ตื่นมาเช็คเวลานอนบนนาฬิกา ใช้ได้นี่นา รวมเวลานอนได้ 8 ชั่วโมง แต่ REM Sleep ไม่ค่อยดี เดี๋ยวมาแก้มือคืนนี้แล้วกัน ระหว่างวันก็ไม่ลืมจะกินน้ำตามแจ้งเตือน รีบเดินวนรอบออฟฟิศ เพราะนับก้าววันนี้ไม่ถึงยอด ควบคุมลมหายใจเข้าออก เพราะอัตราการเต้นหัวใจพุ่งตลอดตอนตอบอีเมลลูกค้า ทุกอย่างควบคุมได้ง่ายๆ ดั่งใจนึก แค่ยกข้อมือขึ้นมาดูสมาร์ทวอทช์
ดูเหมือนนาฬิกาอัจฉริยะบนข้อมือ ช่วยให้เราให้เรารับรู้ความเป็นไปของร่างกาย ประเมินสุขภาพเบื้องต้นในแต่ละวัน ว่าควรเพิ่มหรือลดอะไรจากตัวเลขบนหน้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั่น แม้มีความเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยระดับ 2%-3% ก็ยังรับรู้ได้ ด้านหนึ่งมันช่วยให้เราจัดการชีวิตได้ง่าย เป็นไปดั่งใจต้องการ แต่คมดาบอีกด้านอาจเป็นความเครียดที่พ่วงมากับพยายามควบคุมทุกอย่างในชีวิตมากจนเกินไป
‘Orthosomnia’ เป็นอีกตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ คำนี้บัญญัติขึ้นโดยเคลลี่ บารอน (Kelly Baron) ปรากฏครั้งแรกในบทความปี 2017 ตีพิมพ์บนวารสาร Journal of Clinical Sleep Medicine อธิบายถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนหลับ เนื่องจากพวกเขากังวลกับตัวเลขและข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามการนอนหลับมากเกินไป
ก่อนหน้านี้ก็หลับได้ดีไม่มีปัญหา พอใส่นาฬิกาหรือเริ่มติดตามการนอน เพื่อดูชั่วโมงที่หลับ ค่าการนอนช่วงต่างๆ ก็เริ่มจะกังวลขึ้นมา คนที่เคยนอนหลับได้ดีกลับเริ่มนอนไม่หลับ เพราะกังวลกับข้อมูลเมื่อวัดผลออกมา กลัวว่าจะนอนหลับช่วง REM ได้ไม่พอ กลัวว่าชั่วโมงนอนน้อยไปแล้วฟื้นฟูร่างกายไม่ทัน กลัวว่าคุณภาพการนอนโดยรวมจะออกมาไม่ดีเท่าเมื่อวาน กลายเป็นว่าเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการนอนหลับ กลับเพิ่มพูนความกังวลจนทำให้การนอนหลับแย่ลง

บางคนเห็นข้อมูลสุขภาพตัวเอง อาจรู้สึกว่ามันก็เท่านั้นเอง ไม่ได้ส่งผลกับชีวิตเท่าไหร่นี่ ต้องขอแสดงความยินดีตั้งแต่ตรงนี้เลยว่า เป็นกลุ่มคนที่จัดการการรับรู้ข้อมูลได้อยู่หมัด ไม่เปลี่ยนมันเป็นมาตรฐานที่บีบรัดชีวิตเราจนแน่นในวันต่อไป แต่เมื่อมีคนที่จัดการได้ ย่อมมีคนที่จัดการไม่ได้ บางคนที่รับรู้ข้อมูลแบบเดียวกัน ข้อมูลที่เราให้ความยินยอมอุปกรณ์ต่างๆ ติดตาม วิเคราะห์ รายงาน ด้วยตัวเราเอง ยิ่งยึดติดกับข้อมูลเหล่านั้น เมื่อวานดีแล้ว วันนี้ต้องดีกว่า หรือไม่แย่กว่าเมื่อวาน หากตัวเลขแย่ลงเมื่อไหร่ รู้สึกว่าชีวิตสะดุดแล้วหมกมุ่นจะแก้ไขอยู่อย่างนั้น
ฟังเผินๆ อาจรู้สึกว่า เอ ถ้าเราอยากให้สุขภาพเราดีเท่ากันทุกวัน มันจะผิดอะไร นั่นก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ในแง่สุขภาพกาย แล้วสุขภาพใจเราล่ะจะเป็นอย่างไร?
ยิ่งรู้ลึก ยิ่งบีบคั้น ให้เราเกิดมาตรฐานใหม่ๆ ในชีวิต เกิดความคาดหวังว่าจะต้องเดินไปตามเส้นนั้น หวังว่าจะได้ตัวเลขที่ดีในทุกวัน หวังว่าจะไม่แย่ไปกว่าวันก่อน งานวิจัยด้านสุขภาพจิตจาก King Saud University พบว่า 27% ของผู้ใช้อุปกรณ์ Fitness Trackers มีอาการเครียด รู้สึกผิด และหมกมุ่นกับข้อมูลจนเกินไป
ชั่วโมงที่นอน ก้าวที่เดิน อัตราการเต้นหัวใจ และค่าต่างๆ ที่พอจะวัดได้ ถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลข เป็นชุดข้อมูล เราดีใจเมื่อมันออกมาดี กดดันตัวเองเมื่อมันออกมาแย่ กลายเป็นว่าความพึงพอใจของเราเริ่มผูกอยู่กับข้อมูลสุขภาพ มากกว่าความรู้สึกต่อร่างกายของเราเอง
เราตรวจตราดูคุณภาพการนอนในทุกเช้า มากกว่าสำรวจความรู้สึกหลังตื่นนอน ว่าเต็มอิ่ม สดชื่น หรืองัวเงีย อ่อนเพลีย เราหมกมุ่นอยู่กับจำนวนก้าวในแต่ละวัน จนรู้สึกว่าวันนี้ล้มเหลวแน่ถ้าเดินไม่ถึงตามนั้น ทั้งที่วันนี้เราใช้เวลาทำงานจนเหนื่อยเกินกว่าจะทำอย่างอื่น เราสามารถสัมผัสและสำรวจกับความรู้สึกตัวเองได้ แต่เรากลับผูกความพึงพอใจไว้กับข้อมูลบนนาฬิกา จากความสะดวกสบายอาจกลายเป็นกับดักโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้อาจกัดกิดสุขภาพใจผู้คนจำนวนไม่น้อย Global Wellness Summit รายงานเทรนด์สุขภาพปี 2026 และได้พูดถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในชื่อ ‘The Over-Optimization Backlash’ อธิบายถึงเทรนด์ที่ผู้คนจะเริ่มหันหลังให้กับการวัดผลด้านสุขภาพจนกลายเป็นความเครียด ความยึดติด แล้วหันกลับมาสนใจร่างกาย เยียวยาอารมณ์ สัมผัสความรู้สึก ความเป็นไปของร่างกายด้วยตัวเอง
เทรนด์นี้ไม่ได้บอกให้เราหันหลังให้กับเทคโนโลยีหรือวิทยาศาสตร์ แต่อยากให้เราหันกลับมาพิจารณาข้อมูลนั้นอย่างรอบคอบ เข้าใจร่างกายว่ามันช่างละเอียดอ่อนแค่ไหน เลิกยึดติดกับสุขภาพที่ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา มันจะโดดเดี่ยวแค่ไหนกัน หากตัวเลขแสนเพอร์เฟ็กต์ ต้องแลกมากับความโดดเดี่ยว เราอาจพลาดการเดินเล่นกับครอบครัว สัตว์เลี้ยง พลาดมื้ออาหารที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ เพียงเพราะมันไม่ใช่กิจกรรมที่วัดผลได้
ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งข้อดีด้านอื่นๆ ของอุปกรณ์วัดผลด้านสุขภาพไป อะไรที่จำเป็น ช่วยเราจัดการได้ อย่างโรคเรื้อรัง โรคที่มีข้อห้าม ต้องระมัดระวังอย่างรัดกุม ก็ใช้มันไปเถิด ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร แต่อยากให้พึงระลึกไว้ว่า คุณภาพสุขภาพเราในวันนั้น จะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเสมอไป
ลองเปลี่ยนจากผลักตัวเองให้ไปแตะเส้นที่ต้องการ จะเดินยังไงให้ถึงเป้าดีนะ ต้องข่มตานอนสักแค่ไหนถึงจะได้คุณภาพการนอนที่ดีเยี่ยม เป็นการลองถามตัวเองว่า เดินครบแล้วรู้สึกอย่างไร จิตใจสงบขึ้นไหม วันนี้นอนเต็มอิ่มแค่ไหน เท่านั้นเอง ลองมีปฏิสัมพันธ์กับร่างกายของเราให้มากขึ้น ร่างกายที่เราสัมผัสปุ๊บก็ได้คำตอบปั๊บเช่นกัน
ลองกลับมามองสุขภาพของเรากันอีกครั้ง มันอาจไม่ใช่โปรเจ็กต์ที่ต้องบริหารจัดการให้สำเร็จตาม KPI หากแต่เป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ปรับ และค่อยๆ อยู่ด้วยกันอย่างอ่อนโยน เราไม่จำเป็นต้องชนะมันทุกวัน ไม่จำเป็นต้องทำกราฟให้สวยงามเสมอไป แค่ยังหายใจได้ลึกขึ้นอีกนิด ยังขยับตัวแล้วไม่ฝืนเกินไป ยังมีแรงหัวเราะกับใครสักคน เท่านี้ก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับวันนี้
ท้ายที่สุด ตัวเลขทำหน้าที่บอกสถานะ แต่ความรู้สึกบอกความหมาย สุขภาพที่ดีจึงไม่ใช่สุขภาพที่ไร้ที่ติ สม่ำเสมอเป็นเส้นตรงในทุกวัน หากแต่เป็นสุขภาพที่เรายังรู้สึกเป็นมิตรกับตัวเอง แม้บางวันตัวเลขจะไม่สวยนักก็ตาม
อ้างอิงจาก
globalwellnesssummit
lifecrunch