“ทุกชีวิตบนโลกนี้ มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่”
จากคำกล่าวด้านบนนี้มาจาก โจนา แล็กส์ วัย 94 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกัน ‘เอาช์วิทซ์ (Auschwitz)’ ที่ได้รับการปลดปล่อยในเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1945 นับเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว หลังจากที่ทหารโซเวียตได้ทำการปลดปล่อยค่ายกักกันดังกล่าว ซึ่งในเวลานั้นมีผู้คนที่ถูกสังหารไปมากกว่า 1.1 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นชาวยิว
แต่สิ่งที่ทั่วโลกกำลังจับตาคือ เหยื่อที่รอดชีวิตจากค่ายมรณะแห่งนี้ราว 50 ราย รวมถึงผู้นำโลกจะเดินทางกลับไปยังค่ายดังกล่าวเพื่อร่วมพิธีรำลึกถึงวันครบรอบ 80 ปี
วันครบรอบในครั้งนี้กลายเป็นปีที่ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเนื่องจากอายุที่สูงขึ้นของผู้ที่รอดชีวิตกำลังจะค่อยๆ โรยราไปเรื่อยๆ ประกอบกับสงครามที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันทำให้ภาพเก่าย้อนกลับมาอีกครั้ง
“ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์เป็นห้องทดลองสำหรับการฆ่าคน นี่คือภารกิจของค่ายและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนจากค่ายกักกันเอาช์วิทซ์” แล็กซ์กล่าว
แม้ว่าอุณหภูมิในขณะนี้จะเลยช่วงที่หนาวเย็นที่สุดไปแล้ว แต่ด้วยวัยของผู้ร่วมงานอาจจะอยู่กลางแจ้งนานไม่ได้ และจะไม่มีการกล่าวสุนทรพจน์จากผู้นำนานาชาติ
นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ซูซาน วิลเลมส์ พูดถึงผู้รอดชีวิตที่เธอพบเจอมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาว่า “หลายคนเป็นเหมือนคุณปู่ คุณย่าคนโปรดของฉัน แน่นอนว่าเราสูญเสียพวกเขาไปหลายคนแล้ว และหน้าที่ของฉันคือการสานต่อและกลายเป็นพยานให้พวกเขา”
อย่างไรก็ตาม จำนวนบุคคลสำคัญจากต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้น โดยรายชื่อแขกในปีนี้ ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ประกอบด้วยผู้นำและกษัตริย์และราชินีอย่างน้อย 8 พระองค์ ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่กำลังจะออกจากตำแหน่ง โอลาฟ โชลซ์ นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากโชลซ์ด้วย
ขณะที่ รัสเซียซึ่งเคยเข้าร่วมงานรำลึกที่ค่ายเอาช์วิทซ์เป็นประจำ ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานรำลึกในปีนี้ แม้ว่ากองทัพโซเวียตจะเป็นผู้ปลดปล่อยค่ายดังกล่าวในปี 1945 ก็ตาม โดยตัวแทนจากรัสเซียถูกแบนจากงานรำลึกดังกล่าวตั้งแต่ที่รัสเซียเริ่มรุกรามยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022
การตัดสินใจของนาซีที่จะกวาดล้างประชากรชาวยิวในยุโรปในค่ายกักกันเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 1942 ค่ายกักกันทั้ง 6 แห่ง ถูกสร้างขึ้นในโปแลนด์ ได้แก่ที่ เชลมโน, เบลเซค, โซบีบอร์, เทรบลิงกา, มัจดาเนก และเอาช์วิทซ์ ขณะที่ค่ายเทรบลิงกามีขนาดเล็กกว่าเอาช์วิทซ์มาก แต่กลับมีชาวยิวถูกสังหารถึง 800,000-850,000 คน ในช่วงเวลาสั้นๆ
อ้างอิงจาก