**Trigger Warning: บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย
ในโลกที่ทุกสิ่งสามารถส่งต่อ เชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็ว เรามีโอกาสได้เห็นข่าวสาร หรือแม้แต่ภาพที่สะเทือนใจได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหนึ่งในข่าวที่เราพบเห็นในช่วงหลังมานี้คือ ข่าวการฆ่าตัวตายในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้างสรรพสินค้า
เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกระทันหัน ไม่ได้ฝากรอยแผลให้กับครอบครัวของผู้ที่จากไปเพียงเท่านั้น แต่ยังสร้างบาดแผลทางใจให้กับ ‘ผู้ที่พบเห็น’ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มาใช้บริการ พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรือแม้กระทั่งเราเองที่เห็นภาพผ่านข่าว
คำถามที่ตามมาคือ เราจะรับมือกับบาดแผลทางใจที่มองไม่เห็นนี้ได้อย่างไร? The MATTER พูดคุยเรื่องนี้กับ ดร.กุลวดี ทองไพบูลย์ นักจิตวิทยาคลินิก และนายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบทางใจที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ รวมถึงวิธีการรับมือเพื่อพาตัวเองก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้
กุลวดี บอกว่า เมื่อเราเป็นหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ ไม่ว่าจะความเลวร้ายหรือความรุนแรงใดๆ ก็ตาม ก็อาจส่งผลให้เกิด ‘บาดแผลทางใจ’ (Trauma) ได้ ซึ่งบาดแผลที่ว่านี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่าง เด็กเล็กที่โดนพ่อแม่ทำโทษ ด้วยการปล่อยให้อยู่คนเดียว เด็กคนนี้ก็จะอยู่โดยที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีผู้ใหญ่มาช่วยไกด์ว่าคืออะไร สิ่งนี้ก็จะนำไปสู่บาดแผลทางใจที่เกิดกับเด็กคนนั้นได้

Photo by Shutterstock
ส่วนบาดแผลทางใจที่ส่งผลออกมานั้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ความคิดที่ไม่พึงประสงค์ (unwanted thoughts), ฝันร้าย และแฟลชแบ็ค (การเห็นภาพย้อนกลับ—อาจเกิดจากปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง) นอกจากนี้ก็จะมีอาการวิตกกังวล (anxiety) ตื่นตัวสูง (hypervigilance) ความรู้สึกผิด ละอายใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ใดที่ทำให้เกิดบาดแผลเหล่านี้
นักจิตวิทยาคลินิก เล่าว่า บางอาการก็อาจส่งผลต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า เครียด ไม่มีสมาธิ มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป แยกตัวออกมา หลีกเลี่ยงการพาตัวเองกลับไปอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายเดิม หรือแม้กระทั่งการใช้สารเสพติด เพื่อรับมือกับอารมณ์ต่างๆ เช่น ความกลัว หรือภาวะซึมเศร้า
อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการเช่นนี้ โดยการที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค PTSD (Post-Traumatic Disorder) ได้ จะต้องมีอาการตามเกณฑ์การวินิจฉัยไม่น้อยกว่า 1 เดือน ทว่าบางคนอาจจะรับมือได้ดี มีความเข้มแข็งทางใจ (resilience) ที่จะพาตัวเองผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายมาได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แต่ในขณะที่ในบางคนอาการพวกนี้ก็นำมาสู่โรค ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยแต่ละบุคคล
แล้วเราจะรับมือกับมันได้อย่างไร?
สำหรับวิธีการรับมือ กุลวดีแนะนำว่า การพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน (Grounding Techniques) เป็นวิธีเบื้องต้นที่จะช่วยเราได้ในเวลาที่เรามีอาการวิตกกังวล เนื่องจากความวิตกกังวลจะทำให้จิตใจว้าวุ่น คิดไปล่วงหน้าต่างๆ นานา ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้เราสงบลงได้
“ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ‘5-4-3-2-1’ คือการให้เราหลับตา แล้วค่อยๆ ลืมตามาหาของ 5 อย่างที่มองเห็น 4 อย่างที่สัมผัสได้, 3 อย่างที่ได้ยิน และ 2 อย่างที่ได้กลิ่น ประมาณนี้ เป็นวิธีที่ดึงเราให้ค่อยๆ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน” กุลวดีแชร์เทคนิคนี้พร้อมกับบอกว่า การฝึกหายใจก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน
“บาดแผลทางใจเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เหมือนเรายืนอยู่บนพรมและถูกกระชากพรมออกจากใต้เท้า เราจะรู้สึกว่า โลกนี้ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย ทั้งน่ากลัวและไม่ปลอดภัย ดังนั้น การรับมือด้วยตัวเองไม่ว่าจะจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า หรือฝึกหายใจก็จะค่อยๆ พาเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันได้” กุลวดีเล่าพร้อมบอกด้วยว่า หากอาการเหล่านั้นเริ่มรุนแรงขึ้นถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรมองหาการเยียวยาจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งก็จะมีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์
เมื่อถามว่าจิตวิทยาอธิบายการตัดสินใจจบชีวิตในที่สาธารณะได้ไหม? —กุลวดีอธิบายว่า การตัดสินใจในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละบุคคล เช่น บางคนเลือกสถานที่สาธารณะเพราะมีความหมาย หรือสัญลักษณ์เฉพาะตัว บางคนต้องการเตือนคนอื่นเกี่ยวกับความทุกข์ของตน ซึ่งการกระทำนี้มักเกิดจากความทุกข์หรือความสิ้นหวังอย่างรุนแรง แต่การจำกัดความออกไปอาจจะดูเสมือนเป็นการ ‘เหมารวม’ โดยที่ไม่ได้เข้าใจผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานกับการตัดสินใจเช่นนั้นอย่างลึกซึ้ง
“เพราะแต่ละคนมีปัจจัยชีวิตที่ไม่เหมือนกัน”

Photo by Shutterstock
ชวนสังเกต ‘สัญญาณเตือน’
“ทำไมชีวิตมันหนักอึ้งจังเลย”
“อยากหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นอีกเลย”
“ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่าจัง”
กุลวดียกตัวอย่างสัญญาณที่สื่อออกมาผ่านคำพูดให้เราฟังโดยบอกว่า บางทีคำพูดเหล่านี้ก็สำคัญเมื่อเราลองฟังอย่างตั้งใจและใส่ใจในละเอียดมากขึ้น แม้การได้ยินคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากคนใกล้ตัว การตอบกลับด้วยการพูดให้กำลังใจด้วยความหวังดีจะเป็นสิ่งที่เรามักจะทำเพื่อปลอบใจเพื่อน แต่เมื่อเราลองจับสังเกตคำพูดรวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนไปของเขาแล้ว เราอาจพบว่านี่เป็นสัญญาณเตือนและเราอาจยื่นมือให้ความช่วยเหลือกับพวกเขาได้
นักจิตวิทยาคลินิก ยกตัวอย่างอาการทางอารมณ์ และร่างกายอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ซึมเศร้า ไม่สนใจในสิ่งที่เคยสนใจมากๆ หงุดหงิดง่าย วิตกกังวลสูง บางคนแยกตัว ไม่ทำกิจกรรมต่างๆ นอนน้อยหรือมากขึ้น รวมถึง มอบของรักของหวงให้คนอื่น
“เราสามารถสังเกตหลายๆอย่าง ทั้งคำพูด อารมณ์ และพฤติกรรม ที่ยกตัวอย่างมาอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ทำให้เรา ‘เอ๊ะ’ นิดนึงว่าเขาอาจจะมีอะไรในใจหรือเปล่า ตั้งใจฟังให้มากขึ้น เราอาจจะได้ยินสิ่งพวกนี้ การฆ่าตัวตายสามารถป้องกันได้ 100% ถ้าเราพยายามฟังและสังเกตุสัญญาณต่างๆ พวกนี้ได้เร็ว เราก็จะสามารถให้การช่วยเหลือเขาได้เร็วขึ้น”
“การที่เขาอยู่ในภาวะที่ดิ่งมากๆ ภาวะที่เขารู้สึกว่าโลกนี้มันไม่มีแสงสว่างแล้ว การที่มีใครสักคนที่รับฟังและพยายามเข้าใจ ไม่สั่ง ไม่สอน ฟัง และอยู่ตรงนั้นกับเขา พร้อมสนับสนุนเขา ก็จะสามารถช่วยเขาได้บ้างแล้ว”

Photo by Shutterstock
ระบบเยียวยาจิตใจที่ ‘ไม่เคยเพียงพอ’
เมื่อถามกุลวดีว่าระบบการรักษาในปัจจุบันนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง เธอตอบกลับในทันทีว่า “ไม่เคยพอ”
“อันนี้ชัดเจนมาก ซึ่งต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แก้แค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง”
เธอมองว่า กำลังคนในเวลานี้ยังไม่เพียงพอ ในขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตก็มากมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการมอบทักษะ วิธีการรับมือกับอารมณ์ต่างๆ “เมื่อเจอเรื่องราวใดๆ เข้ามา เขาอาจจะเซบ้างแต่จะไม่ล้ม และถึงล้มก็จะสามารถลุกขึ้นมาและเดินไปข้างหน้าต่อได้”
หากแต่ว่าการจะทำสิ่งนี้ได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงหน่วยงานเดียว เธอยกตัวอย่าง การเพิ่มทักษะให้เด็กในต่างประเทศ ที่จะสอนให้รู้จักอารมณ์และการรับมือกับอารมณ์ รวมถึงทักษะทางสังคมต่างๆ ตั้งแต่วัยอนุบาลและค่อยๆ เสริมทักษะตามวัย เพื่อให้เด็กได้รู้จักวิธีการรับมือกับอารมณ์เหล่านั้น และสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
“สำหรับงานเชิงรุก การป้องกันส่งเสริมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะบุคคลากรของเราไม่เพียงพอสำหรับการทำงานเชิงรับอย่างเดียว เราก็ต้องรุกให้มากขึ้น ถ้าเรารุกได้ดี เราเตรียมความพร้อมได้ดี เราสอนทักษะพวกนี้ได้ดี ก็หวังว่าผู้ที่จะเข้ามาสู่ระบบการเยียวยาที่ถึงมือจิตแพทย์หรือ นักจิตวิทยาจะลดน้อยลง เพราะเขามีทักษะเบื้องต้นในการดูแลตัวเอง”
เมื่อถามว่าประเทศไทยยังอีกไกลไหมกว่าจะไปถึงจุดนี้? —เธอตอบในทันทีอีกเช่นกันว่า “ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีก” แม้จะเห็นว่าหลายหน่วยงานมีความพยายามผลักดันเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ทว่างบประมาณในการทำสิ่งนี้ก็มีจำกัดอยู่เช่นกัน เธอจึงคิดว่าอาจจะต้องมีการคิดนอกกรอบและขอความร่วมมือจากหลายหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงปรับการสื่อสารเพื่อให้ตรงกับกลุ่มที่เราต้องการ
กุลวดียกตัวอย่างประสบการณ์จากการลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนเมืองกับคนต่างจังหวัดมีวิธีการเข้าใจ-รับรู้ต่างกันอย่างชัดเจน “เคยถามชาวบ้านว่าเครียดไหม เขาบอกเราว่าไม่เครียด แต่พอถามว่ามีปวดหัว ปวดตัว อะไรพวกนี้ไหม เขาบอกมีอาการพวกนี้หมดเลย คือบางทีอาการเครียดมันส่งผลออกมาทางร่างกาย แต่เขาไม่เข้าใจว่านี่คืออาการเครียด เลยมองว่าการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มคนที่เราอยากจะสื่อสารด้วย”
สังคมจะอ่อนโยนขึ้นเยอะ แค่เราเริ่ม ‘ถาม’
“คุณเคยมีความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า?”
แน่นอนว่าในสังคมเราคำถามนี้เปรียบเสมือนกับคำต้องห้าม ที่อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ที่ถามและผู้ที่ถูกถาม แต่นักจิตวิทยาคลินิกอย่างกุลวดี บอกว่า “เราถามได้นะ” แม้บางคนอาจมองว่าเป็นการชี้นำ แต่แท้จริงแล้วคนที่มีความคิดอยากจบชีวิตตัวเอง มักจะมีความคิดเช่นนี้มาก่อนแล้ว “เชื่อว่าไม่มีใครอยากฆ่าตัวตาย แต่ว่าความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เขาเผชิญ มันทรมานเกินกว่าที่เขาจะอยากมีชีวิตอยู่ แม้เราจะเข้าใจในเชิงคอนเซปต์ แต่คนที่อยู่ในภาวะนั้นจริงๆ มันทรมานมากกว่านั้น”
“เราถามได้ และถ้าหากเราไม่อยากใช้คำว่าฆ่าตัวตาย เพราะมันอาจจะเป็นคำที่ดูแรงเกินไปก็สามารถเลี่ยงไปใช้คำอื่น เช่น เคยคิดว่าอยากจะหายไปจากโลกนี้ไหม หรือ เคยคิดว่าจะหลับไปแบบไม่ตื่นอีกเลยไหม พวกนี้ก็สามารถถามได้ เพราะบางทีการที่เราไม่ถามทำให้เราไม่รู้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่เราจะสามารถช่วยเหลือและพาเขาเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไปได้”
เธอชี้ให้เห็นว่า การถามออกมาจะทำให้สังคมอ่อนโยนต่อกันมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างไหลเข้ามาและออกไปอย่างรวดเร็ว การอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็ทำให้รู้สึกเหงาได้ เพราะคุณภาพในความสัมพันธ์ที่ลดลง การทำความรู้จักที่ไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกัน การหันมาใส่ใจกันมากขึ้นก็อาจจะช่วยสนับสนุนคนรอบข้างได้ไม่มากก็น้อย
“เริ่มจากแค่หันไปถามเพื่อนข้างๆ ว่า ‘เหนื่อยไหม?’ แค่นี้สังคมก็อ่อนโยนขึ้นเยอะเลย”