หนึ่งในรายงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ถูกพูดถึงในการประชุม COP29 ระบุว่า ความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถลดแนวโน้มที่โลกจะร้อนขึ้น แม้ว่าประเทศต่างๆ จะมารวมตัวกันหลายครั้ง เพื่อหารือวิธีควบคุมภาวะโลกร้อนก็ตาม
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties หรือ UNFCCC COP) ครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้น ณ กรุงบากู อาเซอร์ไบจาน เป็นเวทีสำหรับประเทศต่างๆ มาร่วมกันกำหนดเป้าหมายใหม่ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับหาแนวทางว่า ประเทศร่ำรวยจะสนับสนุนเงินและทรัพยากร เพื่อช่วยเหลือโลกได้อย่างไร
ทั้งนี้ รายงานของ Climate Action Tracker (CAT) หรือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ที่ศึกษานโยบายของรัฐบาลต่างๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เตือนว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิโลก ตอนนี้ยังคงอยู่ที่ 2.7 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
การคาดการณ์ดังกล่าวอาจชี้ว่า ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา นโยบายลดโลกร้อนของรัฐบาลต่างๆ ไม่สามารถลดแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
“การคาดการณ์ภาวะโลกร้อนของเรา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ตั้งแต่ปี 2021 รัฐบาลต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่เห็นผลชัดเจน ในการยับยั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน ตั้งแต่อากาศร้อนจัด ไปจนถึงน้ำท่วม และไฟป่า” บิล แฮร์ (Bill Hare) ซีอีโอของ Climate Analytics หรือสถาบันวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวแสดงความกังวล
เขากล่าวเสริมว่า หากการปล่อยมลพิษยังคงเพิ่มขึ้น และการคาดการณ์อุณหภูมิไม่ลดลงอีกเช่นนี้ เราควรสงสัยว่า การเจรจาเรื่องสภาพอากาศของสหประชาชาติ หรือที่เรียกว่า COP มีประโยชน์หรือไม่
“มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในด้านดี แต่ในภาพรวมของการดำเนินการ เพื่อลดการปล่อยมลพิษนั้น… สำหรับผมแล้ว มันดูไม่สมเหตุสมผล” แฮร์กล่าว
แม้ว่าที่ผ่านมา จะมีเวทีระดับโลกที่พยายามหารือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคน ยังคงกังวลว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน จะมีแนวโน้มจะเลวร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ที่ผ่านมา เราต่างเห็นความรุนแรงจากปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วมหนัก และอากาศร้อน ที่รุนแรงจนอันตรายต่อมนุษย์
อ้างอิงจาก