เป็นที่รู้ๆ กันว่าประเทศไทยคือหนึ่งในสถานที่ที่ร้อนที่สุดบนโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และมีแต่จะแย่ลงในทุกวัน ทุกคนคุ้นเคยกับคำกล่าวเชิงว่า “ตอนฉันเด็กมันไม่ร้อนขนาดนี้” เมื่อร่วมกับความแปรปรวนของสภาพอากาศบนโลกที่เชื่อมโยงได้กับ ‘ภาวะโลกร้อน’ ทำให้เราทุกคนยิ่งกังวลกับอนาคตใกล้ไกล ว่าถึงวันหนึ่ง ไทยเราจะร้อนจัดจนอยู่ไม่ไหวเลยหรือเปล่า
พอขึ้นเดือนสี่ สายลมพัดผ่าวเริ่มปะทะใบหน้าให้รู้สึกได้ถึงรสชาติฤดูร้อนใหม่ ชาวเมืองกรุงหลบเลี่ยงไอระอุจากสารพัดพื้นผิวร้อน ขณะที่ชาวไร่ชาวนาอีสานก็กำลังนับวันรอพายุฝนมรสุมเข้า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติมาสักพักใหญ่แล้ว แต่เมื่อเมษาของปี 2024 สถานีวัดอุณหภูมิหลายแห่งในประเทศไทยยืนยันว่านั่นคือหน้าร้อนที่ทะลุปรอทสถิติตั้งแต่ปี 1958 อุณหภูมิ ‘เฉลี่ย’ ของลำปางแตะ 44.2 องศาเซลเซียส พร้อมกับความชื้นสูงทั่วประเทศให้ยิ่งรู้สึกร้อนจนหายใจไม่ออก แถมเราต้องใช้พลังงานสูงถึง 36,478 เมกาวัตต์สำหรับเครื่องปรับอากาศทุกตัวในประเทศพร้อมๆ กัน
ตลอดทุกทศวรรษที่ผ่านมา สถิติอุณหภูมิที่เคยเป็นความสุดขั้วก็ได้กลายมาเป็นความปกติ ดันเพดานความสุดขั้วให้ยิ่งสูงขึ้นไปอีกในอัตราเร่ง คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนไหม” ของเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว กลายเป็น “สักวันคงร้อนจนอยู่ไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม” ที่เราบ่นในใจตลอดทุกวันนี้
กรมอุตุนิยมวิทยามีข้อมูลว่าอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของประเทศนั้นสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ปี 1981 ถึง 2007 ซึ่งเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของทั้งโลก ที่สูงขึ้นมาเพียง 0.69 องศาเซลเซียสเท่านั้นในช่วงเวลาดังกล่าว 1 องศาเซลเซียสนี้ไม่ใช่น้อยๆ เหมือนกับความต่างระหว่างเปิดแอร์เบอร์ 24 กับ 25 ในประเทศเราที่ซึ่งอุณหภูมิในร่มสามารถสูงได้ถึง 40 องศาเซลเซียส การที่ค่ามาตรฐานเคลื่อนไปเพียงองศาเดียวก็มากพอที่จะเบนเข็มชี้เป็นชี้ตาย

มนุษย์ระบายความร้อนในร่างกายด้วยเหงื่อ ไม่ได้แค่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ แต่ขึ้นกับความชื้นในอากาศเป็นหลักเช่นกัน แล้วประเทศไทยนั้นมีมากทั้งคู่ ถ้าหากว่าอุณหภูมิกระเปาะเปียก (Wet-bulb temperatures) ซึ่งก็คืออุณหภูมิที่ต่ำที่สุดที่จะเป็นไปได้ด้วยการระเหยของน้ำนั้นสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ร่างกายมนุษย์จะเริ่มระบายความร้อนช้าเกินไปจนอาจถึงแก่ชีวิตได้
การที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปีเปลี่ยนไปถึง 1 องศาเซลเซียสนั้นสร้างความแตกต่างในความสามารถการระบายความร้อนของร่างกายมนุษย์ได้มากโข คนไทยจึงประสบภาวะฮีทสโตรคกันมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในหลายปีที่ผ่านมาคนไทยจะใช้แรงงานกลางแจ้งน้อยลง และเข้าถึงห้องปรับอุณหภูมิได้มากขึ้นก็ตาม
งานวิจัยปี 2020 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (Xu et al.) คาดการณ์ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยอาจเพิ่มขึ้นไปอีกมากกว่าหนึ่งองศาเซลเซียสภายในปี 2070 ซึ่งเมื่อถึง 29 องศาเซลเซียส จะกลายเป็นร้อนระดับเดียวกับที่ที่ร้อนที่สุดในทะเลทรายซาฮารา แต่ร่วมกับความชื้นที่สูงกว่ามากจนอันตราย
ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอาจนำมาสู่สามปัญหา
อันดับแรกก็คือเรื่องของอันตรายจากภัยด้านกายภาพอย่างฮีทสโตรค และด้านจิตใจอย่างแนวโน้มพฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจเพราะความร้อน ไปจนถึงอากาศที่ร้อนส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กที่ลดลง การสืบพันธุ์ที่แย่ลงจากความต้องการที่ลดลงและการเสื่อมคุณภาพของอสุจิและไข่ รวมถึงยังมีการพบความเชื่อมโยงระหว่างคลื่นความร้อนกับการเพิ่มขึ้นของภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า คุณภาพการนอนหลับที่แย่ลง และภาวะคอร์ติซอล (ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด) สูงตลอดเวลา
อย่างที่สองคือความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของประเทศจะพังทลาย โดยในทางสถิติ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเวลางานโดยเฉลี่ยน้อยกว่าทั้งโลกราว 15-20% เนื่องมาจากผลกระทบของความร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มงานกลางแจ้ง (อ้างอิงจาก Asia-Pacific Journal of Public Health) ซึ่งตัวเลขความสูญเสียนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2050 และอาจฉุด GDP ของประเทศไทยให้ลดลงถึง 7-14% หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างจริงจัง
ซึ่งไม่มีภาคส่วนใดที่จะสะท้อนความเปราะบางของไทยต่อสภาพภูมิอากาศได้ชัดเจนไปกว่าภาคเกษตรกรรม ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 12 ล้านคนที่พึ่งพาการเกษตรเป็นอาชีพหลัก พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศถูกใช้ไปกับการเพาะปลูก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชที่ไวต่ออุณหภูมิอย่างยิ่ง โดยผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็วหากอุณหภูมิในช่วงกลางคืนสูงเกิน 29 องศาเซลเซียสในระยะออกดอก

นอกจากปัญหาเรื่องข้าวแล้ว ความร้อนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้น้ำยางดิบลดลง พืชเมืองหนาวต้องใช้ต้นทุนในการดูแลสูงขึ้นอย่างมหาศาล และมีความเสี่ยงต่อโรคพืชอุบัติใหม่ ขณะที่ในภาคประมง อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจะส่งผลให้สัตว์น้ำและพืชน้ำตาย ส่วนภาคปศุสัตว์จะเผชิญภาวะล้มเหลวในการสืบพันธุ์จากความร้อน (Heat-induced reproductive failure) ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาเนื้อสัตว์ในตลาดพุ่งสูงขึ้นมาก
พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่ราบสูงโคราช ซึ่งเป็นทั้งแหล่งเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดและเป็นพื้นที่ที่เผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด จังหวัดอย่างนครราชสีมา, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และร้อยเอ็ด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโซนอันตรายที่มีความเสี่ยงทั้งจากความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมรวมกัน พื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่พื้นที่ห่างไกลที่ไร้ความสำคัญ แต่เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรชนบทที่ยากจนที่สุดนับสิบล้านคนของประเทศ
และปัญหาอย่างที่สาม ที่ฟังดูน่าตระหนกเอามาก คือการที่กรุงเทพอาจกลายเป็นทะเลในอนาคต จากการที่แผ่นดินของกรุงเทพกำลังจมลงจริงๆ จากการขุดเจาะน้ำบาดาลมากเกินไปมาหลายสิบปี ร่วมกับระดับน้ำทะเลที่กำลังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน ด้วยความเร็วสูงกว่าทั่วโลกถึงราวๆ 2 เท่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือรับมือด้านสภาพอากาศใดใด พื้นที่มากกว่าครึ่งของกรุงเทพอาจกลายเป็นทะเลน้ำตื้นในปลายศตวรรษนี้ กับความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 512,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อะไรคือ “ร้อนจนอยู่ไม่ได้” กันแน่?
เราควรพิจารณาคำว่า ‘อยู่ไม่ได้’ ให้ดี นักวิทยาศาสตร์ใช้คำนี้เมื่อหมายถึงสภาพอากาศกลางแจ้งที่จะทำให้มนุษย์ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้เลยหากไม่มีเครื่องช่วยทำความเย็น ขีดจำกัดนั้นคืออุณหภูมิกระเปาะเปียกที่เกิน 35°C ซึ่งร่างกายจะทนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงไม่ว่าจะมีน้ำหรืออยู่ในร่มก็ตาม
โดยรายงานของ IPCC (Intergovernmental Panel of Climate Change) ในปี 2021 ระบุว่า หากเราคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5°C ตามข้อตกลงปารีส เราจะลดความรุนแรงในอนาคตลงได้มาก แต่ถ้าคำนวณจากทิศทางในปัจจุบัน โลกจะร้อนขึ้นมากถึง 2.7°C ภายในปี 2100 อย่างแน่นอน ซึ่งเกินกว่าจุดปลอดภัยไปไกล และจะทำให้บางพื้นที่ในเขตร้อนเผชิญกับสภาวะที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ รวมถึงการที่หลายพื้นที่ อย่างประเทศไทย เผชิญกับอุณหภูมิกระเปาะเปียกเกิน 35°C ได้หลายครั้งต่อปี ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตหากทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาและสถานที่ดังกล่าว ไลฟ์สไตล์ของคนไทยในอนาคตจึงมีความระมัดระวังยิ่งกว่าเราในปัจจุบันมาก
ไทยจะปรับตัวได้ทันหรือไม่?
การคาดการณ์เหล่านี้ไม่ใช่โชคชะตาที่เปลี่ยนไม่ได้ ประเทศไทยให้คำมั่นว่าจะลดแก๊สเรือนกระจกลง 30-40% ภายในปี 2030 และตั้งเป้า Net Zero ในปี 2065 แม้ผู้เชี่ยวชาญจะกังวลเรื่องการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังสูงอยู่ แต่ไทยก็มีจุดแข็งในการเป็นผู้นำการส่งออกเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานและการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่อาจเพิ่ม GDP ได้อีก 2-3%
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ธนาคารโลกประเมินว่าไทยต้องการงบประมาณถึง 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 25 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ออกแบบผังเมืองใหม่ และพัฒนาพืชพันธุ์ที่ทนแล้ง ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่แน่วแน่และต่อเนื่อง
คำถามที่ว่า “ภาวะโลกร้อนจะทำให้ประเทศไทยอยู่ไม่ได้จริงหรือไม่?”
คำตอบที่ถูกต้องก็คงจะเป็น “ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราเลือกอนาคตแบบไหน” จริงๆ
สมมติทั่วโลกบรรลุเป้าหมายคาร์บอนได้จริง ยังไงไทยก็จะเผชิญกับภัยต่างๆ ไม่ว่าจะน้ำท่วมหนักขึ้น มีคลื่นความร้อนบ่อยขึ้นอยู่ดี แต่เราจะยังเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยการปรับตัวเชิงโครงสร้างที่ชาญฉลาด ปรับตัวได้อย่างงดงาม
แต่หากเรายังเลือกเดินบนเส้นทางเดิม ที่อัตราการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลพุ่งสูงเรื่อยๆ และขาดนวัตกรรมกับการร่วมมือของทุกภาคส่วนสำหรับการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติและเศรษฐกิจ อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะเข้าใกล้ทะเลทรายซาฮารา กรุงเทพฯ จะต้องทำสงครามกับน้ำทะเลที่ไม่อาจกั้น จนต้องแปลงโฉมเมืองหลวงครั้งใหญ่หรือละทิ้งโดยสิ้นเชิง แถมภาคเกษตรกรรมจะล่มสลายจนไม่เหลืออาชีพให้ประชาชน
ห้าสิบปีต่อจากนี้คือตัวตัดสิน คำตอบไม่ได้อยู่ในสมการวิทยาศาสตร์ แต่อยู่ในทางเลือกของรัฐบาล อุตสาหกรรม และพวกเราทุกคนในวันนี้ ว่าจะยอมให้ความร่มเย็นเป็นสุขและความอุดมสมบูรณ์ของไทยกลายเป็นแค่นิทานจากสมัยทวดของทวด หรือจะสู้เพื่อรักษาพื้นที่แห่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป