ลองสังเกตสิ่งของใกล้ตัวดูสิ ตั้งแต่สมาร์ตโฟนที่หยิบใช้ตลอดวัน บรรจุภัณฑ์ที่มีลายพิมพ์สีสดคมชัด หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อยากให้สวยและใช้งานได้นาน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีสีตัวถังเงาวาว หรือแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน เคยสงสัยไหมว่า นอกจากดีไซน์แล้ว อะไรช่วยให้สิ่งของเหล่านี้มีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้งาน?
เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ต้องอาศัยวัสดุและส่วนประกอบที่พัฒนามาอย่างเฉพาะเจาะจง หนึ่งในตัวช่วยเบื้องหลังคือ Specialty Chemicals หรือ ‘เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ’ ที่มีบทบาทตั้งแต่ของใช้ประจำวันในชีวิตเราไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนี่คือความเชี่ยวชาญที่ GC กำลังต่อยอดผ่าน allnex ซึ่งเป็นบริษัทใน GC Group และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ พร้อมเชื่อมเทคโนโลยีระดับโลกกลับมาสู่ฐานอุตสาหกรรมไทย

ทำความรู้จัก ‘Specialty Chemicals’ เคมีภัณฑ์เบื้องหลังที่เพิ่มความพิเศษให้สิ่งของรอบตัว
เมื่อพูดถึง ‘เคมีภัณฑ์’ หลายคนอาจนึกถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตวัตถุดิบเหมือนๆ กันในทีละมากๆ และแข่งขันกันที่ราคา แต่สำหรับเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ Specialty Chemicals นั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันคือ ‘เคมีที่มีสูตรเฉพาะทาง’ ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาผ่านกระบวนการวิจัย หรือ R&D ขั้นสูง ร่วมกับลูกค้า เพื่อทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ช่วยให้สารเคลือบทนต่อการขีดข่วน ป้องกันการกัดกร่อน หรือทำให้พื้นผิวทนต่อสภาพอากาศ
ถ้าเคมีพื้นฐานเปรียบเสมือนปูน โครงเหล็ก หรืออิฐที่ใช้ขึ้นโครงสร้างบ้าน Specialty Chemicals ก็เปรียบเหมือนส่วนผสมในสี สารเคลือบกันความร้อน ฉนวนกันรอย หรือสารกันความชื้นประสิทธิภาพสูง เป็นสารเคลือบที่ต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ บางจุดต้องทนน้ำ บางจุดต้องรับแดด ความรู้เฉพาะทางจึงช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้วัสดุตอบโจทย์ได้ดีขึ้น แม้จะใส่ลงไปในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่กลับช่วยอัปเกรดให้บ้านหลังนั้นน่าอยู่ อุ่นใจ ปลอดภัย และทนทานขึ้นอย่างมหาศาล
Specialty Chemicals จึงไม่ได้เป็นแค่เคมีภัณฑ์อีกประเภทหนึ่ง แต่ทำหน้าที่เป็น Enabler หรือตัวช่วยให้อุตสาหกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนำเทคโนโลยีใหม่ไปใช้งานได้จริง

GC x allnex: ต่อยอดฐานปิโตรเคมีไทยด้วยความเชี่ยวชาญระดับโลก
GC หรือบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กำลังเดินหน้าปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ โดยเพิ่มสัดส่วน Specialty Chemicals ต่อยอดจากฐานปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง โดยมี allnex บริษัทใน GC Group เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ
allnex เป็นผู้นำระดับโลกด้านเรซินสำหรับสารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่ง (Additives) มีประสบการณ์กว่า 75 ปี ผลิตภัณฑ์รองรับอุตสาหกรรมตั้งแต่ยานยนต์ โลหะ บรรจุภัณฑ์ หมึกพิมพ์ และงานไม้ ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่
ข้อมูลปี 2025 ระบุว่า allnex มีฐานการผลิต 31 แห่งทั่วโลก พนักงานประมาณ 4,000 คน และรายได้ประมาณ 2 พันล้านยูโร เครือข่ายนี้นำมาทั้งเทคโนโลยี ความรู้เฉพาะทาง และความเข้าใจลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ช่วยให้ GC ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์และตลาดมูลค่าสูงได้มากขึ้น

‘allnex China Hub’ ไม่ใช่แค่โรงงานผลิต แต่คือศูนย์กลางนวัตกรรมเปลี่ยนโลก
ในโลกอุตสาหกรรมปัจจุบัน ประเทศจีนได้มีบทบาทเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีของโลก โดยเฉพาะ EV อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด โดยในปี 2024 จีนมีการยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสูงถึง 1.8 ล้านคำขอ หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) ของคำขอสิทธิบัตรทั่วโลกเลยทีเดียว
allnex ดำเนินธุรกิจในจีนตั้งแต่ปี 1997 ปัจจุบันมีฐานการผลิต 6 แห่ง และพนักงานประมาณ 500 คน โดยมี allnex China Hub ในเมืองเจียซิงเป็นหนึ่งในฐานสำคัญที่เชื่อม การผลิต เทคโนโลยี R&D บุคลากร และความเข้าใจลูกค้า เข้าด้วยกัน ทีมงานในจีนนำองค์ความรู้จากเครือข่าย allnex ทั่วโลกมาปรับใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า ขณะที่ฐานการผลิตรองรับการนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม ทำให้ความรู้จากห้องวิจัยเชื่อมต่อกับความต้องการของตลาดได้ใกล้ชิดขึ้น
ปริมาณการขายของ allnex ในจีนเพิ่มจากประมาณ 98,000 ตันในปี 2562 เป็น 144,000 ตันในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี และมากกว่า 90% ของยอดขายในจีนเป็นการจำหน่ายให้ลูกค้าภายในประเทศ สะท้อนความเชื่อมโยงกับตลาดที่มีความต้องการหลากหลาย
allnex China Hub จึงทำให้เห็นโมเดลการเติบโตที่อาศัยความสามารถหลายด้านมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การพัฒนาสูตรจนถึงการผลิตเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีหลากหลายความต้องการ

จากสารเคลือบใกล้ตัว สู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของ allnex คือ RADCURE กลุ่มเทคโนโลยีเรซินที่ใช้แสง UV หรือลำอิเล็กตรอน (Electron Beam) ช่วยให้สารเคลือบหรือวัสดุแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาในการทำให้วัสดุแข็งตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมให้คุณสมบัติด้านความแข็งและความทนทานต่อสารเคมี เทคโนโลยีนี้รองรับตั้งแต่งานเคลือบและหมึกพิมพ์ ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์ ใยแก้วนำแสง การพิมพ์ 3 มิติ และพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งบางประเภทใช้สูตรที่มีตัวทำละลายน้อยหรือไม่มีตัวทำละลาย จึงช่วยลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOC ได้
ส่วนด้าน Green Energy นั้น ยังนำความเชี่ยวชาญด้านเรซินและวัสดุเคลือบผิวไปต่อยอดในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน แผงโซลาร์เซลล์ และพลังงานลม เพื่อพัฒนาวัสดุและโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน
ดังนั้นบทบาทของ allnex จึงเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยวัสดุและเทคโนโลยีเฉพาะทาง เป็นงานเบื้องหลังที่ช่วยให้อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดพัฒนาไปได้

การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญสองทาง พร้อมต่อยอดสู่ประเทศไทย
ความร่วมมือระหว่าง GC และ allnex มีหัวใจอยู่ที่ Two-way Capability Exchange หรือการแลกเปลี่ยนความสามารถระหว่างกัน โดยแต่ละฝ่ายนำความถนัดมาเสริมกัน
GC นำความเชี่ยวชาญด้าน Operational Excellence มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุนของ allnex ขณะที่ allnex นำเทคโนโลยี ความรู้เฉพาะทางด้าน Specialty Chemicals และเครือข่ายตลาดโลก มาต่อยอดศักยภาพของ GC และฐานธุรกิจในไทย
ตัวอย่างสำคัญที่ประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้ คือ การที่ allnex ตัดสินใจลงทุนขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) หรือ ‘สารช่วยป้องกันสีไหลย้อย’ ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกของ allnex ที่ตั้งอยู่นอกทวีปยุโรป เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ Specialty ที่ต้องการสมรรถนะสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ในจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาต่อยอดกับขีดความสามารถด้านการผลิตของไทย องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการบริหารธุรกิจเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ MTP Transformation ของ GC ที่มุ่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดสู่ศูนย์กลางธุรกิจเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว
Specialty Chemicals จึงไม่ใช่เรื่องเคมีในห้องแล็บที่เข้าใจยากหรือไกลตัวเลย แต่มันคือส่วนผสมลับที่ซ่อนอยู่ในของที่อยู่ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ของใช้รอบตัวไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ช่วยให้เราได้สัมผัสกับนวัตกรรมที่ดีขึ้น ทนทานขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การผนึกกำลังกันของ GC x allnex ในครั้งนี้ ก็เป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานนวัตกรรมระดับโลก ที่พร้อมขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์แห่งอนาคตไปพร้อมๆ กัน