วันครบรอบ 9 ปีที่ บิลลี่ – พอละจี รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวกะเหรี่ยงผ่านไปได้ไม่นาน (17 เม.ย. 2566) วันนี้ ศาลอาญาทุจรติและประพฤติมิชอบ ตลิ่งชัน ได้นัดสืบพยานครั้งแรก คดีที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง ชัยวัฒน์ ลิขิตอักษร โดยหนึ่งในนั้นเป็นข้อหา ‘ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว’
The MATTER ได้เข้าไปนั่งฟังการสืบพยานในวันนี้ และได้คุยกับ โพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของบิลลี่ผ่านล่ามชาวกะเหรี่ยง ถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเธอ และความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้
“คิดถึง แต่ทำอะไรไม่ได้” โพเราะจีตอบเราสั้นๆ ก่อนที่นัยน์ตาของเธอจะเริ่มชื้น และหยดใสๆ หล่นลงมาที่ข้างแก้ม เธอดึงชายเสื้อขึ้นเช็ดแล้วพูดต่อ “คิดถึงบิลลี่อยู่ตลอด แต่มันหมดหวัง (ว่าบิลลี่จะมีชีวิตอยู่) เพราะหาบิลลี่ไม่เจอแล้ว”
ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่บิลลี่ไม่อยู่ โพเราะจีออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกชายอยู่เสมอ เธอต้องทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำ เช่น เดินทางไปสถานที่ราชการหลายแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนอายุ 68 ปี ที่พูดภาษาไทยไม่ได้ และมีโรคปวดหลังเรื้อรัง
“เสียใจและสะเทือนใจมาก ตั้งแต่บิลลี่เสียชีวิต ต้องทำอะไรในสิ่งที่ไม่เคยทำเช่นเดินทางไปตามสำนักงานราชการต่างๆ ค่อนข้างลำบาก ปวดหลังมาก แต่ก็ต้องอดทน” เธอพูดผ่านล่ามชาวกะเหรี่ยง
“9 ปีมันนานเกินไป จริงๆ ก่อนหน้านี้มันควรมีอะไรคืบหน้าบ้าง” โพโราะจีตอบคำถามเราถึงกระบวนการยุติธรรมในช่วงที่ผ่านมา ก่อนตัดพ้อถึงมันว่า “กฎหมายไทยก็เป็นเสียยังงี้ล่ะมั้ง เราเองก็ทำอะไรไม่ได้
ในช่วงหนึ่งของการสืบพยานวันนี้ ทีมทนายฝั่งจำเลยได้ถามโพเราะจีว่าเป็นไปได้ไหม ที่จะมีการปล่อยบิลลี่แล้วตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่บิลลี่หายตัวไป แต่บิลลี่กลับหลงป่าแล้วหายไปเอง เธอสั่นหน้าและยืนยันหนักแน่นว่ามันเป็นไปไม่ได้ “การที่เขาอ้างว่าแค่จับบิลลี่เฉยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นยังไงบิลลี่ก็ต้องกลับมาแล้ว แสดงว่าเขาไม่ได้จับไว้เฉยๆ”
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับบิลลี่ มันไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ควรเป็นแบบนี้ ถ้าบิลลี่ทำอะไรผิดก็จับดำเนินคดีไป ถ้าแบบนั้นบิลลี่จะยังมีชีวิตอยู่ แต่การที่บิลลี่หายไป แสดงว่ามันต้องมีอะไรที่ไม่ถูกต้อง มันไม่ควรเป็นอะไรอย่างนี้” โพเราะจีกล่าว
“ก่อนหน้านี้หลายเดือน ก็คาดหวังให้จับคนที่ทำบิลลี่ประหารเลย แต่ตอนนี้ปล่อยวางแล้ว ให้มันเป็นไปตามที่ศาลตัดสินว่าอย่างไร รู้สึกว่าตัวเองคงไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว เชื่อว่าศาลจะตัดสินอย่างยุติธรรม ขอฝากทุกอย่างไว้ที่ศาล” เธอกล่าวถึงความคาดหวังในกระบวนการยุติธรรมของคดีลูกชายเธอ
เธอทิ้งท้ายถึงผู้ที่ตัดสินใจอุ้มหายลูกชายเธอว่า อยากให้คิดถึงคนอื่นด้วยว่าการจากไปของบิลลี่ มันไม่ใช่แค่คนเดียวที่ได้รับผลกระทบ แต่มันคือทุกคนที่ต้องลำบาก
“ไม่ใช่ว่าบิลลี่เสียชีวิตคนเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับบิลลี่มีผลทำให้คนอื่นลำบากไปด้วย ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น เพราะมันไม่ใช่แค่คนเดียวจบ มันมีคนที่ลำบากอีกหลายคน อยากให้คิดถึงคนอื่นด้วย” โพเราะจีกล่าว
การสืบพยานคดีบิลลี่จะมีขึ้นอีกทั้งหมด 8 ครั้ง โดยจะแบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทย์อีก 6 ครั้ง 20 ปาก และสืบพยานฝั่งจำเลยอีก 2 ครั้ง 5 ปาก ก่อนที่ศาลจะนัดวันอ่านคำตัดสินต่อไป
บิลลี่หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยพยานที่เห็นบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายระบุว่า บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานจับกุมตัวที่ด่านมะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แต่ไม่รู้ว่าพาไปไหนต่อ โดยเจ้าหน้าที่อุทยานอ้างว่าบิลลี่ครอบครองน้ำผึ้งป่าจึงเรียกมาตักเตือนก่อนปล่อยตัว
คดีดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าจนกระทั่งปี 2561 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ เปิดเผยหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์ที่ถูกพบในถัง 200 ลิตร ซึ่งจมอยู่ในแหล่งน้ำใต้สะพานแขวนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และได้รับการยืนยันจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ผ่านการตรวจ DNA ว่าเป็น ชิ้นส่วนกะโหลกของบิลลี่เนื่องจากตรงกับดีเอนเอของโพเราะจี แม่ของบิลลี่
อ้างอิงจาก:
https://www.amnesty.or.th/latest/blog/750/
https://thematter.co/brief/recap/recap-1567497600/84145
https://thematter.co/brief/182980/182980