เด็กๆ ในวัยเรียนสมัยนี้ ไม่ค่อยอ่านหนังสือจนจบเล่มกันแล้ว? ไม่นานมานี้ ข้อมูลจากนักวิจัยและผลสำรวจความคิดเห็นแบบไม่เป็นทางการ จาก The New York Times เปิดเผยว่า ในหนึ่งปี วัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมปลายของอเมริกา ได้รับมอบหมายให้อ่านหนังสือจบเล่มเพียงไม่กี่เล่ม—บ่อยครั้งเพียงหนึ่งหรือสองเล่มเท่านั้น
บทความจาก The New York Times ได้สอบถามครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ถึงประสบการณ์เกี่ยวกับการอ่านในช่วงมัธยมปลายของพวกเขา โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 2,000 คน
คุณครูหลายคนที่มาตอบแบบสอบถาม รายงานว่าปัจจุบันพวกเขามอบหมายให้นักเรียนอ่านหนังสือเรียนทั้งเล่มน้อยลงกว่าเมื่อก่อน โดยคุณครูบางคนเล่าถึงผลกระทบของเทคโนโลยี ที่มีต่อการอ่านและความสนใจในหนังสือของนักเรียน
ขณะที่คุณครูหลายคนชี้ไปที่หลักสูตรการสอนนักเรียน ซึ่งมักจะเน้นให้นักเรียนอ่านเรื่องสั้น บทความ และบทคัดย่อจากนวนิยาย จากนั้นตอบคำถามสั้นๆ และเขียนเรียงความสั้นๆ ทำให้การอ่านหนังสือทั้งเล่มนั้นลดลง
ทั้งนี้เป็นเพราะหลักสูตรการสอน ที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้นักเรียน สำหรับการสอบมาตรฐานของรัฐ โรงเรียนและครูจำนวนมากจึงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมากที่จะต้องเพิ่มคะแนนของนักเรียนในการสอบ จนมีเวลาเหลือน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเวลาเหลือเลย ที่จะนำนักเรียนเรียนรู้หนังสือทั้งเล่ม
ส่วนการศึกษาจากนักวิชาการ จอนนา เพอร์ริลโล (Jonna Perrillo) และ แอนดรูว์ นิวแมน (Andrew Newman) พบว่า ถ้ามีการมอบหมายให้หนักเรียนอ่านหนังสือทั้งเล่ม ก็มักจะเป็นหนังสือจากรายชื่อวรรณกรรมคลาสสิกที่พบได้บ่อย
ยกตัวอย่าง หนังสือที่ถูกมอบหมายให้นักเรียนอ่านบ่อยที่สุดในปี 2024 ก็มีตั้งแต่ Fahrenheit 451, Romeo and Juliet, The Great Gatsby, To Kill a Mockingbird, Lord of the Flies และ Hamlet เป็นต้น
ดร.เพอร์ริลโล และ ดร.นิวแมน ยังได้สำรวจครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลาย ในปีการศึกษา 2008-2009 โดยพบว่า พวกเขามอบหมายวรรณกรรมคลาสสิกให้นักเรียนอ่าน โดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่ม โดยมีครูจำนวนไม่น้อยที่มอบหมาย 7 เล่มขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจในปี 2024 พบว่าครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลายมอบหมายหนังสือทั้งเล่มให้นักเรียนอ่าน โดยเฉลี่ยปีละ 2.7 เล่ม ซึ่งนับว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หลายคนอธิบายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ว่าอาจเชื่อมโยงกับ ‘Common Core’ หรือมาตรฐานระดับชาติ สำหรับการศึกษาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ที่รัฐส่วนใหญ่ได้นำมาใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 และยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิบัติในห้องเรียน
Common Core มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสำหรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยเน้นให้นักเรียนอ่านงานเขียนประเภทที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง (non-fiction) และการเขียนเชิงวิทยานิพนธ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังครอบคลุมนักเขียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น
ซานดรา ไลท์แมน (Sandra Lightman) ที่ปรึกษาด้านการศึกษา ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาหลักสูตร Common Core ก็เห็นด้วยว่านักเรียนควรได้อ่านหนังสือทั้งเล่ม แต่แย้งว่าการตำหนิ Common Core นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมาตรฐานนี้ถูกตีความผิด
“เราไม่เคยตั้งใจที่จะห้ามหนังสือเหล่านั้น เพียงแต่เราไม่อยากให้มันเป็นแหล่งอ่านเพียงแหล่งเดียว” ดร.ไลท์แมนกล่าว พร้อมแย้งว่าโดยรวมแล้ว หลักสูตรในปัจจุบันมีเนื้อหาการอ่าน ที่มีคุณภาพสูงและน่าสนใจกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ก่อนที่จะมีหลักสูตร Common Core
ขณะเดียวกัน ก็มีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้บางโรงเรียนนิยมใช้บทคัดย่อ หรือเนื้อหาสั้นๆ แทนที่จะให้อ่านหนังสือจนจบเล่ม เช่น การซื้อหนังสืออาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเลือกอ่านงานเขียนสั้นๆ หลายๆ ชิ้น ซึ่งไม่ติดลิขสิทธิ์ และสามารถอ่านได้ง่ายบนแล็ปท็อปหรือแท็บเล็ต
นอกจากนี้ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีรัฐมากกว่า 20 รัฐออกกฎหมายควบคุมการสอนเกี่ยวกับเชื้อชาติ เพศ และเพศวิถี การใช้บทคัดย่อจึงช่วยให้โรงเรียนหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต้องห้ามได้
อ้างอิงจาก