จะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งรัฐบาลสั่งแบนโซเชียลมีเดีย?
แม้จะฟังดูน่ากลัว แต่คำสั่งนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศเนปาลที่ซึ่งมีประชากรกว่า 30 ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดเป็นการประท้วงครั้งรุนแรงครั้งหนึ่งของประเทศ โดยล่าสุด Reuters รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บหลายร้อยคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ได้นำกระสุนจริงและแก๊สน้ำตาเข้ามาสลายการชุมนุม
การประท้วงในครั้งนี้ เป็นการรวมตัวกันและนำโดยกลุ่มประชากรที่อายุระหว่าง 13-28 ปี (หรือที่เราเรียกกันว่าเจนซี) โดยภาพถ่ายของสื่อท้องถิ่นแสดงให้เห็นกลุ่มผู้ประท้วงมารวมตัวกันที่กาฐมาณฑุ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ แม้ว่าจะมีการประกาศเคอร์ฟิวก็ตาม
ความโกรธแค้นต่อรัฐบาลเริ่มมาจากการทุจริตที่แพร่หลายมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ต่อเนื่องกับที่รัฐบาลได้ปิดกั้นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Whatsapp, YouTube และ X ซึ่งแน่นอนว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาลกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน
ขณะที่รัฐบาลได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่ ซึ่งระบุว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปราบปรามข่าวปลอมและความเกลียดชัง อีกทั้งยังขู่ด้วยว่าจะฟ้องแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้ลงทะเบียน
สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ภายในชั่วข้ามคืน กว่า 26 แพลตฟอร์มปิดตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงในครั้งนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ เพราะไม่ใช่แค่การสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว แต่การประท้วงครั้งนี้สะท้อนถึงความคับข้องใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีต่อโอกาสทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ด้วย
ธนาคารโลก ระบุว่า ในปี 2567 อัตราการว่างงานของเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี ในเนปาลอยู่ที่ 20.8% ขณะเดียวกันกระแสในโลกออนไลน์ก็กำลังต่อต้าน ‘Nepo kids’ หรือเหล่าลูกหลานนักการเมืองที่อวดวิถีชีวิตหรูหรา ที่ยิ่งทำให้กระแสความโกรธแค้นทวีความรุนแรงขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีอำนาจกับชาวเนปาลทั่วไป
ตามข้อมูลของธนาคารโลกยังระบุด้วยว่า เศรษฐกิจของเนปาลต้องพึ่งพาเงินของชาวเนปาลที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศส่งกลับบ้านเป็นอย่างมาก โดยมากกว่า 1 ใน 3 (33.1%) ของ GDP ของเนปาลมาจากเงินโอนส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา
“ชาวเนปาลทุกคนเบื่อหน่ายกับการทุจริต เยาวชนทุกคนกำลังออกนอกประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องการปกป้องเยาวชนของเราและทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น” ผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าวกับ Reuters
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การประท้วงได้ทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ด้านสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความตกใจกับการเสียชีวิตของผู้ประท้วง และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส โดยระบุด้วยว่าได้รับการรายงานเกี่ยวกับการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นของเจ้าหน้าที่
อ้างอิงจาก