังวนนี้ เราไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนเย็นชาหรือละเลยเรื่องของอีกฝ่ายไปเลย เพียงแค่ปล่อยให้เจ้าตัวเป็นคนจัดการเรื่องของตัวเอง ไม่ต้องรีบเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่าง อาศัยการบอกกล่าวเพื่อให้เขาได้ทำด้วยตัวเอง เช่นว่า หากอีกฝ่ายไม่ยอมเก็บของเข้าที่ แทนที่จะเก็บให้เลยทันทีก็อาจใช้วิธีเดินเข้าไปบอกตรงๆ ว่าให้เก็บของให้เรียบร้อย เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเราจะไม่ยอมทนกับพฤติกรรมนี้อีกต่อไป

หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
การไม่ทะเลาะกันอาจไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของเรากำลังไปได้สวยนะ หลายครั้งเราอาจคิดว่าความขัดแย้งต้องตามมาด้วยความขุ่นเคือง และอาจทำให้เรารักกันน้อยลง ถ้าอย่างนั้นก็ขอหลีกเลี่ยงการถกเถียงไปเลยดีกว่า แต่ที่จริงแล้วการเก็บเรื่องไม่สบายใจไว้กับตัวอาจอันตรายมากกว่าการพูดออกมาตรงๆ ก็ได้
ลองนึกดูว่า ถ้าความต้องการของเราไม่ตรงกัน แล้วไม่หาทางออกร่วมกันความสัมพันธ์นี้จะน่าอึดอัดแค่ไหน คนหนึ่งชอบกินข้าว อีกคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว หากมีใครคนหนึ่งเลือกที่จะไม่พูดคุย เพราะไม่อยากถกเถียงให้เป็นเรื่องใหญ่โต แล้วยอมให้อีกฝ่ายไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าเรากำลังปิดกั้นความสุขของตัวเองอยู่ ซึ่งความรู้สึกที่ถูกปิดกั้น นานวันเข้าก็ทับถมไว้ไม่หายไปไหน แต่วันใดวันหนึ่งมันอาจแสดงออกมาในรูปแบบอื่นๆ เช่น ประชดประชัน นิ่งเงียบ รู้สึกโดดเดี่ยว หรือแม้กระทั่งหมดรักแบบไม่ทันตั้งตัว
หากเราอยากหยุดก่อนที่ความสัมพันธ์จะถึงทางตัน อาจต้องเริ่มจากมองความขัดแย้งใหม่ว่าไม่ใช่สัญญาณอันตราย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ อย่างน้อยก็เป็นข้อมูลที่ทำให้เราได้รับรู้ความต้องการของอีกฝ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องบอกความต้องการของตัวเอง หรือเรื่องที่ไม่สบายใจออกไป เพื่อหาทางพูดคุย ก่อนที่จะระเบิดออกมาภายหลัง เพราะความสัมพันธ์ที่มั่นคงไม่ได้วัดว่าเราไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่สิ่งสำคัญคือเราซ่อมแซมความสัมพันธ์นั้นยังไงหลังจากที่ทะเลาะกันแล้วต่างหาก

ปิดกั้นตัวตน
เวลาคุยส่วนใหญ่ก็มีแต่เราเป็นคนเล่าอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายแทบไม่ปริปากพูด พูดถึงเรื่องอนาคตกี่ครั้งก็เงียบหาย ตกลงว่าจริงจังกับเราหรือแค่มาเล่นๆ กันแน่ละเนี่ย
อีกหนึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ที่การสื่อสารเข้าไปไม่ถึงคือ คนที่ชอบปิดกั้นตัวเอง ปกป้องแต่ความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นชาว Avoidant attachment หรือคนที่กลัวความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด คนกลุ่มนี้มักเลือกตัดจบการพูดคุยออกไปดื้อๆ เพราะไม่อยากถูกตัดสินและกลัวการปฏิเสธ พวกเขาเลยชิงตัดขาดจากคนอื่นไว้ก่อน แถมยังแอบตั้งมาตรฐานความสัมพันธ์ไว้สูงลิ่ว เช่น ต้องเป็นคนไม่งี่เง่า ไม่จู้จี้ หรือต้องรับได้ที่หายไปบ่อยๆ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องความรู้สึกของตัวเอง โดยรักษาระยะห่างของตัวเองกับคนอื่นไว้
ถ้าไม่อยากตกอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ เราอาจต้องทำความเข้าใจว่าการแสดงออกทางอารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ดี เพราะนั่นหมายความว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถแสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายเริ่มละเลยความรู้สึกเรา อย่าลืมกำหนดขอบเขตของตัวเองไว้ ว่าตรงไหนคือจุดที่เรารับได้ และจุดไหนคือเราจะต้องโบกมือลา เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่ทำร้ายใจเราต่อไปเรื่อยๆ

แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ
รักแรง หวงแรง ที่เขารู้สึกมากขนาดนี้ก็แปลว่าเขาต้องรักเรามากแน่ๆ ถ้าใครเคยเจอความสัมพันธ์แบบนี้ อาจจะต้องย้ำเตือนตัวเองกันสักหน่อย หมั่นสังเกตดูสักนิด เพราะเราอาจเจอเข้ากับคนไม่จริงใจก็ได้
หลายครั้งในช่วงแรกของความรักมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะสมองเรากำลังหลั่งโดปามีน หรือสารความสุขออกมามากกว่าปกติ ทำให้เรารู้สึกเสพติด อยากใกล้ชิด หรือพูดคุยมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยในวารสาร Psychoneuroendocrinology ชี้ว่าหากความสัมพันธ์เราถูกกระตุ้นด้วยความเร้าใจ หรือความไม่แน่นอนซ้ำๆ ก็อาจทำให้เราเข้าสู่วงจรผลักหรือดึง (push and pull cycles) หรือความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ ตามมาภายหลังได้
เมื่อเทียบกับความรักที่มั่นคงแล้ว ความรักโรสเลอร์โคสเตอร์อาจดูน่าตื่นเต้นกว่าเป็นไหนๆ เพราะทำให้เราเชื่อว่ากำลังได้รับความรัก แม้ว่าอาจทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยก็ตาม แต่ความจริงแล้วความสัมพันธ์ระยะยาวหลายครั้งมักประกอบไปด้วยพฤติกรรมที่ดูน่าเบื่อ เช่น ความสม่ำเสมอ ความเมตตา หรือการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ดังนั้นหากเราอยากหลุดจากความสัมพันธ์ที่เหมือนรถไฟเหาะนี้ อาจต้องลองดูว่าเราอยู่กับใครแล้วรู้สึกสงบ ไม่ต้องรีบร้อน และได้เป็นตัวของตัวเอง เพราะนี่เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเป็นความรักที่มั่นคง โดยไม่ต้องใช้เวลามาเร่งรัดให้เรารีบตัดสินใจในความสัมพันธ์นี้
แม้ว่าหลายครั้งเราจะทำพฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อรับมือกับบาดแผลทางใจในอดีต แต่ก็อาจส่งผลเสียกับเราในระยะยาวได้ ดังนั้นเพื่อให้หลุดพ้นจากความเคยชินเราต้องลองกลับมาทบทวนความรู้สึกตัวเองอีกครั้งว่า เราต้องการอะไร หรืออยากได้การปฏิบัติแบบนี้จริงหรือเปล่า เพื่อพูดคุยและหาทางออกจากความสัมพันธ์รูปแบบนี้
เพราะสุดท้ายแล้วพื้นฐานความสัมพันธ์ที่แข็งแรงก็ยังต้องอาศัยความไว้วางใจ การสื่อสาร และการใส่ใจ แม้เทรนด์จะเปลี่ยนหน้าตาไปแบบไหนก็ตาม
อ้างอิงจาก