นักวิจัยพบว่า การเดิน 3,000-5,000 ก้าวต่อวัน อาจช่วยชะลอโรคอัลไซเมอร์ ให้ช้าลงกว่าเดิมได้ถึง 3 ปี ส่วนคนที่เดิน 5,000-7,500 ก้าวต่อวัน ก็อาจชะลออาการดังกล่าวได้ถึง 7 ปี
แน่นอนว่า ‘การเดิน’ เป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ในหนึ่งวันเราควรจะเดินกี่ก้าว จึงจะลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์?
งานวิจัยในวารสาร Nature Medicine ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนักวิจัยจาก Mass General Brigham พบว่า การออกกำลังกายสัมพันธ์กับอัตราการเสื่อมถอยทางสติปัญญาที่ช้าลง ในผู้สูงอายุที่มีระดับโปรตีนอะมัยลอยด์-เบตา (amyloid-beta) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์สูง
นักวิจัยระบุว่า สำหรับผู้ที่เดินเพียง 3,000-5,000 ก้าวต่อวัน อาจทำให้ภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา “ล่าช้าออกไปโดยเฉลี่ย 3 ปี” ขณะที่ผู้ที่เดิน 5,000-7,500 ก้าวต่อวัน อาจทำให้ภาวะดังกล่าว “ล่าช้าออกไปถึง 7 ปี”
ส่วนผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีการสะสมของเทาว์โปรตีน (Tau protein) ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์อย่างมีนัยสำคัญ และมีภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญาและการใช้ชีวิตประจำวัน “ที่เร็วขึ้น”
อย่างไรก็ดี เราต้องขีดเส้นใต้เพื่อทำความเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ก็มาจากหลายปัจจัย โดยแพทย์หญิงอุมามน พวงทอง จากโรงพยาบาลมนารมย์ เคยอธิบายไว้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญของโรคอัลไซเมอร์อาจเป็น ‘ความผิดปกติทางชีววิทยาในสมอง’ ซึ่งก็คือ มีการสะสมของโปรตีนอะมัยลอยด์ (Amyloid plaques) และใยโปรตีน (Neuro fibrillary tangles) ซึ่งมีส่วนประกอบหลักที่เรียกว่า เทาว์โปรตีน (Tau protein)
เธอชี้ว่า การสะสมของโปรตีนเหล่านี้ก่อให้เกิดการพันกันยุ่งเหยิงของเซลล์ประสาท ทำให้เกิดการล่มสลายของโครงสร้างเครือข่ายเซลล์ประสาท ในการที่จะติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน และนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ในที่สุด
กลับมาที่รายละเอียดของงานวิจัย นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วม 296 คน อายุระหว่าง 50-90 ปี ซึ่งทุกคนไม่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในช่วงเริ่มต้นการศึกษา โดยนักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมสแกนสมอง เพื่อวัดระดับของโปรตีนอะมัยลอยด์-เบตา และเทาว์โปรตีนในเส้นใยประสาท
จากนั้นประเมินกิจกรรมทางกายของผู้เข้าร่วม โดยใช้เครื่องวัดจำนวนก้าว (pedometer) ที่ติดไว้กับขอบกางเกงหรือเข็มขัด แล้วนักวิจัยจึงติดตามผลเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาระหว่าง 2-14 ปี (เฉลี่ย 9.3 ปี) พร้อมกับสแกนสมองซ้ำ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของเทาว์โปรตีน
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่นักวิจัยพบคือจำนวนก้าวเดินที่มากขึ้น เชื่อมโยงกับอัตราการเสื่อมถอยทางสติปัญญาที่ช้าลง และการสะสมของเทาว์โปรตีนที่ช้าลงเช่นกัน ส่วนผู้ที่มีระดับโปรตีนอะมัยลอยด์-เบตาสูงอยู่แล้วตั้งแต่ระยะเริ่มของการศึกษา นักวิจัยก็พบว่า การเดินมากขึ้นจะช่วยชะลอภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา เพราะมีการสะสมของเทาว์โปรตีนที่ช้าลง
ด้านจัสเมียร์ ชัตวาล (Jasmeer Chhatwal) ผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าวจาก Mass General Brigham กล่าวว่า “ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อระยะเริ่มแรกของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ อาจชะลอการเกิดอาการเสื่อมถอยทางสติปัญญาได้ หากเราเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เนิ่นๆ”
ในอีกมุมหนึ่ง ดร.ริชาร์ด ไอแซคสัน (Richard Isaacson) ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันโรคระบบประสาทเสื่อมในฟลอริดา ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ชี้ว่าแม้ว่าการศึกษานี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่การยึดติดกับจำนวนก้าวที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละวันเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์นั้นอาจง่ายเกินไป เพราะในความเป็นจริงนั้น ร่างกายของมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่านั้น
ดร.ไอแซคสัน ยกตัวอย่างว่า “หากใครมีไขมันในร่างกายมากเกินไป หากใครเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หรือความดันโลหิตสูง แค่อาศัยการเดินให้ถึงจำนวนก้าวที่กำหนดนั้น ย่อมไม่เพียงพอ” โดยเขาย้ำว่า “ทุกคนก็ต้องการแผนการ (ดูแลสุขภาพ) แบบเฉพาะตัว”
อ้างอิงจาก