งานวิจัยพบว่า โรควิตกกังวลเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก และอาจมีประชากรโลก 4-5% ที่ประสบอาการดังกล่าว
เมื่อไม่นานมานี้ บทความโดย Hannah Ritchie และ Tuna Acisu นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) จากโครงการ Our World in Data ได้เปิดเผยผลสำรวจระยะยาวในสหรัฐอเมริกา ที่ชี้ให้เห็นว่าประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร เคยประสบภาวะวิตกกังวลในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต
ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว จากประวัติการใช้ยารักษาภาวะวิตกกังวล ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 มาจนถึงต้นทศวรรษ 2000 โดยพบว่า การใช้ยาและการสั่งยาสำหรับยารักษาโรควิตกกังวล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม บทความย้ำว่าข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิตที่มีนั้น อาจไม่เพียงพอ โดยตัวเลขที่มีอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะหลายคนรู้สึกถูกตีตราว่ามีปัญหาสุขภาพจิต จนไม่ได้รับการรักษาและไม่มีประวัติการใช้ยา แม้แต่ในประเทศที่ร่ำรวยและเข้าถึงการรักษาได้ก็ตาม
ด้านองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ก็เคยระบุไว้เช่นกันว่า ‘โรควิตกกังวล’ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาอาการทางจิตทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่า ราว 4.4% ของประชากรทั่วโลกประสบปัญหาโรควิตกกังวล ซึ่งตัวเลขในปี 2021 ระบุว่า มีคนถึง 359 ล้านคนทั่วโลกที่มีโรควิตกกังวล อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ต้องการการรักษาเพียง 1 ใน 4 (27.6%) เท่านั้นที่ได้รับการรักษา
เมื่อหันมาดูประเทศไทย สถิติการให้บริการโรคจิตเวชที่สำคัญ พ.ศ.2566 จากกรมสุขภาพจิต ระบุว่า จำนวนผู้เข้ารับบริการด้านจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรคที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders), โรคซึมเศร้า (Depression) และ โรคจิตเภท (Schizophrenia)
ผลกระทบและความรุนแรงจากอาการวิตกกังวลจึงไม่ควรถูกมองข้าม โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายความหมายของความวิตกกังวลไว้ว่า “สภาวะทางอารมณ์ที่บุคคลรู้สึกกังวล กระวนกระวายใจ เครียด รู้สึกว้าเหว่ มีความคิดเกี่ยวกับความตาย รวมถึงมีอาการนอนไม่หลับ และอาการชาหรือเจ็บแปลบตามร่างกายในชีวิต”
ทั้งนี้อธิบายที่มาเพิ่มเติมว่า อาการดังกล่าว “เกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงอันตราย เป็นความรู้สึกของการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความวิตกกังวลเกิดจากการประเมินอันตรายในอนาคต โดยเป็นผลจากประสบการณ์ในอดีตที่เคยประสบ
ความรุนแรงของความวิตกกังวลก็มีหลายระดับ ตั้งแต่อาการที่พบได้บ่อย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ม่านตาขยาย ฝ่ามือมีเหงื่อออก หายใจเข้าออกแรง นอนไม่หลับ จนถึงอาการรุนแรงมาก เช่น การกรีดร้อง วิ่งหนีไปอย่างไรจุดหมาย หรือตกตะลึงแน่นิ่งหมดสติทันที ซึ่งผู้ที่ประสบจะเกิดความกลัวสุดขีด จนขาดการควบคุมตัวเองและแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่มีในสภาวะปกติ
อาการวิตกกังวลมีหลายรูปแบบ ดังนั้นการเข้าพบแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัย เพื่อทำความเข้าใจอาการที่เกิดขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการรักษา ซึ่งปัจจุบัน แนวทางการรักษาก็มีหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของโรค เช่น การบำบัดผ่านการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) และการรักษาด้วยยาที่ช่วยลดอาการวิตกกังวล
อ้างอิงจาก