จะเป็นอย่างไรหากเราไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ตรวจพบว่ามีแอลกออล์อยู่ในร่างกาย? นี่เป็นเรื่องราวของชายสหรัฐฯ มาร์ค มอนจิอาร์โด (Mark Mongiardo) ที่พบว่าร่างกายของเขาสามารถผลิตแอลกอฮอล์ขึ้นเองได้
ย้อนไปในปี 2005 ตอนที่มอนจิอาร์โด ทำงานเป็นครูและโค้ชอยู่นั้น เคยมีคนบอกว่าเขากลิ่นเหมือนแอลกอฮอล์ จนถูกเรียกไปคุยในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เหมือนกัน
ต่อมา เขาก็ยังถูกจับถึง 2 ครั้งภายใน 6 เดือน ด้วยข้อหาขับรถขณะมึนเมา แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดื่มก็ตาม
หลังจากที่เขาต้องออกจากงาน เขาก็พยายามสมัครงานใหม่หลายๆ ที่ แต่ก็ไม่มีแม้แต่ที่เดียวที่รับเขาเข้าทำงาน เหตุก็มาจากคดีเมาแล้วขับนั่นเอง
“ผมคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับผม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอะไรที่ผิดปกติ” มอนจิอาร์โดคิดว่าตัวเองแค่เหนื่อยตลอดเวลา แต่อาการเหล่านั้นแทบไม่ต่างกับคนเมา จนแม้แต่ภรรยาของเขาก็ยังสงสัยว่าเขาแอบไปดื่มแอลกอฮอล์มาตอนไหน
กระทั่งในปี 2019 เขาจึงลองค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ว่าร่างกายคนเราสามารถผลิตแอลกอฮอล์ได้ไหม? แล้วข้อสงสัยก็กระจ่าง เมื่อมาเจอกับ กลุ่มอาการร่างกายบ่มสุราได้เอง’ หรือ auto-brewery syndrome
ต่อมา เขาเข้าพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบ ซึ่งในขณะที่อดอาหาร พบว่า ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) ของเขาเป็น 0 ซึ่งถือว่ามีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อเขาเริ่มบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ค่า BAC ของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภายในชั่วโมงแรก ค่า BAC ของเขาก็อยู่ที่ 0.14% ซึ่งถ้าค่า BAC ขึ้นไปอยู่ที่ 0.15% ก็จะทำให้คนรู้สึกมึนงงและอาเจียนออกมา หมอจึงบอกกับเขาว่า นั่นเป็นอาการของอาการร่างกายบ่มสุราได้เองแน่นอน ทำให้หลังจากนั้น เขาต้องกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ และน้ำตาลน้อย
เมื่อรู้ต้นเหตุ ชีวิตเขาถึงได้เข้าทีเข้าทางหลังจากเขาได้งานทำ แต่ก็ยังต้องคอยตรวจดูค่า BAC เพราะต้องคอยระวังเวลาจะขับรถอยู่ดี
พ.ญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เคยให้รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มอาการร่างกายบ่มสุราได้เองไว้ในเว็บไซต์ ‘หาหมอ’ ว่า โรคนี้จะส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการคล้ายคนดื่มสุราหรือคล้ายอาการเมาค้างตลอดเวลาทั้งๆ ที่ไม่มีประวัติดื่มสุรา
ส่วนสาเหตุโรคนี้ พ.ญ.พวงทอง อธิบายว่า เกิดจากขาดสมดุลของเชื้อราหรือแบคทีเรียในลำไส้เล็ก ส่งผลให้เชื้อราหรือแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้เล็กชนิดที่สามารถหมักและกลั่นสุราได้ เจริญมากกว่าปกติมาก จนสามารถหมักหรือกลั่นสุราได้จากอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ที่ผู้ป่วยบริโภคเข้าไป
โดยสุราที่กลั่นมาจากลำไส้นี้ก็ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินปกติ เหมือนกับผู้ดื่มสุรา
อย่างไรก็ดี พ.ญ.พวงทอง ระบุว่า ปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เชื้อราหรือแบคทีเรียในลำไส้เกิดเจริญจนขาดสมดุล แต่พบปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น เป็นโรคเบาหวานที่มักควบคุมโรคไม่ได้ บริโภคอาหารแป้งและน้ำตาลปริมาณสูง เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เป็นโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน มีโรคในระบบทางเดินอาหารที่เป็นโรคเรื้อรัง มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติ ฯลฯ
อ้างอิงจาก