ตอนนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการถกเถียงในประเด็นระดับชาติ หลังจาก โชโกะ คาวาตะ นายกเทศมนตรีวัย 35 ปีของเมืองยาวาตะ จังหวัดเกียวโต ประกาศว่าจะ ‘ลาคลอด’ ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2026 เป็นเวลา 16 สัปดาห์ คือ 8 สัปดาห์ก่อน-หลังคลอด ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่มีนายกเทศมนตรีในญี่ปุ่นลาคลอด โดยข้อถกเถียงนี้เผยให้เห็นถึงช่องว่างในระบบแรงงานและการเมืองแบบชายเป็นใหญ่ของญี่ปุ่น
แม้ประเทศญี่ปุ่นจะมีกฎหมายที่ให้สิทธิลาคลอดกับพนักงานของรัฐ แต่ไม่มีกรอบกฎหมายใดที่ประกันสิทธิลาคลอดสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้ง
คาวาตะจึงหวังว่าเธอจะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ตัวเร่ง’ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ เนื่องจากตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และยังมีช่องว่างทางเพศในทางการเมืองที่สะท้อนผ่านการที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมสัดส่วนผู้หญิงในสภาผู้แทนราษฎรที่น้อยกว่าร้อยละ 15
ทั้งนี้ คาวาตะจะแต่งตั้งให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่แทนในช่วงที่เธอไม่อยู่ และกล่าวอีกว่าเธอจะตรวจสอบอีเมลเป็นประจำขณะที่ดูแลลูกน้อยแรกเกิดอยู่ที่บ้าน
การประกาศลาคลอดของคาวาตะกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโซเชียลมีเดียของญี่ปุ่น โดยบางส่วนมองว่าการที่ข้าราชการลาหยุดงานเป็นการสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชน แต่คาวาตะชี้แจงว่า เธอได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในสำนักงานรัฐบาลและประชาชนทั่วไป ก็มีหลายคนที่เข้าใจความจำเป็นในการลางานครั้งนี้และเห็นด้วยว่าเธอควรลาคลอดไปเลย
บทบาทผู้หญิงในการเมืองญี่ปุ่น
ซาวาโกะ ชิราฮาเสะ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวกล่าวว่า กฎหมายญี่ปุ่นไม่ได้ระบุให้สิทธินายกเทศมนตรีหรือหัวหน้าหน่วยงานราชการลาคลอด แต่ก็ไม่มีใครสามารถ ‘ห้าม’ ไม่ให้ใครลาคลอดได้ นี่จึงเป็นประเด็นที่คลุมเครือมากๆ
โดยชิราฮาเสะหวังว่าผู้นำญี่ปุ่นในอนาคตจะมองคาวาตะเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมวัฒนธรรมการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ดีขึ้น ทั้งในภาครัฐและเอกชน
สเตฟานี ชวาร์เต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุดวิก-แม็กซิมิเลียน ศูนย์ญี่ปุ่น กล่าวว่าแม้สังคมญี่ปุ่นดูเหมือนค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ความเท่าเทียมทางเพศอย่างช้าๆ แต่ก็มีผู้หญิงจำนวนมากที่กำลังพยายามลุกขึ้นมาทำลายบรรทัดฐานดั้งเดิมในทางการเมือง เพื่อกระตุ้นให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาถึงเร็วขึ้น
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จำนวนนายกเทศมนตรีหญิงเพิ่มขึ้นจากประมาณ 50 คน เป็นเกือบ 80 คน จากเทศบาลกว่า 1,700 แห่ง และบางคนดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในสมัยที่ 2, 3 และ 4
สังคมการทำงานที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดในญี่ปุ่น
อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้อัตราการเกิดในญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก โดยในปี 2025 มีชาวญี่ปุ่นเกิดใหม่เพียง 671,236 คน ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบ 10 ปี
นี่จึงกลายเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามเพิ่มอัตราการเกิด โดยผลักดันนโยบายใหม่ๆ อย่างการให้เงินอุดหนุนการคลอดบุตรและที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการส่งเสริมให้พ่อลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าอัตราการเกิดที่ลดลงของญี่ปุ่นเกิดจากวัฒนธรรมการทำงานหนักที่ฝังรากลึกควบคู่กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกมุ่งเป้าหมายชีวิตไปที่อาชีพการงานมากกว่าการสร้างครอบครัว
เนื่องจากคนทำงานหลายคนต้องทำงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ความกดดันสูงจากหัวหน้างาน และเกิดกรณีที่รุนแรงที่สุดคือ ‘คาโรชิ (Karoshi – 過労死)’ หมายถึง การเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไปจนส่งผลเสียต่อหัวใจและสมอง
สุดท้ายนี้ คาวาตะให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากสถานที่ทำงานและระบบราชการของญี่ปุ่นตอนนี้ยังไม่เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการของเป็นแม่
เนื่องด้วยช่องว่างทางเพศในที่ทำงานของญี่ปุ่น โดยข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ผู้หญิงในประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในตลาดแรงงานมีเพียง 56% ขณะที่ผู้ชายมีถึง 72%
ดังนั้น หากผู้หญิงในประเทศญี่ปุ่นอยากมีลูก พวกเธอก็ต้องสละอาชีพการงาน หรือถ้าพวกเธออยากทำงาน พวกเธอก็ต้องสละการมีลูก ทั้งที่ผู้หญิงไม่ควรถูกบังคับให้เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ตอนนี้เรากำลังทำงานเพื่อปรับปรุงสถานการณ์นี้ทีละน้อย และฉันเชื่อว่าเรากำลังก้าวไปสู่การออกแบบระบบที่มุ่งเน้นการบรรลุความเท่าเทียมทางเพศอย่างเหมาะสม” คาวาตะ กล่าว