ยุคนี้ใครๆ ก็ใช้ AI ไม่ว่าจะใช้ช่วยทำงาน ระดมไอเดีย หรือแม้แต่คุยเล่นเป็นเพื่อนยามเหงา ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าพูดถึงคือ “พฤติกรรมการใช้ AI ของนักเรียนไทย” ว่าใช้ทำอะไร ทำการบ้านวิชาไหน รวมถึงนิยมใช้แพลตฟอร์มอะไรบ้าง?
เมื่อเร็วๆ นี้ Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ได้เผยแพร่การสำรวจ พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและ AI ของเด็กไทย โดยสำรวจกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และ ปวช. 1-3 จำนวน 1,777 คน ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม–25 พฤษภาคม 2569
แล้วเด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง?
จากการสำรวจพบว่า มีนักเรียน 1,675 คน หรือคิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่อง ‘การเรียน’ โดยมีแค่ 5.74% หรือ 102 คนเท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย และสามารถแบ่งการใช้งานดังนี้
– ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%)
– ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%)
– แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%)
– ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%)
– ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%)
– โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%)
– ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%)
เมื่อถามว่า “ตรวจสอบความถูกต้องบ่อยแค่ไหน?” พบว่า
– นักเรียน 886 คน (52.90%) ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI “เพียงบางครั้ง”
– นักเรียน 727 คน (43.40%) ที่ตรวจสอบ “ทุกครั้ง”
– นักเรียน 62 คน (3.70%) ที่ “ไม่ตรวจสอบเลย”
หากแบ่งการใช้ AI ตามรายวิชา จะเห็นว่านักเรียนมักใช้ AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ดังนี้
– คณิตศาสตร์ 609 ครั้ง (36.36%)
– ภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง (32.12%)
– วิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง (10.09%)
เรียงลำดับความนิยมของแพลตฟอร์ม AI ที่นักเรียนใช้ ดังนี้
– ChatGPT 1,019 คน (60.84%)
– Gemini 552 คน (32.96%)
– Canvas AI 37 คน (2.21%)
– Claude 22 คน (1.31%)
– Grok 16 คน (0.96%)
คำถามต่อมาคือ ปัจจุบันโรงเรียนไทยอนุญาตให้นักเรียนใช้ AI มากแค่ไหน? การสำรวจนี้ระบุว่า
– นักเรียน 1,354 คน (76.20%) บอกว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา
– นักเรียน 47 คน (2.64%) ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด ซึ่งเมื่อถามว่า เคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่ามีนักเรียนที่ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่งหากครูห้าม 426 คน (23.97%), ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) และเคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%)
นอกจากเรื่องเรียน Rocket Media Lab ยังพบว่า AI มีส่วนเป็นที่ปรึกษาในชีวิตของเด็กๆ หลายเรื่อง ดังนี้
– คุยเล่นทั่วไป 897 ครั้ง (19.78%)
– ปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง (16.85%)
– ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง (11.69%)
– วางแผนการเงิน 518 ครั้ง (11.42%)
– ปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง (8.89%)
– ปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง (8.38%)
เมื่อทราบข้อมูลตามที่ว่าแล้ว สิ่งที่น่าคิดกันต่อไปคือ ผลกระทบของ AI ต่อเยาวชน เพราะไม่เพียงแต่ประโยชน์จากสรุปเนื้อหาที่โรงเรียน หรือเป็นที่ปรึกษาชีวิตในด้านต่างๆ แต่การเปิดทางให้อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มมากมาย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเด็กๆ จะส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของเยาวชนไทยอย่างไรบ้าง
อ่านข้อมูลได้ที่ : rocketmedialab.co