ที่ผ่านมามีเหตุการณ์การฆ่าตัวตายของตำรวจ โดยหนึ่งในสาเหตุคือโรคซึมเศร้า นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘ปัญหาสุขภาพจิตของตำรวจไทย’ ซึ่งนับเป็นอาชีพที่มีต้องเผชิญความรุนแรง และมีโอกาสฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าคนทั่วไป
เมื่อวานนี้ (8 มกราคม 2568) สิบตำรวจเอก วัย 34 ปี ใช้ปืนพกประจำตัว ยิงตัวเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา บริเวณบ้านพักข้าราชการตำรวจแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง โดยหลังจากตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสาเหตุมาจากความเครียดจากปัญหาส่วนตัว และโรคซึมเศร้า ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสอบสวนเพื่อหาเหตุจูงใจต่อไป
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนใกล้ชิด แต่ยังทำให้หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘ปัญหาสุขภาพจิตของตำรวจไทย’ เนื่องจากตำรวจเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เผชิญความกดดันอย่างต่อเนื่อง และความเครียดที่เกิดขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาด้านจิตใจ
ในระยะเกือบ 6 ปี ประเทศไทยพบการฆ่าตัวตายของตำรวจไปแล้วกว่า 167 ครั้ง โดยหากย้อนไปดูสถิติการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจ โรงพยาบาลตำรวจระบุว่า ในปี 2562 พบการฆ่าตัวตายจำนวน 39 นาย, ปี 2563 จำนวน 30 นาย, ปี 2564 จำนวน 31 นาย, ปี 2565 จำนวน 39 นาย, ปี 2566 จำนวน 25 นาย และข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พบจำนวน 3 นาย
สำหรับสาเหตุ นพ.ปทานนท์ ขวัญสนิท จิตแพทย์สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต มองว่าตำรวจมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงมาก เมื่อเทียบกับประชาชนทั่วไป โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจแบ่งได้ 2 อันดับ ได้แก่
- ภาวะวิกฤตในชีวิต ซึ่งรวมถึงปัญหาส่วนตัว และปัญหาสุขภาพจิต เช่น อาการซึมเศร้า
- โอกาสพบเหตุการณ์รุนแรง ซึ่งอันตรายต่อชีวิตของตัวเองและผู้อื่น เช่น อาชญากรรม ฆาตกรรม หรือการข่มขืน ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD (Post Traumatic Stress Disorder)
ในอีกมุมหนึ่ง พตท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด รพ.ตำรวจ กล่าวว่า “ความจริงแล้ว อัตราการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจไม่ได้สูงกว่าอาชีพอื่นเลย แต่ด้วยอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จที่สูงกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า” พร้อมชี้ว่าความเครียดจากการทำงานเกิดได้ในทุกอาชีพ แต่จำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่น เพราะมีอาวุธปืนในครอบครอง
เช่นเดียวกับ พญ.ฐานิยา บรรจงจิตร จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด รพ.ตำรวจ เธอกล่าวกับ BBC Thai ว่าตำรวจไทยไม่ได้เครียดมากกว่าประชาชนทั่วไป เพียงแต่อาจมีปัจจัยความเครียดที่แตกต่าง กล่าวคือ “ตำรวจชั้นผู้น้อย รับร้องเรียนคดีแล้วเครียด ประชาชนกดดัน ใช้คำพูดรุนแรง” ในขณะที่ตำรวจระดับสูง “ต้องดูแลตำรวจใต้บังคับบัญชา ต้องรับโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง โทรนอกเวลางาน ตี 1 ตี 2 เสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น”
ด้าน รพ.ตำรวจก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเมื่อปี 2560 ได้เปิดตัวเพจเฟซบุ๊ก ‘Depress We Care ซึมเศร้า เราใส่ใจ’ ซึ่งมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตและโรคซึมเศร้า กับตำรวจและครอบครัว พร้อมตั้งทีมแพทย์จิตเวช และสายด่วนสุขภาพจิตของ รพ.ตำรวจ ที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตามหลังจากดำเนินการไปได้ 1 ปี สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่าผู้ใหญ่บริการเพจดังกล่าว กลับเป็นประชาชนทั่วไป ถึง 70% นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มข้าราชการตำรวจ ว่ากลไกที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ หรือมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน สำหรับการดูแลอาชีพที่พบเจอความรุนแรง ความกดดัน รวมถึงมีโอกาสในการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าคนทั่วไป
อ้างอิงจาก