“จงเดินออกมาจากห้องของท่านเถิด แม้จะต้องพยายามเสียหน่อย วางอัตตาของท่านลง ปล่อยให้จิตใจได้เข้าถึงความคิดของเหล่าแรงงาน และช่วยพวกเขาในการต่อสู้กับสังคมที่ฉ้อฉล”
ถ้อยแถลงของ ‘จอร์จ กรอสซ์’ (George Grosz) แด่ศิลปินด้วยกัน ซึ่งคาดการณ์ว่าหมายถึงกลุ่ม Berlin Dada กระแสความเคลื่อนไหวทางศิลปะต่อต้านสังคมและกฎเกณฑ์

ไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ของเขาเท่านั้นที่ยืนหยัดต่อต้านชนชั้นนำ ผลงานของเขายังคงรับใช้อุดมการณ์อย่างตรงไปตรงมา หากจะยกหนึ่งภาพที่สื่อถึงอุดมการณ์ของเขาได้ดีที่สุด คงจะเป็น ‘Pillars of Society’ (1926) ภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ สื่อความหมายไปในเชิงเสียดสีชนชั้นนำเยอรมันที่สนับสนุนลัทธิฟาสซิสต์
หากกวาดสายตาบนภาพนี้ จะเห็นชายผู้สนับสนุนนาซี ถือแก้วเบียร์และดาบ บนหัวมีแต่ความคิดเกี่ยวกับสงคราม ชายถัดมาถือหนังสือพิมพ์ในมือและใบปาล์มเปื้อนเลือด เป็นเครื่องเตือนใจถึงการโฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลที่บิดเบือน ชายอีกคนหนึ่งบนหัวมีอุจจาระที่ยังอุ่น ด้านหลังเป็นนักบวชที่กำลังให้พลทหารและกองทัพนาซี กลายเป็นความเสื่อมถอยทางศีลธรรม
เราอาจสัมผัสได้ถึงความโกลาหลวุ่นวายในภาพ ด้วยสไตล์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ภาพนี้เกิดขึ้นในช่วง สาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมนีกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ การเมืองระส่ำระสาย และการเติบโตของลัทธิขวาจัดอย่างฟาสซิสต์
กรอสซ์จึงไม่อาจทนเฉยกับเหตุการณ์นี้ได้ ผู้มีอิทธิพลในมือ อย่างสื่อมวลชน นักการเมือง บาทหลวง ที่เป็นดั่งเสาหลักในสังคม กลับหันหลังให้กับประชาชน และหันหน้าเข้าสู่อำนาจที่สูงกว่า จึงออกมาเป็นภาพนี้ให้เราได้เห็นกัน

ไม่ใช่แค่เพียงภาพนี้ภาพเดียวเท่านั้นที่เขาวิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมายในฐานสมาชิก Berlin Dada ศิลปะที่หันหลังให้ขนบเดิมๆ แล้วหันมาวิพากษ์สังคมแทน มีทั้งภาพ Ecce Homo (1922) ล้อเลียนชีวิตชนชั้นสูง Eclipse of the Sun (1926) พูดถึงผู้นำที่มีทั้งอำนาจเม็ดเงินและอำนาจเผด็จการในมือ
อุดมการณ์ของเขาไม่ได้ก่อร่างสร้างในเวลาอันสั้น แต่กลับหยั่งรากลึกตั้งแต่วันที่เขายังอยู่ในสนามรบด้วยตัวเอง
ย้อนกลับไปสำรวจชีวิตของเขากันสักหน่อย จอร์จ กรอสซ์ เกิดเมื่อ 26 กรกฎาคม 1893 ในกรุงเบอร์ลิน มีความสนใจในศิลปะตั้งแต่จำความได้ และหันเส้นทางการศึกษาเข้าสู่ศิลปะในช่วงวัยรุ่น Dresden Academy และ School of Arts and Crafts ในเบอร์ลิน
หลังจากร่ำเรียนในสถาบันศิลปะ สมัครเข้ากองทัพแต่ก็ใช้เวลาในสงครามเพียงไม่นาน ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ หลังจากนั้นเขาเริ่มวาดภาพสะท้อนความโหดร้ายของสงคราม เขาเห็นภาพชีวิตของทหารบาดเจ็บ คนยากจน และผู้หญิงขายบริการ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาใช้ศิลปะเพื่อแสดงออกถึงความจริงของสังคมที่ทรุดโทรมจากสงคราม และก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในศิลปินสำคัญของขบวนการ Berlin Dada และ New Objectivity

เมื่อผลงานเหล่านี้ออกสู่สายตาประชาชน หลายชิ้นต่อหลายชิ้น Pillars of Society อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเขากับรัฐบาลเยอรมนีในตอนนั้น ไม่กี่ปีต่อมาในปี 1932 พรรคนาซีเถลิงอำนาจ เขาต้องลี้ภัยไปอเมริกา แต่ก็ไม่หยุดความเปรี้ยวไว้เท่านั้น พอถึงแผ่นดินใหม่ เขาใช้ชีวิตเป็นครูสอนศิลปะ และยังมีผลงานเสียดสีพรรคนาซีอยู่เสมอ
เขาใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาหลายปี ได้รับสัญชาติอเมริกันในปี 1938 ก่อนจะกลับมาที่เยอรมนีในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตและเสียชีวิตที่เบอร์ลินในปี 1959
แม้การกลับมายังมาตุภูมิครั้งสุดท้าย เขายังไม่ได้ทำสิ่งที่ใจหวังไว้ แต่อย่างน้อยชื่อของเขาถูกจดจำในฐานะศิลปินที่ใช้ศิลปะ เพื่อตั้งคำถามต่ออำนาจ การเมือง และชนชั้นนำ อย่างไม่ลดละตลอดชีวิต
งานของเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินยุคต่อมา และยังคงถูกศึกษาในฐานะตัวอย่าง ศิลปะที่ไม่กลัวการพูดความจริง
อ้างอิงจาก