เมื่อวาน (19 พฤศจิกายน 2568) เฟซบุ๊กเพจ ‘ไผ่–จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา’ นักกิจกรรมซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยคดี 112 โพสต์ข้อความ #จดหมายจากไผ่ มีใจความว่าไผ่จะถูกตัดสิทธิ์การเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้
ในจดหมายระบุว่า “ผมใช้กาแฟผสมน้ำ ปั้นแล้วเขียนใส่ผนัง เพื่อประท้วงการกักขังโรคที่นานจนเกินไป เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ผมและครูใหญ่ย้ายจากเรือนจำภูเขียวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้เข้าไปกักตัวห้อง 13 แดน 2 ซึ่งโดยปกติเราจะต้องถูกกักโรค 5 วันแล้วจึงจะได้จำแนกลงมาใช้ชีวิตข้างล่าง
แต่เมื่อครบ 5 วันตามกำหนดเพื่อนผู้ต้องขังในห้องอื่นๆ ถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่างๆ แล้ว ผมยังต้องกักโรคอยู่ เหมือนถูกกลั่นแกล้งจากผู้คุม ผมจึงประท้วงโดยใช้ข้อเรียกร้องของการต่อสู้เมื่อปี 2563 ‘ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy’ มาเขียนบนผนัง
วันต่อมา นิภัทรชล หินสุข ได้ให้ผู้ช่วยงานเรือนจำมาใส่กุญแจมือไขว้หลัง ให้มาประกบผมซ้ายขวา แล้วพาผมลงไปสอบถามที่หน้าแดน 2 ในช่วงบ่ายมีเจ้าหน้าที่ชื่อ สันติ ป้องนพ ขึ้นมาที่ห้องกักโรคที่ผมอยู่ เพื่อถ่ายรูปและยังขู่ว่า ‘จะไม่ให้ไปอยู่กับอานนท์และเพื่อนคู่คดีที่แดน 4 จะให้ไปอยู่ที่แดน 8’
วันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการจำแนกได้ให้ผมกับครูใหญ่ไปอยู่แดน 8 ตามที่สันติได้ขู่ไว้จริง หลังจากนั้นก็มีคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาสอบถามข้อเท็จจริงจากผมและเรื่องราวก็เงียบไป
จนกระทั่งได้ทราบจากญาติว่าการจองเยี่ยมญาติใกล้ชิด ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ช่วงบ่ายของผมถูกตัดสิทธิ์ โดยที่ผมไม่ได้รับแจ้งผลของคณะกรรมการสอบวินัยด้วยซ้ำ”
“ผมโดนตัดสิทธิ์ที่จะได้พบปะญาติพี่น้องในวันเยี่ยมญาติใกล้ชิด”
ทั้งนี้ ไผ่ได้ถูกคุมขังพร้อม ‘ครูใหญ่–อรรถพล บัวพัฒน์’ ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ ก่อนจะถูกส่งตัวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2568 เพื่อเข้าร่วมการสืบพยานในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีอื่น ๆ
หลังเกิดเหตุดังกล่าว ‘ลูกเกด–ชลธิชา แจ้งเร็ว’ สส.พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า ‘การเยี่ยมญาติใกล้ชิด’ คือ กระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนกลับสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำรูปแบบหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและพฤตินิสัยของผู้ต้องขังที่ถูกจำกัดเสรีภาพในเรือนจำมาอย่างยาวนาน เพื่อให้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและญาติ ให้ผู้ต้องขังรู้สึกถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองผ่านอ้อมกอดของบุคคลอันเป็นที่รัก
ถึงกระนั้น การตัดสิทธิ์ผู้ต้องขังในการเยี่ยมญาติใกล้ชิด มักถูกใช้เป็นการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องขังที่ทำผิดกฎระเบียบของเรือนจำมาโดยตลอด ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจเรื่องโทษทางวินัยกว้างเกินไป เพียงการกระทำเล็กน้อยที่ขัดหูขัดตาเจ้าหน้าที่ผู้คุมก็อาจถือเป็นการผิดวินัยได้
ดังนั้น ปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่นำมาสู่การพรากสิทธิในการได้เยี่ยมญาติใกล้ชิดของผู้ต้องขัง จึงไม่เพียงกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ต้องขังและญาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพและเป้าหมายสูงสุดของกรมราชทัณฑ์ในการคืนคนสู่สังคมด้วยเช่นกัน
สุดท้ายนี้ ชลธิชาได้เขียนข้อร้องเรียนถึงราชทัณฑ์ว่า ไม่ว่าการถูกตัดสิทธิ์เยี่ยมญาติใกล้ชิดของไผ่ หรือการถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัย จะมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ผู้คุมตามข้อสังเกตของไผ่และเป็นบทลงโทษทางวินัยจริงตามข้อสังเกตของชลธิชาหรือไม่
ชลธิชาเห็นว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต้องเร่งชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อไผ่ ญาติ และทนายความอย่างตรงไปตรงมาโดยเร็ว ส่วนกรมราชทัณฑ์ต้องเร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนของไผ่ต่อเจ้าหน้าที่ผู้คุมที่อาจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสผ่านการรับรู้ของผู้ต้องขัง ญาติ และทนายความ
นอกจากนั้น ราชทัณฑ์ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ต้องขังและผู้ร้องเรียนตลอดกระบวนการ และต้องเร่งพัฒนากลไกการร้องเรียนสำหรับผู้ต้องขังที่รวดเร็วและปลอดภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกเรือนจำ
ชลธิชายืนยันว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ควรพรากสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิดของผู้ต้องขัง หากกระบวนการตรวจสอบวินัยหรือการตรวจสอบข้อร้องเรียนยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยไม่มีการแจ้งให้ผู้ต้องขังรับทราบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขัง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์เพื่อคืนคนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพโดยแท้จริง