สถานการณ์ประท้วงในอินโดนีเซียดำเนินมาสู่จุดที่ลุกลามออกนอกประเทศแล้ว โดยล่าสุดชาวอินโดนีเซียหลายร้อยคนรวมตัวกันที่จัตุรัสเฟเดอเรชันในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมในอีกหลายประเทศ
“การเคลื่อนไหวในครั้งนี้มันเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติทั่วโลก เพราะพวกเราชาวอินโดนีเซียรู้สึกผิดหวังอย่างมากกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำลงไป เราทุกคนโกรธ และการประท้วงครั้งนี้เป็นอีกเครื่องยืนยันความรู้สึกของทุกๆ คน” นักศึกษาชาวอินโดนีเซียในเมลเบิร์นกล่าวกับ NBC News
ในขณะที่เมื่อวันจันทร์ (8 กันยายน) ที่ผ่านมาประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต ได้ปรับคณะรัฐมนตรีแบบสายฟ้าแลบโดยเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี 5 คน ซึ่งเป็นผลมาจากการประท้วงที่รุนแรงและลุกลามไปทั้งประเทศ
แม้ว่าจุดเริ่มต้นของการประท้วงในครั้งนี้จะมีชนวนเริ่มต้นมาจากเงินเบี้ยเลี้ยงของนักการเมืองและปัญหาการคอร์รัปชันก็ตาม แต่ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกกับ The MATTER ว่า การประท้วงในครั้งนี้ เปรียบเสมือนกับจุดยอดภูเขาน้ำแข็งที่ถูกสะสมมาเป็นเวลานาน และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการปฏิรูปทางการเมืองของประเทศอินโดนีเซียด้วย
ผศ.ดร.อรอนงค์ เล่าว่า เริ่มตั้งแต่ปี 1998 ที่ ซูฮาร์โต ประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซียลงจากอำนาจ ก็มีการปฏิรูปเรื่อยมา เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนของภาคประชาชน หรือภาคสังคมอินโดนีเซีย ที่สะท้อนว่าการปฏิรูปทางการเมืองมันยังไม่เป็นที่พอใจในสายตาของพวกเขา
ผศ.ดร.อรอนงค์ เล่าต่อว่า ในช่วงที่มีการใช้ความรุนแรงจากกลุ่มควบคุมฝูงชน (คฝ.) ก็มีการเรียกร้องว่าต้องปฏิรูปตำรวจด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว ตำรวจถูกปฏิรูปไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่มีการปฏิรูปการเมือง แต่ตอนนี้ประชาชนก็เรียกร้องว่าต้องปฏิรูปอีก เพราะการทำงานในลักษณะนี้ยังไม่เวิร์ก และมีการเรียกร้องให้มีการถอดถอนผู้บัญชาการตำรวจด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมยังไม่ได้ไปถึงขั้นเปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมือง ทว่าใจความสำคัญของการประท้วงคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, การมีอภิสิทธิ์เหนือใครของสส., การคอร์รัปชัน และการออกกฎหมาย นโยบายที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อถามว่าสิ่งที่ประชาชนชาวอินโดนีเซียคาดหวังคืออะไร ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียรายนี้ตอบว่า
“ปฏิรูปให้โปร่งใสมากขึ้น เห็นหัวประชาชนมากขึ้น แก้ปัญหาเรื่องการคอร์รัปชัน และอื่นๆ”

(Photo by JUNI KRISWANTO / AFP)
คำถามต่อมาคือ ทำไมผู้ชุมนุมกลุ่มแรกถึงต้องเป็นนักศึกษา?
ผศ.ดร.อรอนงค์ เล่าว่า นักศึกษาจะเป็นหัวหอกในการออกมาประท้วงอยู่แล้วเป็นปกติ แต่สำหรับอินโดนีเซียจะมากกว่านั้น เนื่องจากประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษานั้นยาวนานมาก นักศึกษาจะเป็นกลุ่มพลังที่ออกมาตลอดเมื่อประเทศเกิดปัญหา สังคมจะตั้งคำถามว่านักศึกษาอยู่ไหน จะออกมาหรือไม่ ส่วนตัวนักศึกษาเองก็มองว่าตัวเองมีภาระหน้าที่ที่ต้องออกมาทำอะไรแบบนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ออกมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล ประกอบกับเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ เรียนจบแต่ไม่มีงานทำ อีกทั้งยังมีปัญหาการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมด้วย
“อีกประเด็นคือ โครงสร้างประชากรของอินโดนีเซีย ที่เป็นกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวเยอะ ซึ่งสวนทางกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เราเลยจะเห็นคนหนุ่มสาวออกมาประท้วงเป็นเรื่องปกติ”
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากกลุ่มคนหนุ่มสาวแล้ว ยังมีกลุ่มคุณแม่ที่รวมตัวกันสวมชุดสีชมพู และใช้ไม้กวาดเป็นเครื่องหมายในการประท้วง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปัดกวาดความชั่วร้าย การคอร์รัปชัน และเรียกร้องให้หยุดใช้ความรุนแรงกับลูกๆ ของพวกเธอ ซึ่งกลุ่มนี้ก็เคยออกมาประท้วงในยุคของซูฮาร์โตด้วยเช่นกัน
ศาสนาและกลุ่มอนุรักษนิยม
ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย เล่าว่า การแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายในอินโดนีเซียจะมีความหลากหลาย ทั้งกลุ่มอนุรักษนิยม และกลุ่มศาสนาก็มีเช่นกัน ในขณะที่ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์ของการลุกขึ้นมาทำร้ายกันโดยประชาชนด้วยกันเอง จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลหากมีการลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนซึ่งอาจเกิดเป็นการปะทะกันได้
และถึงแม้อินโดนีเซียจะไม่ใช่รัฐศาสนา แต่ ‘ศาสนา’ ก็ถูกให้ความสำคัญอย่างมากถึงขั้นมีการระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้การรับรองศาสนา ซึ่ง ผศ.ดร.อรอนงค์ บอกว่า ในบัตรประชาชนของชาวอินโดนีเซียจะต้องระบุศาสนา แม้จะมีให้เลือกแค่ 6 ศาสนาก็ตาม “ดูเหมือนจะเปิดกว้าง แต่ก็จำกัดอยู่เหมือนกัน”
ศาสนาถูกดันกลับมามีบทบาทมากขึ้นหลังจากที่ซูฮาร์โตหมดอำนาจลง และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งรวมถึงกฎหมายดูหมิ่นศาสนาด้วย แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศรับรองว่าอินโดนีเซียเป็นรัฐศาสนาก็ตาม
“ศาสนาเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน จะเห็นว่ามีการเรียกร้องให้คนมีความเป็นอนุรักษนิยมมากขึ้น หรือมีกลุ่มศาสนาออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น นอกจากนี้กฎหมายดูหมิ่นศาสนาก็ถูกนำมาใช้มากขึ้นเช่นกัน” ผศ.ดร.อรอนงค์ เล่าพร้อมยกกรณีของคนพุทธที่ไปร้องเรียนว่ามัสยิดเสียงดัง แต่สุดท้ายแล้วผู้ที่ถูกดำเนินคดีกับเป็นผู้ร้องเรียนเสียเอง แม้จะมีแยกอย่างชัดเจนว่าศาสนาไม่ได้เป็นฐานของการเมือง และไม่ได้ใช้กฎหมายอิสลามในการปกครองประเทศก็ตาม