ดินแดนแห่งตู้กดอย่างญี่ปุ่น กำลังจะมีตู้กดอัตโนมัติขายอาหารประเภทใหม่อีกแล้ว หลังบริษัทเนื้อวาฬในญี่ปุ่น เกียวโด เซงปาคุ (Kyodo Senpaku Co.) เปิดร้านใหม่ในโตเกียว ซึ่งจะมีตู้กดอัตโนมัติ 3 ตู้ เพื่อขายเนื้อวาฬประเภทต่างๆ
โดยในปัจจุบัน มีร้านที่มีตู้กดเนื้อวาฬของเกียวโด เซงปาคุ ในโตเกียวแล้ว 3 แห่ง มีให้เลือกทั้ง ซาชิมิวาฬ เบคอนวาฬ หนังวาฬ สเต็กวาฬ รวมถึงเนื้อวาฬบรรจุกระป๋อง ทั้งหมดนี้มีราคาตั้งแต่ 1,000 เยน หรือประมาณ 250 บาท ไปจนถึง 3,000 เยน หรือประมาณ 760 บาท
หลังจากนี้ บริษัทเกียวโด เซงปาคุ ก็ตั้งเป้าว่า จะตั้งตู้กดเนื้อวาฬให้ได้ 100 แห่งทั้งประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีแนวคิดที่จะตั้งตู้กดในบริเวณที่ใกล้เคียงกับซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งโดยปกติจะไม่มีเนื้อวาฬขาย เพื่อเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ให้ผู้บริโภคอยากรับประทานเนื้อวาฬมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยห้ามล่าวาฬ ยกเว้นเพื่อจุดประสงค์ด้านการวิจัย มาเป็นเวลา 30 ปี แต่หลังจากที่ถอนตัวออกจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ (International Whaling Commission) เมื่อปี 2019 ญี่ปุ่นก็เริ่มกลับมาล่าวาฬเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ดี ความต้องการเนื้อวาฬในตลาด ก็ไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนในอดีต ปีที่แล้วญี่ปุ่นจับวาฬเพียง 270 ตัวในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งน้อยกว่าโควต้าถึง 80% ขณะที่ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ในปี 2021 มีการบริโภคเนื้อวาฬในญี่ปุ่นเพียง 1,000 ตัน เทียบกับเนื้อไก่ 2.6 ล้านตัว และเนื้อวัว 1.27 ล้านตัน
ถึงอย่างนั้น นักอนุรักษ์ก็ยังคงออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตั้งตู้กดเนื้อวาฬของบริษัท เกียวโด เซงปาคุ อยู่ดี โดยบอกว่า การตั้งตู้จะไปส่งเสริมให้มีการบริโภคเนื้อวาฬที่มากขึ้นในอนาคต ทำให้มีการล่าวาฬมากขึ้นตามมา
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตู้กดอัตโนมัติ แต่อยู่ที่ว่ามันจะนำไปสู่อะไรมากกว่า” นานามิ คุโรซาวะ (Nanami Kurosawa) ประธานเครือข่ายปฏิบัติการโลมา & วาฬ (Iruka & Kujira Action Network) กล่าว
ด้าน คาตริน มัทเธส (Katrin Matthes) ประธานด้านนโยบายญี่ปุ่นขององค์กรอนุรักษ์วาฬและโลมา (Whale and Dolphine Conservation หรือ WDC) ได้วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่บอกว่าเนื้อวาฬเป็นอาหารประจำชาติว่า “คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะลองมัน แล้วมันจะเป็นสิ่งที่คุณเรียกว่าวัฒนธรรมประจำชาติได้ยังไง ถ้าไม่เคยมีใครเป็นส่วนหนึ่งของมันจริงๆ?”
อ้างอิงจาก