ภาพของคนป่า คนยุคหิน ที่มนุษย์ในปัจจุบันถูกกล่อมเกลาให้คิดถึง คือภาพของความลำบากขั้นสุด บรรพบุรุษตัวมอมแมมเต็มไปด้วยขน ดินโคลน และบาดแผล ระหกระเหินในป่ากว้าง เหน็บหนาว ร้อน และหิวโหย ดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวันๆ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน มนุษยชาติก็ได้มีการตื่นรู้ครั้งยิ่งใหญ่ เราค้นพบ ‘การทำเกษตรกรรม’ เริ่มลงหลักตั้งถิ่นฐาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอารยธรรมต่างๆ ของมนุษย์ นี่คือกลิ่นของความเจริญในแบบที่เราจินตนาการไว้
เรื่องราวนี้ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่มันซับซ้อน ย้อนแย้ง และมีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่เราอยากจะยอมรับมากนัก
ในปี 1966 นักมานุษยวิทยา มาร์แชล ซาห์ลินส์ (Marshall Sahlins) ได้นำเสนอบทความที่สั่นคลอนหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลักไปตลอดกาล จากการศึกษาพฤติกรรมของชนเผ่าที่ดำรงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ (Hunter-getherers) ทั่วโลก ตั้งแต่ชนเผ่าคุงซาน (Kung San) ในทะเลทรายคาลาฮารี ไปจนถึงชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย โดยเขาค้นพบข้อสรุปว่าชนเผ่าเหล่านี้ไม่ได้ยากจนข้นแค้นเลย ตรงกันข้าม หากวัดด้วยมาตรวัดที่สำคัญบางประการ พวกเขาคือกลุ่มมนุษย์ที่ ‘มั่งคั่ง’ (Abundance) และ ‘เติมเต็ม’ (Fulfilled) ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ชนเผ่าคุงซานใช้เวลาทำงานเพียง 12-19 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อหาอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนเวลาที่เหลือในชีวิตถูกใช้ไปกับการพักผ่อน เข้าสังคม เล่านิทาน เล่นดนตรี งานฝีมือ และเลี้ยงดูบุตรหลาน ไม่ได้ใช้ทุกวินาทีไปกับสภาวะเอาตัวรอดอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด แม้การหาอาหารของพวกเขาจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญยวดยิ่ง แต่ก็ทำด้วยความสุขและความกระตือรือร้นกันทุกคน
ซึ่งอาหารการกินของพวกเขานั้นหลากหลายมากเมื่อเทียบกับคนเมือง พวกเขากินพืชและสัตว์รวมกว่า 80 ชนิดตามฤดูกาลในท้องถิ่น เทียบกับสังคมเกษตรกรรมยุคแรกที่ต้องพึ่งพาพืชผลหลักเพียง 3-5 ชนิดเท่านั้น อีกทั้งยังมักขาดสารอาหารจากสัตว์ ขาดความหลากหลายของพฤกษเคมี และยังต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อปากท้องกับที่ยืนในสังคมชนชั้น

ซึ่งซาห์ลินส์ที่มองเห็นความต่างนี้ เขาจึงเรียกความดีพร้อมของสังคมนักหาของป่าล่าสัตว์ว่า ‘สังคมมั่งคั่งยุคแรกเริ่ม (Original Affluent Society)’ เพราะความต้องการของพวกเขานั้นเรียบง่าย และสิ่งที่พวกเขามีก็เพียงพอแล้ว ทำให้พวกเขาสามารถใช้กำลังงานน้อยนิดเพื่อบรรลุผลอันน่าพอใจ เป็นประสิทธิภาพในระดับที่สังคมบริโภคนิยมในปัจจุบันอาจไม่มีวันทำได้
แน่นอนว่าชีวิตในธรรมชาติไม่ได้สวยงามไร้ที่ติ อัตราการเสียชีวิตของทารก (Infant Mortality) ยังคงสูง และบาดแผล กับการบาดเจ็บบางอย่างก็อาจหมายถึงชีวิต หากขาดการแพทย์สมัยใหม่มาช่วย แต่ภาพจำที่ว่ามนุษย์ยุคก่อนเกษตรกรรมนั้นป่าเถื่อน หิวโหย อายุสั้นมาก และเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา เป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
โดยหลักฐานที่หักล้างวาทกรรม ‘เกษตรกรรมคือความก้าวหน้า’ และภาพจำแย่ๆ ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ‘ฟอสซิล’ โครงกระดูกสามารถเก็บบันทึกร่องรอยของโภชนาการ โรคภัย ความเครียดทางร่างกาย และบาดแผลแห่งพัฒนาการ เมื่อนักบรรพชีวินวิทยานำโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนเกษตรกรรม มาเปรียบเทียบกับโครงกระดูกของชุมชนเกษตรกรยุคแรก (ในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน และห่างกันเพียงเส้นแบ่งของยุคเกษตรกรรม)
สิ่งที่ปรากฏคือความจริงที่น่าหดหู่
เมื่อพบการถดถอยทางกายภาพอย่างชัดเจน
เนื่องจากมนุษย์หาของป่าล่าสัตว์นั้นตัวสูงและกระดูกหนาแน่นแข็งแรงกว่า มีฟันผุน้อยกว่า มีการจัดเรียงฟันที่ดี มีโครงสร้างใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ แทบไม่พบร่องรอยของโรคขาดสารอาหาร (เช่น โรคกระดูกอ่อน หรือโรคลักปิดลักเปิด) ขณะที่มนุษย์ในสังคมเกษตรกรรมยุคแรกนั้นมีความสูงลดลงอย่างเห็นได้ชัด กระดูกบางและพรุนจากการขาดวิตามินดีและเคจากไขมันสัตว์ อัตราการเกิดฟันผุพุ่งทะยาน 10-25% กรามแคบ มีฟันเบี้ยวเกมากขึ้น มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจากเนื้อและพืชบางชนิด แถมยังมีความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่เกิดจากการใช้แรงงานรูปแบบซ้ำๆ ชั่วชีวิต ไม่ว่าจะจากการโม่แป้งและไถนา
โดยในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ความสูงเฉลี่ยของผู้ชายลดลงถึง 5 เซนติเมตร ภายในไม่กี่ชั่วอายุคนหลังจากการเริ่มทำเกษตรกรรม โดยประชากรยุโรปเพิ่งจะกลับมามีความสูงเฉลี่ยเท่ากับยุคก่อนเกษตรกรรมเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นี้เอง จากการใส่ใจในโภชนาการมากขึ้น และความมั่งคั่งของยุโรปสมัยใหม่
ข้อโต้แย้งด้านสุขภาพไม่ได้อิงจากกระดูกโบราณเพียงอย่างเดียว เรายังมีประชากรที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ศึกษาได้โดยตรง เช่น ชาว Tsimane (อเมซอน, โบลิเวีย) ชนเผ่าที่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ ตกปลา แต่ก็มีทำเกษตรรายย่อย อย่างผลไม้บางชนิด การศึกษาในปี 2017 พบว่า 85% ของชาว Tsimane ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ไม่มีแคลเซียมเกาะในหลอดเลือดหัวใจเลย แพทย์โรคหัวใจยกย่องว่าพวกเขามีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่แข็งแรงที่สุดในโลก, ชาว Hadza (แทนซาเนีย) หนึ่งในชนเผ่าเก็บของป่าล่าสัตว์กลุ่มสุดท้ายบนโลก มีไมโครไบโอม (ระบบนิเวศของแบคทีเรียในลำไส้) ที่มีความหลากหลายขั้นสุดยอด มีแบคทีเรียมากมายที่สูญหายไปแล้วในประชากรยุคอุตสาหกรรม การขาดหายไปของแบคทีเรียเหล่านี้เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ โรคแพ้ภูมิตัวเอง และโรคอีกมากมายที่คนยุคใหม่กำลังเผชิญ, ชนเผ่า Kalahari (คาลาฮารี) แทบไม่พบโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 หรือความดันโลหิตสูงเลย อาหารของพวกเขาปราศจากน้ำตาลทรายขัดขาว แป้งขัดขาว และน้ำมันพืช ทำให้ระดับอินซูลินต่ำอย่างคงที่ เมื่อร่วมกับกิจกรรมใช้แรง จึงทำให้พวกเขามีความไวต่ออินซูลินสูงมาก ตรงกันข้ามกับประชากรเมือง

การทำเกษตรกรรมยังเป็นตัวการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้โรคระบาดสามารถก่อตัวและแพร่กระจายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถ้าย้อนกลับไป กลุ่มคนที่หาของป่าล่าสัตว์มักมีขนาดเล็ก เคลื่อนที่ตลอดเวลา และกระจายตัวในพื้นที่กว้างขวาง หากมีเชื้อโรคเกิดขึ้น มันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้แพร่กระจายไปต่างชุมชน นอกจากนี้ พวกเขายังอยู่ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หลักของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease)
แต่เกษตรกรรมเปลี่ยนทุกอย่าง มีชุมชนที่แออัด มีแหล่งน้ำขังจากการชลประทาน มียุ้งฉางเก็บธัญพืชที่ดึงดูดหนู และมีการคลุกคลีใกล้ชิดกับ วัว หมู และสัตว์ปีกทุกวัน อาณาจักรหนึ่งสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีสำหรับเชื้อโรคร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ฝีดาษ (Smallpox) ที่พัฒนามาจากเชื้อที่คล้ายฝีดาษวัว หลังจากการเริ่มเลี้ยงวัวในสภาพแวดล้อมปิด, ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เกิดจากการอยู่ใกล้ชิดกับหมูและสัตว์ปีก, กาฬโรค (Plague) จากแหล่งหนูชุกชุม หรือ โรคหัด (Measles) ข้ามสายพันธุ์มาจากวัว และต้องอาศัยประชากรที่อยู่กันอย่างแออัดถึง 250,000 – 500,000 คนจึงจะแพร่ระบาดได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในยุคก่อนเกษตรกรรม
จุดกำเนิดของความเหลื่อมล้ำ
โดยโครงสร้างแล้ว สังคมมนุษย์หาของป่าล่าสัตว์เป็นสังคมที่มี ‘ความเท่าเทียม’ สูงมาก คุณไม่สามารถสะสมสิ่งของได้มากไปกว่าที่สามารถแบกไหว สถานะทางสังคมในกลุ่มถูกกำหนดโดยบุคลิกภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง ทักษะการล่าสัตว์ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ใช่การถือครองที่ดินและเครื่องหมายเงินตรา แต่สังคมเกษตรกรรมทำลายสิ่งเหล่านี้จนหมดสิ้น เป็นครั้งแรกที่บางคนสามารถครอบครองสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าคนอื่น ที่ดินถูกยึดครองเป็นของส่วนตัว ธัญพืชถูกกักตุนได้ ผลผลิตส่วนเกินถูกรีดเก็บเป็นภาษีได้
หลักฐานทางโบราณคดีของอารยธรรมเกษตรกรรมยุคแรกๆ คือหลักฐานของการแบ่งชนชั้น ไม่ว่าจะหลุมศพสุดหรูหราของชนชั้นนำที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหลุมศพหมู่, ยุ้งฉางสุดอลังการในพระราชวังที่ขัดแย้งกับหลักฐานการขาดสารอาหารของประชาชนทั่วไป และสถาปัตยกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยระบบทาส ทั้งระบบทาสและระบอบกษัตริย์สืบสายเลือด ล้วนเป็นผลิตผลของสังคมเกษตรกรรม หรือแม้แต่ระบบการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดอย่าง ‘อักษรคูนิฟอร์ม’ ของชาวสุเมเรียน ก็เริ่มต้นจากการเป็นบัญชีการเกษตรจำเป็น ที่จดบันทึกยอดธัญพืชและหนี้สิน รัฐและการบัญชี ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน
ถ้ามันจะแย่ขนาดนั้น ทำไมเราถึงเลือกเส้นทางนี้?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด และคำตอบก็เผยให้เห็นสัจธรรมบางอย่าง ว่าการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเพราะมัน ‘ดี’ สำหรับคนทั่วไป แต่มันเกิดขึ้นจาก ‘แรงกดดันเชิงโครงสร้าง’ ที่บีบบังคับให้คนไม่มีทางเลือกต่างหาก
โดยเมื่อเวลาผ่านไปนับหมื่นปี จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจนเต็มพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ มนุษย์จึงต้องเลือกระหว่างการย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่แห้งแล้งกว่า หรือเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เดิม เกษตรกรรมคือการเพิ่มแคลอรี่ต่อพื้นที่เพื่อให้อยู่รอด ต่อลมหายใจ แม้ต้องแลกมาด้วยสุขภาพ ความแข็งแรง
และเมื่อร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นั่นก็คือการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งเมื่อราว 11,700 ปีก่อน ทำให้โลกอุ่นขึ้น ชื้นขึ้น เอื้อต่อการปลูกพืชล้มลุกในพื้นที่หลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังเกิดสภาวะติดกับดัก (The Ratchet Problem) เมื่อประชากรขยายตัวจากการทำเกษตรกรรมแล้ว พวกเขาก็ย้อนกลับไปอยู่แบบเดิมไม่ได้อีก พื้นที่ป่าที่เคยเลี้ยงคนได้ 500 คน ไม่สามารถเลี้ยงคน 10,000 คนได้อีกต่อไป เกษตรกรรมต่อไปจึงกลายเป็นทางเลือกบังคับ
ในทางชีววิทยา ร่างกายของเราแทบจะเหมือนกับมนุษย์เมื่อ 50,000 ปีก่อนทุกประการ ยีนของเราถูกหล่อหลอมมากับเนื้อสัตว์ เครื่องใน หัวมัน ผลไม้ และพืชผักตามฤดูกาล แต่ระบบอาหารอุตสาหกรรมในปัจจุบัน กลับฉีกกระจุยทุกกฎเกณฑ์ดั้งเดิมนั้นทิ้งเพื่อความสะดวกสบายและการควบคุมต้นทุนการผลิต ความไม่สอดคล้องกันระหว่างเครื่องยนต์โบราณของเรากับเชื้อเพลิงสมัยใหม่ คือรากฐานของวิกฤตสุขภาพระดับอารยธรรม

เบาหวานชนิดที่ 2 ในปัจจุบันกระทบคนกว่า 537 ล้านคนทั่วโลก, โรคอ้วนเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับคนเก็บของป่า แต่ปัจจุบันชาวอเมริกันกว่า 42% กำลังเผชิญภาวะนี้, ฟันผุ ในอดีตพบไม่ถึง 2% แต่ปัจจุบัน ประชากร 2.3 พันล้านคนมีฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษา, สายตาสั้นนั้นเคยเป็นเรื่องหายาก แต่ในเมืองใหญ่อย่างสิงคโปร์หรือโซล หนุ่มสาวกว่า 80-90% มีสายตาสั้น ซึ่งเกิดจากการเพ่งจอและขาดแสงแดด ไม่ใช่จากพันธุกรรม โดยมันชัดเจนมากว่าสิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้เมื่อเรานำเอาร่างกายยุคหิน มาจับยัดใส่สภาพแวดล้อมและอาหารยุคอุตสาหกรรมหลังการเกษตรกรรม
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ได้ชวนให้ทิ้งสมาร์ทโฟนแล้วกลับไปอยู่ในถ้ำ โลกสมัยใหม่ได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ทั้งการแพทย์ วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และอิสรภาพทางความคิด มนุษย์ 8 พันล้านคนบนโลกไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากระบบเกษตรกรรมระดับโลก ไม่ว่ามันจะมีต้นทุนที่ต้องจ่ายแพงแค่ไหนก็ตาม
แต่การเข้าใจประวัติศาสตร์ส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันช่วยย้ำเตือนว่าบรรพบุรุษของเราที่ใช้ชีวิตแบบหาของป่าล่าสัตว์มาอย่างยาวนาน ไม่ใช่คนล้าหลังน่าเวทนา พวกเขามีสุขภาพดี มีสังคม มีเวลาว่าง มีความเข้าใจในระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง และมีสติปัญญาเทียบเท่ากับเราทุกประการในสมองแสนสดใสแข็งแรงของพวกเขา นอกจากนี้ มันยังช่วยอธิบายที่มาของวิกฤตโรคเรื้อรังที่กัดกินชีวิตยุคใหม่ การระเบิดของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคแพ้ภูมิตัวเอง ที่เป็นผลลัพธ์ของความไม่เข้ากันระหว่างสิ่งที่ร่างกายเราถูกสร้างมาเพื่อรองรับ กับโลกที่เราสร้างขึ้นมาเอง
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน มนุษย์ไม่ต้องวิ่งตามหาสุขภาพที่ดี เพราะสุขภาพคือบรรทัดฐานพื้นฐานของการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ เราเดินทางออกห่างจากจุดสมดุลนั้นมาไกลมาก ไกลเสียจนเราต้องสร้างอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลเพียงเพื่อซื้อเศษเสี้ยวของมันกลับคืนมา เราซื้ออาหารเสริมโปรตีน หรือไฟเบอร์ เพื่อทดแทนสิ่งที่ชาว Hadza กินเป็นปกติ, เราโหลดแอปพลิเคชั่นออกกำลังกายเพื่อจำลองการเคลื่อนไหวที่บรรพบุรุษเราทำเพียงแค่ใช้ชีวิต เราเข้าคอร์สทำสมาธิเพื่อตามหาความสงบที่คนยุคก่อนได้รับฟรีๆ จากการไม่ต้องนั่งติดเก้าอี้ทั้งวัน และเราออกทริปเดินป่า เข้าหาธรรมชาติช่วงวันหยุด ทั้งๆ ที่นั่นคือชีวิตปกติของคนโบราณ
การปฏิวัติเกษตรกรรมอาจไม่ใช่ความผิดพลาดเสียทีเดียว แต่มันคือความจำเป็นเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การจะยกย่องถือตัวมันว่าคือความก้าวหน้าแสนบริสุทธิ์ผุดผ่องก็คงจะเป็นการเข้าใจผิด เพราะเรากำลังนำความเจริญเติบโตของอารยธรรม ไปเหมารวมว่าเป็นความรุ่งโรจน์ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งสองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป และสุดท้ายแล้ว เมื่อโครงสร้างเริ่มพังลง ความสำคัญของชีวิตดั้งเดิมจะยิ่งถูกพิจารณา