เมื่อปฏิทินเปลี่ยนหน้ามาถึงเดือนสุดท้ายของปี เราต่างเฝ้ารอช่วงเวลาที่จะได้หยุดยาวปีใหม่ เพื่อไปเที่ยวหรือกลับบ้านและใช้เวลากับคนที่เรารัก ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลือกในการเดินทางมากมายไม่ว่าจะเป็นการใช้รถส่วนตัว รถตู้ รถทัวร์ เครื่องบิน หรือสิ่งที่คลาสสิกสุดๆ อย่าง ‘รถไฟ’
แต่เราต่างรู้กันว่าระบบขนส่งสาธารณะในประเทศไทยมีปัญหามากมาย การเดินทางข้ามจังหวัดแต่ละครั้ง ต้องเผชิญอุปสรรคไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น รถติด ค่าตั๋วแพง ซื้อตั๋วไม่ทัน และความแออัด กระนั้น ‘รถไฟชั้น 3’ ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของคนไทย จากที่ตั๋วกลับต่างจังหวัดเต็มที่นั่งทุกขบวน จนการรถไฟฯ ต้องเพิ่มขบวนรถพิเศษและขายตั๋วยืนในวันเดินทาง
ปลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ตีตั๋วขึ้นรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพอภิวัฒน์ – อยุธยา ผ่านขบวน 977 ปลายทางอุบลราชธานี ในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อพูดคุยกับผู้คนที่กำลังเดินทางจากเมืองหลวงสู่อีสานบ้านเกิด ถึงประสบการณ์การขึ้นรถไฟที่ผ่านมาของพวกเขา
เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดอยุธยา ซึ่งมีสัดส่วนระยะทางที่นั่งไปเมื่อเทียบกับเส้นทางรวมของขบวนนั้นน้อยกว่าเกณฑ์การจองตั๋วล่วงหน้าที่การรถไฟฯ กำหนด ผู้เขียนจึงต้องมารอซื้อตั๋วที่สถานีต้นทางซึ่งเปิดขาย 2 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง โดยระหว่างยืนรอก็ได้เห็นกระดาษพร้อมข้อความแจ้งว่าตั๋วรถไฟที่ขายวันนี้เป็น “ตั๋วยืนทุกขบวน”

ภาพ ต่อแถวซื้อตั๋วรถไฟ พร้อมป้ายตั๋วรถไฟที่ขายวันนี้เป็นตั๋วยืนทุกขบวน
ยืนรอได้ไม่นานก็ถึงคิวของเรา พนักงานแจ้งอีกครั้งว่าการเดินทางวันนี้จะเป็น ‘ตั๋วยืนทั้งหมด’ เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ก่อนเราจะยื่นบัตรประชาชนเพื่อยืนยันการซื้อตั๋ว และจ่ายเงินค่าโดยสารเพียง 20 บาท เพื่อเดินทางสู่อยุธยา ด้วยรถไฟขบวน 977 ปลายทางอุบลราชธานี รอบเวลา 18:20 น.
ก้มดูนาฬิกาอีก 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเดินทาง เราเดินสำรวจรอบๆ สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางภายในประเทศเพราะมีเส้นทางรถไฟหลายสายเชื่อมต่อกันที่นี่ ทำให้วันก่อนสิ้นปีของสถานที่แห่งนี้คึกคักเป็นพิเศษ
เมื่อเดินมาถึงประตู 7 ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับจุดพักคอยรถไฟสายอีสานซึ่งยังพอมีที่นั่งอยู่บ้าง เราจึงนั่งลงข้างๆ ชายที่ดูสูงอายุคนหนึ่งก่อนจะชวนคุยและได้รู้ว่าเขาชื่อ นงค์ อายุ 62 ปี บ้านอยู่อำนาจเจริญ และเข้ากรุงเทพฯ มาขายลอตเตอรี่
นงค์นั่งรถไฟไปลงที่อุบลราชธานีด้วยขบวน 139 รถเร็ว เวลา 19:20 น. แต่ที่เขามานั่งรอหน้าประตูตั้งแต่ตอนนี้เพราะหากประตูเปิดแล้วเข้าไปถึงชานชาลาได้เร็ว ก็มีโอกาสที่จะได้นั่งใน ‘ตู้เสริม’ ที่ถูกเพิ่มมาในช่วงเทศกาล
“ปกติไปจองตั๋วขึ้นที่ดอนเมือง แต่ถ้าช่วงเทศกาลเราต้องมาที่นี่ (กรุงเทพอภิวัฒน์) เพราะขึ้นต้นทางมันอาจจะได้นั่ง ต้องไปซื้อให้เร็วที่สุด แต่นี่ก็ไม่ได้นั่งหรอก เป็นตั๋วยืน” นงค์ กล่าว
นงค์เล่าว่าเขาจะนั่งรถไฟกลับบ้านทุกเดือน โดยปกติจะไปรอขึ้นที่สถานีดอนเมือง แต่นี่เป็นช่วงเทศกาล เขาจึงกังวลว่าจะซื้อตั๋วไม่ทันและไม่มีที่นั่ง เลยมาซื้อตั๋วที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ตั้งแต่เช้า
ทั้งที่ความจริงแล้วระยะทางที่นงค์นั่งจากกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี เป็นระยะทางที่สามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ ผู้เขียนจึงถามนงค์ว่าทำไมเขาจึงไม่จองตั๋วล่วงหน้าก่อนวันเดินทาง นงค์ตอบกลับมาว่า “เราไม่รู้ช่องทางจองตั๋วเขาไง เขาก็เคยทําให้ดู แต่มันจําไม่ได้อะ ไม่รู้อยู่ตรงไหน”
ปัจจุบัน การซื้อตั๋วรถไฟไทยสามารถทำได้หลายช่องทาง คือ การซื้อผ่านเว็บไซต์ของการรถไฟหรือแอปพลิเคชัน SRT D-Ticket นอกจากนั้น ยังสามารถโทรจองผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1690 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วไปชำระเงินรับตั๋วที่สถานีภายในเวลาที่กำหนด แต่สุดท้ายวิธีการซื้อตั๋วที่ง่ายที่สุดสำหรับนงค์และใครหลายคนยังคงเป็นการซื้อผ่านเคาน์เตอร์ในสถานี เพราะสะดวกและมีความซับซ้อนน้อยที่สุด

ภาพ ผู้โดยสารนั่งรถไฟขบวนกรุงเทพฯ – อุบลราชธานี
เพราะไม่มีรถไฟตรงจากกรุงเทพฯ ไปอำนาจเจริญ นงค์จึงต้องนั่งรถไฟไปลงสถานีปลายทางที่ใกล้ที่สุดคืออุบลราชธานี ก่อนจะขึ้นรถสองแถวข้ามฟากแล้วต่อรถตู้ไปอำนาจเจริญ ก่อนจะนั่งวินมอเตอร์ไซต์เข้าบ้าน โดยรวมแล้วหากนงค์ออกจากกรุงเทพฯ ตามเวลา 19:20 น. เขาจะถึงบ้านประมาณ 10 โมงเช้า ของวันที่ 31 ธันวาคม
นงค์บอกว่า เขายังรอการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายอีสานจากบ้านไผ่ ขอนแก่น – นครพนม แม้รางรถไฟจะยังคงไม่พาดผ่านอำนาจเจริญ แต่นงค์จะมีตัวเลือกในการนั่งรถไฟเพิ่มขึ้น คือ ไปลงที่เลิงนกทา จังหวัดยโสธร ซึ่งใกล้บ้านของเขาที่อำนาจเจริญมากกว่าการลงอุบลราชธานี โดยตามสัญญารถไฟสายนี้จะแล้วเสร็จในปี 2571
ส่วนเหตุผลที่นงค์เลือกขึ้นรถไฟแทนที่จะตีตั๋วรถทัวร์นั่งตรงไปอำนาจเจริญ คือ หากไม่นับว่าเป็นช่วงเทศกาลแล้ว รถไฟก็ยังเป็นตัวเลือกที่สะดวกเพราะมีห้องน้ำให้เข้าและราคาถูก นอกจากนี้ เขายังมีสิทธิ์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งสนับสนุนค่าเดินทางเดือนละ 750 บาท การเดินทางครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการขึ้นรถไฟฟรี และช่วยให้เขาสามารถเก็บเงินส่วนที่เหลือไปใช้จ่ายด้านอื่นที่จำเป็นได้
“ถ้าต้องจ่ายก็แค่ 204 บาท ถ้าไปขึ้นรถทัวร์ที่ บขส. หมอชิต ต้องเสียทีกว่า 600 บาท อันนี้เรามีเงิน 500 บาท เราถึงบ้านได้ แต่รถทัวร์ทำไม่ได้ ยิ่งมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราก็นั่งรถไฟฟรีได้ แค่ต้องหาตังค์ขึ้นรถตู้ รถอะไรต่อไปบ้าน” นงค์ กล่าว

ภาพ ผู้โดยสารยกสัมภาระวางเหนือที่นั่ง
เมื่อถึงเวลา 18:00 น. ประตูเปิดให้ขึ้นชานชาลา ผู้คนทยอยเข้ารถไฟ หยิบยกสัมภาระวางเหนือที่นั่งตามเลขในบัตรของตัวเอง เวลาผ่านไปก่อนรถออกจากชานชาลา เก้าอี้บางตัวยังไร้ร่องรอยเจ้าของที่นั่ง ทำให้ผู้ถือบัตรยืนบางส่วนสามารถนั่งบนเก้าอี้เหล่านั้น
“นั่งก่อนก็ได้หนู ถ้าเจ้าของที่นั่งมาค่อยลุกให้เขา” หญิงคนหนึ่งกล่าวกับเราพร้อมรอยยิ้ม
เรานั่งลงตรงข้ามเธอ ก่อนจะถามเธอว่าจะนั่งรถไฟไปไหน เธอตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไปสุรินทร์” และเธอชื่อ ลำดวน อายุ 64 ปี ตอนนี้เป็นแม่บ้าน และจะนั่งรถไฟเดือนเว้นเดือนกลับบ้านที่สุรินทร์

ภาพ ลำดวนนั่งรถไฟกลับบ้านที่สุรินทร์
“ป้านั่งรถไฟเดือนเว้นเดือนกลับบ้านที่สุรินทร์ แต่ช่วงเทศกาลก็กลับบ้าง เดือนหน้าก็กลับอีก เพราะป้าไม่ได้ทำอะไร ไปดูบ้านบ้าง ไปเที่ยวบ้าง พอว่างงาน คิดถึงบ้านก็กลับ แต่ความจริงช่วงเทศกาล ป้าไม่ค่อยได้กลับหรอก เพราะลูกเขาไม่ให้กลับ ให้อยู่เฝ้าบ้านที่กรุงเทพฯ ถ้าลูกเขาไม่อยู่บ้านอะนะ” ลำดวน กล่าว
ลำดวนเล่าว่าปกติแล้วเธอจะตีตั๋วนอนกลับบ้าน แต่เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลทำให้เธอซื้อไม่ทัน และเธอเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้บัตรสวัสดิการรัฐ โดยลำดวนจะบริหารเงิน 750 บาท ผ่านการซื้อตั๋วนอนล่วงหน้า 1 เดือน และซื้อตั๋วนอนกลับในอีกเดือน ทำให้เธอสามารถไป-กลับสุรินทร์เดือนเว้นเดือนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
“สมมติว่าป้าจะกลับบ้านเดือนนี้ ป้าก็ใช้เงินตีตั๋วล่วงหน้าจากเดือนที่แล้วไว้ พอมาเดือนนี้ป้าก็ใช้เงินตีตั๋วกลับเพราะว่าหลวงให้เงินทุกเดือน ใช้ค่ารถไฟฟ้า รถใต้ดิน รถไฟ รถเมล์ รวมอยู่ใน 750 บาท ถ้าเราไม่ใช้เขาก็ยึดคืน แต่ป้านี่คุ้มที่สุด เพราะว่าไปบ่อย เวลาไปไหนมาไหน ป้าก็ใช้รถสาธารณะตลอด” ลำดวนกล่าวอย่างภูมิใจ
แม้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ผ่านมาลำดวนก็เดินทางไป-กลับสุรินทร์ด้วยรถไฟเสมอ เธอมีประสบการณ์ขึ้นรถไฟไทยมากกว่า 40 ปี ลำดวนเล่าให้เราฟังว่า สมัยก่อนรถไฟแน่นมาก ยิ่งช่วงเทศกาลยิ่งไม่มีที่ให้หายใจ แต่สมัยนี้อะไรๆ ก็ดีขึ้น คนเริ่มหันไปใช้รถยนต์ ส่วนการรถไฟฯ ก็เพิ่มรถเสริมหรือตู้เสริม อย่างวันนี้ขบวน 977 ก็เป็นขบวนที่เสริมพิเศษขึ้นมาสำหรับช่วงเทศกาล วันนี้รถไฟจึงไม่แน่นเท่าที่คิดไว้
“สมัยก่อน เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว คนแน่นมาก มาอัดกันบนรถไฟนี่แหละ แถวนี้ไม่มีที่นั่งหรอก ต้องยืนกันหมด ห้องน้ำ หลังคา แต่เดี๋ยวนี้สบายขึ้น มีรถเสริม คนไปใช้รถยนต์ คนเลยไม่แน่นมากเท่าเมื่อก่อน สมัยยังสาว ป้ายืนกลับบ้าน 8 ชั่วโมง” ลำดวนเล่าถึงประสบการณ์ขึ้นรถไปของตัวเอง

ภาพ คนยืนในห้องน้ำ
เมื่อฟังลำดวนเล่าเรื่องรถไฟสมัยก่อนซึ่งเธอเคยยืนกว่า 8 ชั่วโมงก่อนถึงบ้าน เราจึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมเธอยังเลือกนั่งรถไฟกลับบ้านอยู่? ทั้งที่ปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับการเดินทางที่หลากหลายขึ้น
“ป้าว่ารถไฟมันปลอดภัยที่สุด เพราะความจริงลูกป้าเขาก็มีรถกันทุกคน แต่ป้าก็ไม่ได้ให้เขาขับไปส่ง เพราะว่ามันเปลืองน้ำมัน ตั้งแต่เล็กจนโต ป้ามาอยู่กรุงเทพฯ เวลากลับบ้านก็นั่งแต่รถไฟ” ลำดวน กล่าว
ส่วนเรื่องความสะอาดของรถไฟซึ่งเป็นเรื่องที่ใครหลายคนกังวลจนมองหาตัวเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าการเดินทางโดยรถไฟ ลำดวนเห็นด้วยว่าห้องน้ำของรถไฟชั้น 3 ควรมีการปรับปรุง

ภาพ ห้องน้ำในรถไฟชั้น 3
ห้องน้ำในรถไฟชั้น 3 มีทั้งแบบชักโครกและแบบนั่งยอง มีสายฉีดชำระ และก๊อกน้ำสำหรับล้างมือ เนื่องจากเราได้ขึ้นรถไฟตั้งแต่ต้นทางและมีระยะการเดินทางที่สั้น จึงยังไม่มีประสบการณ์ใช้ห้องน้ำด้วยตัวเอง ขณะที่ลำดวนต้องเดินทางกว่า 8 ชั่วโมง ทำให้เธอจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำอยู่หลายครั้ง
“สำคัญเลยคือ ห้องน้ำต้องสะอาด อยากให้พัฒนาห้องน้ำ แต่ก็เข้าใจแหละว่าเป็นรถไฟชั้น 3 คนเยอะ ป้าต้องเข้าห้องน้ำเหมือนกันนะ เพราะกว่าจะถึงบ้านก็หลายชั่วโมง ป้าถึงพยายามไม่ค่อยกินน้ำเพราะกลัวปวดฉี่” ลำดวนพูดพร้อมหัวเราะ
กระนั้น ระหว่างที่พูดคุยอยู่ก็มีคนเดินขายน้ำและอาหารบนรถไฟ ลำดวนเรียกให้เขาหยุดก่อนจะขอซื้อน้ำเปล่า 1 ขวด ก่อนจะหันมาพูดกับเราว่า “ป้าเตรียมข้าวเหนียวหมูปิ้งมานะ แล้วมาซื้อน้ำบนรถไฟ ส่วนมากเขามีขายทุกอย่างเลย ขนม น้ำ กาแฟ”

ภาพ คนขายอาหาร น้ำ และขนม บนรถไฟชั้น 3
หลังพูดคุยกับลำดวนสักพัก เราและลำดวนสังเกตร่วมกันว่ารถไฟขบวนนี้ กว่า 1 ใน 3 เป็นชายในเครื่องแบบ คือ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะเห็นทหารยืน-นั่งอยู่ เราได้เข้าไปพูดคุยสั้นๆ กับนายทหารกลุ่มหนึ่ง โดยมี นิว ผู้รับราชการทหาร อายุ 21 ปี เป็นตัวแทนกลุ่มพูดคุยกับเรา
นิวเป็นคนสุรินทร์ แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดกับสถานีรถไฟ ทำให้เมื่อถึงสถานีแล้วต้องไปต่อรถที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งใช้เวลาต่อรถอีก 4 ชั่วโมงถึงบ้านของเขา
“กลับบ้านหนึ่งครั้งก็ขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ – สุรินทร์ แล้วต้องต่อรถที่ บขส. ในอำเภอเมือง อีก 4 ชั่วโมง แต่ปกติไม่ค่อยได้นั่งรถไฟหรอก ส่วนใหญ่นั่งแค่ช่วงเทศกาล เพราะตั๋วรถอื่นๆ เต็ม เลยมาขึ้นรถไฟแทน” นิว กล่าว
คล้ายกับลำดวนว่า ในช่วงเทศกาล หากใครจองรถได้เร็วก็จะได้นั่งรถตามที่ตัวเองอยากนั่ง หากจองช้าต้องหันไปใช้ตัวเลือกอื่นๆ นิวและเพื่อนก็เป็นหนึ่งในนั้น คือ พวกเขาต้องมานั่งรถไฟแทน ทั้งนี้ นิวไม่ได้มีสิ่งที่ไม่ชอบในการนั่งรถไฟ เพราะรู้สึกว่าสามารถนั่งต่อไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้ สาเหตุที่เรามักเห็นคนใส่เครื่องแบบทหารบนรถไฟก็เพราะว่า การรถไฟฯ ได้กำหนดการลดค่าโดยสารครึ่งราคาสำหรับกลุ่มคนที่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด หนึ่งในนั้นคือ ‘ทหารในเครื่องแบบ’ โดยจะลดค่าโดยสารให้ในราคาร้อยละ 50 ไม่รวมค่าธรรมเนียม

ภาพ กลุ่มนายทหารขึ้นรถไฟกลับบ้าน
เราเดินตามตู้รถไฟไปเจอกับ ดรีม อายุ 32 ปี เป็นครูในจังหวัดสระบุรี ดรีมยืนอยู่หน้าห้องน้ำบริเวณข้อต่อรถไฟ เธอเล่าว่าเข้ามาเที่ยวที่กรุงเทพฯ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่สระบุรี
“ขึ้นรถไฟตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย เพราะคิดว่าสะดวกและปลอดภัยกว่า ถ้าเป็นรถทัวร์ เราชอบเห็นข่าวรถคว่ำ ไฟไหม้ ก็กลัว อีกอย่างเวลาขึ้นรถทัวร์ เราต้องนั่งเข้าไปในเมือง แต่ถ้าเป็นรถไฟ เราขึ้นจากสถานีใกล้บ้านเราได้เลย” ดรีม กล่าว
เหตุผลที่ดรีมเลือกใช้รถไฟคล้ายกับลำดวน คือ มุมมองเรื่องความปลอดภัยจากที่เคยเห็นข่าวอุบัติเหตุรถทัวร์ ทั้งไฟไหม้ พลิกคว่ำ หรือยางแตก จึงคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟมีความเสี่ยงน้อยกว่าและมอบความอุ่นใจได้มากกว่า นอกจากนั้น ยังสะดวกต่อคนที่ไม่ได้อยู่ในอำเภอเมืองและบ้านอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก
ด้วยระยะเวลาการเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงกว่า ดรีมจึงไม่ค่อยมีประสบการณ์ใช้ห้องน้ำในรถไฟมากนัก แต่มีเรื่องหนึ่งที่ดรีมอยากให้ปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกต่อคนใช้รถไฟ คือ ‘การซื้อตั๋วล่วงหน้า’ เพราะแม้ดรีมเดินทางโดยรถไฟบ่อย แต่ด้วยระยะทางของกรุงเทพฯ – สระบุรี น้อยกว่าเกณฑ์การจองตั๋วล่วงหน้า เธอจึงมักได้บัตรยืนอยู่ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล
“สิ่งที่อยากให้รถไฟปรับปรุง นอกจากเรื่องห้องน้ำ คือ เราจองตั๋วล่วงหน้าไม่ได้ เพราะระยะทางสั้นกว่ากำหนด เลยต้องมาซื้อวันนี้ แล้วได้บัตรยืน ไม่มีที่นั่ง แต่เราอยากนั่ง” ดรีม กล่าว

ภาพ คนยืนบริเวณประตูและข้อต่อรถไฟ
การเดินทางครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้รถไฟชั้น 3 จะถูกมองว่าขาดความสะดวกสบายเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น แต่สำหรับใครหลายคน รถไฟยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญ ทั้งในแง่การประหยัดค่าใช้จ่าย การหลีกหนีปัญหารถติด และความอุ่นใจในความปลอดภัยที่มากกว่าการเดินทางบนท้องถนน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื้อรังของรถไฟที่เราเคยได้ยินมาก็ยังคงปรากฏอยู่ ทั้งเครือข่ายเส้นทางที่ยังไม่ครอบคลุม ระยะเวลาเดินทางที่ยาวนาน ความสะอาดของสุขอนามัย ไปจนถึงระบบการจองตั๋วที่ยังกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้สูงวัยและผู้โดยสารระยะสั้น
สุดท้ายนี้ เราหวังว่าอนาคตประเทศไทยจะมีการพัฒนาระบบขนส่งที่ทั้งรวดเร็วและมีราคาเป็นมิตร เพื่อที่ทุกคนจะได้เดินทางกลับบ้านไปหาคนที่รักได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น และอยากให้มีการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เพื่อให้ผู้คนสามารถสร้างรายได้อยู่ใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวง