เคยคอมเมนต์ ค. ให้ใครกันไหม?
หนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นความปกติใหม่ คือการแสดงความเห็นด้วย ค. ตามแพลตฟอร์มโซเชียลมิเดีย เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เคยมีการอธิบายว่า กระแส ค. ควาย ทั้งแชท เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม ที่ปิดกั้นคำที่ไม่เหมาะสม อย่าง Xวย ซึ่งไม่ได้รับคำยืนยันที่แน่ชัด แต่การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ล้วนค่อยๆ สะสมค่านิยมบางประการโดยเฉพาะในแวดวงภาษาศาสตร์
จะถึงขั้นเป็นคำใหม่เลยไหม? หรือจะจบลงที่คำหยาบทั่วไป? The MATTER ถือโอกาสนี้ คุยกับ อิสระ ชูศรี นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ ถึงวิวัฒนาการของภาษา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมมีความขัดแย้งสูง
นักภาษาศาสตร์รายนี้ เริ่มเล่าว่า การใช้ ‘คำย่อ’ ให้คนตีความไปเป็นคำด่าทอ หรือคำหยาบคาย ปรากฏให้เห็นมาพักใหญ่แล้ว อย่าง ห.หีบ ก่อนจะมาเป็น ค.ควาย ที่ได้รับเป็นที่นิยม ในขณะนี้ จุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกทางอารมณ์ในพื้นที่สาธารณะ
“เสน่ห์ของการที่คนหันมาใช้คำย่อ เพราะไม่ได้ตีความได้สิ่งเดียว ถ้าเขียนตรงๆ ก็ตามนั้น แต่พอย่อ ความกำกวมก็เปิดโอกาสให้ใครตีความยังไงก็ได้ ส่วนใหญ่เลยมีแนวโน้มไปในทางลบ เพื่อแสดงอารมณ์”
ทั้งนี้ อิสระ มองว่า การใช้ ค. เป็นเพียงการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา โดยอาจไม่ได้มุ่งเป้าให้เกิดการวิพากษ์ หรือถกเถียงในวงกว้าง “นี่เป็นหนึ่งในแนวโน้มร่วมสมัย ที่คนแสดงออกว่าไม่พอใจตรงๆ และสามารถทำพร้อมกัน ผ่านตัวหนังสือตัวเดียว”
อย่างไรก็ดี การใช้ ค.ควาย ในการสื่อสารอารมณ์ยังคงเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณ มากกว่าคุณภาพ ตามความเห็นของอิสระ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของคำบอกอารมณ์ ที่แสดงออกฉับพลันทันใด
พลังของภาษาขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน
“สมมติเราให้ ค.ควาย กับใครเพื่อบอกว่าไม่พอใจตัวเขาอย่างรุนแรง ต่อให้ไม่รู้จักคำตั้งต้นก็ไม่สำคัญ เพราะได้หลุดพ้นจากต้นตอเดิมแล้ว”
นี่อาจเป็นวิธีคิดเดียวกัน กับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองอื่นๆ ยกตัวอย่าง การชูสามนิ้ว ที่ส่งต่อมาผ่านภาพยนตร์ โดยมีความหมายจำเพาะเจาะจงถึงการเคารพนับถือ ให้เกียรติ ร่ำลา แต่เมื่อนำมาใช้ทางการเมืองก็กินพื้นที่ความหมายกว้างขึ้นไป
ส่งผลให้ตัวอักษร คำ หรือสัญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อถูกใช้ในคนหมู่มากก็อาจถูกกำหนดความหมายใหม่ ที่ต่างไปจากเดิมได้ทั้งสิ้น “ยิ่งถูกใช้ไปเรื่อยๆ พลังมาจากผู้ใช้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้น” ดังนั้น การที่คนมองว่าการแสดงความเห็น ด้วย ค.ควาย มีพลังมากขึ้น ก็ด้วยเหตุที่มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นโดยไร้ข้อจำกัด
ต้องหยาบถึงจะแมสจริงไหม?
ย้อนกลับไปในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เราจะเห็นคนทั่วไป ที่หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนข้อความอยู่บ่อยครั้ง อิสระอธิบายถึงบรรยากาศเหล่านี้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่เปิดพื้นที่ให้คนใช้สื่อในมือ สื่อสารไปในทางเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องอาศัยทักษะที่ซับซ้อน รวมถึงการอนุญาตจากบุคคลอื่น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสื่อสารผ่านตัวอักษรเป็นที่นิยม
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ภาษานิยม ณ ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสำคัญกับความฉับพลัน เห็นอย่างไรแสดงออกอย่างนั้น ถึงได้เกิดภาพทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อออนไลน์ มีการใช้สรรพนาม คำสบถ คำด่า เพิ่มขึ้น และถึงแม้จะมีกระบวนการเซนเซอร์ แต่ก็ยังใส่ลูกเล่นให้คนตีความไปได้
“ความยอมรับในการสื่อสารเน้นอารมณ์ กลายเป็นกระแสร่วมสมัย นั้นคนที่พูดแบบนี้ก็เหมือนเป็นคนพูดจริง ไม่ถูกปิดกั้นจากขนบอย่างคนรุ่นก่อน”
และเมื่อคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น เราถึงได้เห็นรูปแบบการใช้ภาษานิยมมากขึ้น บ้างก็ขยายไปปรากฏในพื้นที่ทางการมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่รัฐสภา
จะไปถึงขั้นยกระดับมาเป็นคำปกติเลยไหม? “น่าจะยังยาก” เป็นคำยืนยันจากอิสระ เมื่อเราถามถึงโอกกาสของการขยับฐานะให้กับคำภาษาปากที่ได้รับความนิยม ด้วยเหตุผลว่า หลายพื้นที่ยังมีการจัดระเบียบการใช้ภาษา ซึ่งมีข้อกำหนดที่คอยเซนเซอร์
คงต้องรอติดตามว่า ค.ควาย จะยังเป็นคำกระแสนิยมไปได้อีกนานแค่ไหน หรือจะมีคำย่ออื่นๆ โผล่มาให้เห็นกันอีก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยของสังคมที่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง