อยากกดส่งใบสมัครแต่ก็ไม่กล้า
ทุกครั้งที่จะสมัครงานใหม่ พอกวาดสายตาไปที่รายละเอียดงาน หรือ Job Description ทีไร ก็รู้สึกไม่มั่นใจทุกที เพราะไม่รู้ว่าความสามารถของเราจะเพียงพอในตำแหน่งนั้นหรือเปล่า ถึงคราวที่ต้องเช็คลิสต์คุณสมบัติ ถ้าไม่ขาดเรื่องประสบการณ์ ก็เป็นเรื่องทักษะที่ดันไม่มั่นใจ สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่กล้ากดส่งใบสมัครไปสักที
แน่นอนว่างานที่เรามีคุณสมบัติไม่ถึง คงไม่ใช่ตำแหน่งผู้บริหารทั้งที่เพิ่งตัวเองเริ่มงานได้ไม่กี่ปี แต่เป็นงานที่ไม่ไกลตัวมากนัก เท่าที่ประสบการณ์และความสามารถของเราพอทำไหว แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทักษะหรือประสบการณ์ที่เรามีจะนำไปปรับใช้ได้ทุกที่ ดังนั้นแม้จะเจองานที่ตรงใจ หรือคุณสมบัติติ๊กถูกทุกข้อ แต่ถ้าหากเห็นหน้าที่บางข้อที่เราไม่มั่นใจ เราก็อาจเลือกเก็บเรซูเม่ไว้ ไม่ให้ใครเห็นเลยดีกว่า
แม้จะรู้ว่าการสมัครงานเป็นบันไดขั้นแรกที่เราต้องผ่านไปให้ได้ แต่จะทำยังไงเมื่อเรารู้สึกกังวลไปล่วงหน้าจนไม่กล้าสมัครงาน แถมอาจพลาดโอกาสดีๆ วันนี้เราชวนไปดูกันว่าอะไรที่ทำให้เรากลัว ทั้งที่เห็นแค่ Job Description แล้วเราจะเอาชนะความกลัวนี้ยังไงได้บ้าง

เมื่อความมั่นใจมีผลต่อการส่งใบสมัครงาน
หากเคยท้อแท้ระหว่างหางาน เพราะประสบการณ์ของตัวเองมีไม่มากเท่าที่ประกาศสมัครงานแจ้งไว้ ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่เป็นเรื่องที่ปกติที่หลายๆ คนเคยเจอเช่นกัน ตราบใดที่เรายังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของมนุษย์เงินเดือน
ความไม่มั่นใจระหว่างหางานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเด็กจบใหม่เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว จากการสำรวจ The Ladders บริษัทจัดหางาน พบว่าคนหางานใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 49.7 วินาทีเท่านั้น ในการอ่านประกาศหางาน ก่อนจะตัดสินว่าตัวเองไม่เหมาะสม และถ้ารู้สึกว่าไม่มีทักษะครบ ก็จะไม่สมัครเลย นั่นหมายความว่ามีหลายบริษัทอาจเสียผู้สมัครดีๆ ไปเพียงไม่ถึง 1 นาที และเราเองก็อาจเผลอตัดโอกาสตัวเองไปไม่รู้ตัว
อันที่จริงก็ไม่แปลกหากเราเลือกไม่ส่งใบสมัครเพราะขาดคุณสมบัติบางข้อ เพราะหลายคนเชื่อว่าคนที่คุณสมบัติครบเท่านั้นที่ควรสมัคร แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งคนที่ได้งานที่หวังไว้ อาจมีคุณสมบัติเกินครึ่งมาไม่กี่ข้อเท่านั้นเอง
บางคนอาจรู้สึกลังเลในการสมัครงานมากกว่าคนอื่นๆ งานวิจัยจาก Harvard Business School ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Management Science ศึกษาความแตกต่างการสมัครงานระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย พบว่าข้อความประกาศงานที่ใช้ภาษาคลุมเครือ เช่น มีประสบการณ์หลายปี (แต่ไม่บอกว่ากี่ปี) หรือมีความเชี่ยวชาญในงาน (แต่ไม่ระบุว่าต้องทำอะไรได้บ้าง) มีส่วนทำให้ผู้หญิงลังเล และสมัครน้อยกว่าผู้ชาย โดยมีเพียง 42% เท่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ชาย 56%
จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้บางคนไม่กล้าสมัครงาน ไม่ใช่เพราะเรื่องทักษะ หรือความสามารถ แต่หลายครั้งยังเป็นเรื่องของความมั่นใจ รวมถึงความชัดเจนของประกาศรับสมัครงานด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงแต่ความมั่นใจเท่านั้น แต่หลายครั้งขั้นตอนการสมัครงานที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก็มีส่วนทำให้คนสมัครเลือกถอดใจไปก่อน โจชัวร์ คอลลินส์ (Joshua Collins) นักสังคมสงเคราะห์คลินิก อธิบายว่าการหางานใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะเท่านั้น แต่ระหว่างทางเรายังต้องรับมือกับความเครียด และความกังวลด้วย
ลองนึกภาพตอนที่เรากำลังสมัครงานดูสิ เราไม่ได้แค่กรอกใบสมัครให้เสร็จแล้วจบไป แต่ยังอีกอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ ไหนจะต้องทำเรซูเม่ให้ตรงใจ รวบรวมผลงานลงพอร์ตฟอลิโอ ร่างจดหมายสมัครงาน รอสายจาก HR ซักซ้อมสัมภาษณ์ แถมมองไปทางไหนก็เห็นแต่คู่แข่งเก่งๆ สุดท้ายแม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว เราก็อาจไม่ได้รับการตอบกลับ เพราะยังมีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้อีกมากมาย
กระบวนการเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เราสงสัยในความสามารถตัวเอง เปรียบเทียบกับคนอื่น และไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ ไม่แปลกที่เราจะเกิดความเครียดและความกังวลช่วงเวลานี้ ดังนั้นการไม่กดส่งใบสมัครงาน แง่หนึ่งก็อาจเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ต้องเจ็บปวดจากความผิดหวังก็ได้
ทักษะไม่ครบก็ร่อนเรซูเม่ได้
แม้ว่าเราอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสมัครหรือท้อแท้ว่าตัวเองมีคุณสมบัติไม่ครบทุกข้อ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสมัครงานนั้นไม่ได้นะ
อลิสัน กรีน (Alison Green) จาก Ask a Manager บริษัทให้คำปรึกษาเรื่องการทำงาน อธิบายว่า คุณสมบัติที่ระบุในประกาศรับสมัครงานเป็นเพียงผู้สมัครในอุดมคติเท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพรวมของคนที่เหมาะสมกับงานนี้ แต่ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องมีให้ครบทุกข้อ แค่มีเกินกว่าครึ่งและเราสามารถเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองได้ ก็สามารถส่งใบสมัครได้แล้ว
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่าประกาศงานที่เราเห็น หลายครั้งก็เป็นเพียงแค่การคัดลอกมาจากใบประกาศอื่นๆ ที่ใช้มาหลายปีแล้ว อย่าอ่านเป็นเหมือนเช็คลิสต์ที่ต้องผ่านครบทุกข้อ บางใบประกาศงานมักทำใช้ภาษาที่ทำให้เรารู้สึกไม่คู่ควร เช่น การใช้ศัพท์เทคนิคยากๆ หรือระบุหน้าที่หลากหลายเกินไป ทั้งที่จริงอาจไม่ใช่ความต้องการขององค์กรก็ได้

สิ่งที่เราทำได้คือการไม่ยึดติดกับใบประกาศมากเกินไป แล้วกลับมาวิเคราะห์ตำแหน่งงาน และศึกษาบริษัทให้มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่าตำแหน่งนี้ทำอะไร และต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง แล้วกลับมาถามตัวเองว่าเรามีคุณสมบัติเหล่านั้นไหม โดยวิเคราะห์จากประสบการณ์งานที่ผ่านมาของเราเอง
แม้ว่าจะไม่ใช่ชื่อตำแหน่งเดียวกัน หรือสายงานเดียวกัน แต่เราก็อาจมีทักษะ หรือประสบการณ์บางอย่างที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ เช่น แม้งานใหม่จะเป็นคนละอุตสาหกรรมที่เราทำอยู่เดิม แต่หน้าที่หลักก็อาจไม่ต่างกันมาก ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้ หรือถ้าต้องการทักษะเฉพาะทางจริงๆ เราก็อาจลองวางแผนเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น สมัครคอร์สเรียน หรือลองทำโปรเจ็กต์เล็กๆ ของตัวเองเป็นตัวอย่าง
สุดท้ายแล้ว แม้เราจะเตรียมตัวมามากแค่ไหน เราก็คงไม่ถูกเลือกเลยหากเราไม่กดส่งใบสมัครออกไป อย่างน้อยการสมัครก็ถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้บริษัทพิจารณาความสามารถของเรา
หากที่ผ่านมาเราสามารถจัดการงานของตัวเองได้อย่างดี ก็อาจเป็นหลักฐานที่บอกว่าเรามีความสามารถเหมือนกันนะ แม้สุดท้ายผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องรีบปฏิเสธตัวเองไปก่อนเลยนี่นา
อ้างอิงจาก