ในช่วงที่ผ่านมา Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาว ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและดีเบตกันบนโซเชียลมีเดียกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งต่างคนต่างสะท้อนออกมาในหลายแง่มุม บางคนชี้ว่าสุขภาพเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ในขณะที่บางคนมองว่ารัฐควรเข้ามามีบทบาทในการดูแลประชาชน
กลายเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า แท้จริงแล้ว ‘สุขภาพ’ ควรเป็นเรื่องของใคร และรัฐสามารถมีบทบาทในเรื่องนี้ได้แค่ไหนบ้าง? The MATTER คุยกับ รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
บวรศม มองว่า เรื่อง Longevity เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมานานแล้วในระดับนานาชาติว่า เรื่องสุขภาพควรเป็นเรื่องของใครกันแน่ ฝ่ายหนึ่งมองว่ารัฐควรเข้ามาช่วยเหลือและช่วยจัดการในบางเรื่อง ส่วนอีกฝ่ายเชื่อว่าประชาชนควรดูแลตัวเอง
เชาชวนมองด้วยว่า ลึกๆ แล้วดีเบตระหว่างบทบาทของรัฐ กับการให้ประชาชนดูแลตัวเองนั้น มันได้ซ่อนแนวคิดที่ใช้มุมมองต่างกันระหว่างคนในวงการแพทย์ (medicine) ที่เน้นการดูแลสุขภาพในระดับปัจเจก และวงการสาธารณสุข (public health) ที่เน้นการดูแลสุขภาพในระดับกลุ่มประชากร และต่างกันจากมุมมองทางการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยม (conservatism) และฝั่งก้าวหน้า (progressivism) ฝั่งอนุรักษ์นิยมอาจจะเน้นให้ประชาชนแต่ละคนต้องรับผิดชอบสุขภาพของตนเอง เพราะมองว่ารัฐไม่ควรมีบทบาทมากเกินไปในการกำหนดชีวิตประชาชนแต่ละคน ฝั่งก้าวหน้าอาจจะเน้นบทบาทของรัฐในการดูแลสุขภาพของประชาชนมากกว่า เพราะมองว่ามีปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนจำนวนมากที่เราแต่ละคนไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเองได้ จึงต้องใช้ทรัพยากรส่วนรวมเข้ามาจัดการ
เมื่อพูดถึงนโยบายรัฐที่เน้นการปรับ ‘พฤติกรรมบุคคล’ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและโครงสร้าง
นักวิชาการผู้นี้มองว่า การเน้นแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคล ก็เหมือนกับทิ้งวิชาสาธารณสุขไป เพราะรัฐจะเสียโอกาสในการทำงานในเชิงนโยบายสาธารณะ และหันไปทำแต่นโยบายเล็กๆ ที่เน้นการดำเนินการได้โดยบุคลากรเท่าที่มี แต่ก็ใช้งบประมาณมหาศาล และเป็นต้นทุนเสียโอกาสของประเทศ
“แต่ตราบใดที่กระทรวงสาธารณสุขยังชื่อสาธารณสุข มันคงจะฟังดูตลกหากเราจะคิดเช่นนั้น เพราะแปลว่าไม่ต้องมีนโยบายสาธารณะอะไร ทุกคนจัดการตัวเอง รัฐอาจจะช่วยส่งเสริมอยู่ห่างๆ เช่น ให้ความรู้แต่อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรใหญ่ๆ ในระบบสาธารณสุขเลย”
นักวิชาการรายนี้แสดงความเห็นบนเฟซบุ๊กว่า มันคงจะเป็นเรื่องดี หากการมี ‘สุขภาพดีและอายุยืน’ กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของสังคมไทย หากแต่สิ่งนี้ที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยรัฐเข้ามามีบทบาท
เขายังมองด้วยว่า การผลักภาระเรื่องสุขภาพไปที่ปัจเจกไม่เพียงแต่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ แต่ยังละเลยความจริงที่ว่าสุขภาพถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจ และไม่ใช่แค่เรื่องการมีอายุยืนยาวเท่านั้นที่ถูกทำให้เป็นเรื่องธุรกิจ
บวรศมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้เงินไปกับเรื่องสุขภาพเพียง 4-5% ของ GDP ไม่ได้ใช้เงินไปกับด้านสุขภาพเยอะเลย เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศในกลุ่ม OECD ลงทุนกับเรื่องสุขภาพประมาณ 8-9% ของ GDP โดยเฉลี่ย แต่ถึงอย่างนั้น ในวันนี้รัฐเองก็อาจไม่มีพื้นที่ทางการเงินเหลือเพียงพอต่อการลงทุนเพิ่มเติมในด้านนี้มากนัก เพราะปีล่าสุดรายจ่ายของรัฐบาลด้านสุขภาพคิดเป็นประมาณ 20% ต่องบประมาณของประเทศแล้ว แต่เรายังมีความต้องการด้านสุขภาพของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นความท้าทายในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะต่อไป

เมื่อถามว่า ‘วัฒนธรรมราชการ’ จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขหรือไม่? และส่งผลแค่ไหน?
บวรศม ตอบว่า มีผล เนื่องจากหน่วยงานราชการจะเน้นการทำงานในสิ่งที่หน่วยงานตัวเองมีหน้าที่รับผิดชอบ เราจึงเห็นนโยบายของหน่วยราชการที่ตั้งใจทำในเรื่องที่พอจะทำได้ของแต่ละหน่วยงาน แต่อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนได้ เรื่องสุขภาพถ้าอยากมีชีวิตที่ยืนยาวจริง เช่น ทำอย่างไรให้อาหารที่เรากินเข้าไปไม่มีสารพิษ หรือทำให้อากาศไม่มี PM 2.5 หรือทำอย่างไรไม่ให้คนไทยเจ็บตายบนท้องถนนจนติดอันดับโลก เนื่องจากประชาชนแต่ละคนก็แก้ไขปัญหาสุขภาพเหล่านี้เองไม่ได้ จะการปล่อยให้ประชาชนดูแลตนเองก็ทำได้เท่าที่เขาจะทำได้ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่หน่วยงานราชการในกระทรวงสาธารณสุขก็อาจจะบอกว่ากรณีนี้อยู่เกินอำนาจหน้าที่ของเขา กฎหมายหรือระบบราชการในปัจจุบันมักไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพในเรื่องยากๆ ที่ต้องการความร่วมมือกันของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกับประชาชน
และหากวันนึงคนไทยสามารถมีอายุที่ยืนยาวได้จริง?
นักวิชาการรายนี้กล่าวว่า โดยธรรมชาติคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะตามมาด้วยโรค ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งคนสูงอายุก็มักมีมากกว่าหนึ่งโรค ทำให้ระบบบริการสุขภาพต้องใช้งบประมาณไปกับการดูแลรักษามากขึ้นถ้าเรามีประชากรสูงอายุมากขึ้น นั่นแปลว่า การมีอายุยืนยาว ควรจะมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี นั่นคือแนวคิด Longevity ที่พูดถึงกัน เช่น สูงอายุแต่ยังคงแอคทีฟ ไม่ติดเตียง ไม่เพียงแต่ไม่เป็นภาระของสังคม แต่ยังส่งต่อประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ใช้ศักยภาพดีๆ ให้เป็นประโยชน์กับสังคมต่อไปได้
แต่เนื่องจากปัจจัยที่จะทำให้คนสุขภาพดีและมีอายุที่ยืนยาวหลายอย่างอยู่เกินขอบเขตที่ประชาชนแต่ละคนจะสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง เขาจึงอยากให้รัฐ มองเรื่องสุขภาพเป็น “การลงทุน” ไม่ใช่เพียงแต่ “ภาระหรือค่าใช้จ่าย” ถ้าคนไทยต้องการ Longevity รัฐก็จำเป็นต้องลงทุนให้มากขึ้น และ Longevity ไม่ใช่เกี่ยวข้องแค่เพียงคนแก่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนวัยหนุ่มสาวที่จะต้องเตรียมตัวไปเป็นคนแก่ที่มีคุณภาพ ซึ่งถ้าทุกคนเป็นแบบนี้ก็เหมือนเป็นการลงทุนให้ประเทศได้พัฒนาโดยใช้กระแสเรื่องสุขภาพและ Longevity ที่คนกำลังตื่นตัวกันอยู่