เปิดมาในช่วงต้นปีแบบนี้ เดือนมกราคมผ่านไป ชีวิตที่เคยคิดว่าจะรีเซ็ต เริ่มใหม่ ในที่สุดทุกอย่างอาจจะดูเดิมๆ งานเหมือนเดิม กินอะไรเหมือนเดิม ทำอะไรเหมือนเดิม ในที่สุดความเดิมๆ นี้ก็ทำให้เราค่อยๆ ไหลไปตามเวลา จนรู้ตัวอีกที เราก็กำลังใช้ความ ‘เคยชิน (Habituation)’ และการทำอะไรไปกับสิ่งที่คุ้นเคยจนรู้สึกปลอดภัย
อันที่จริงความเคยชินเป็นพลังอย่างหนึ่ง เป็นการปรับตัวของมนุษย์เราที่จะมองข้ามหรือชินชาไปกับอะไรก็ตามที่เราคาดการณ์ได้ เราไม่ตื่นเต้นกับอะไรที่เราเจอทุกวัน ความเคยชิน คือการที่สมองคัดกรองสิ่งที่ไม่จำเป็นรอบตัวออกไป ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย และสร้างจังหวะในชีวิตประจำวันที่เข้าใจได้ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ได้
แต่ในที่สุด ชีวิตมักเต็มไปด้วยความพลิกผัน งานที่เราคิดว่าเราปรับตัวได้อยู่ จังหวะที่ชีวิตนิ่งดีแล้ว นอกจากชะตากรรมมักจะเล่นตลกอยู่เสมอ ความแน่นอนไม่เคยแน่นอน ขณะเดียวกัน เราเองก็อาจจะรู้สึกว่าชีวิตนี่มันนิ่งเกินไปไหม เราทำอะไรผิดพลาดตรงไหนรึเปล่า สัญญาณการระวังภัยของเรามันต้องเขย่าเพื่อให้ทำงาน ให้กลับมาตื่นตัว มามองเห็นสิ่งเล็กๆ ต่างๆ รอบตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องภัยเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการกลับมาสนุกและเห็นสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น

เคยชินระดับสมอง เพื่อการระวังภัย
ความย้อนแย้งของการที่เรารู้สึกว่าเราเคยชิน จนอาจมองข้ามหรือลดการระวังภัยไป ในระดับสมอง มีคำอธิบายว่ามันเกี่ยวข้องในระดับการทำงานของร่างกายและระบบประสาท คือกระบวนการที่ร่างกายค่อยๆ สร้างความเคยชินและลดปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าที่ร่ายกายคุ้นชินไปแล้ว
เช่น การได้กลิ่นขนมปังอบใหม่ เมื่อเราเดินเข้าไปในร้าน ตอนแรกเราจะสะดุดกับกลิ่นขนมปังอันอบอวลนั้น แต่เมื่อกลิ่นขนมปังนั้นยังล่องลอยอยู่แบบเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง เซลประสาทรับกลิ่น (olfactory neurons) ก็จะค่อยๆ หยุดตอบสนองต่อกลิ่นในฐานะสิ่งเร้านั้นๆ
ความเคยชิน ถ้าเรามองเผินๆ อาจจะรู้สึกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีของมนุษย์ คือทำให้เราชินชากับสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ทว่า ดร. ทาลี ชาร์ลอต (Tali Sharot) นักประสาทวิทยาและนักเขียน อธิบายว่าจริงๆ แล้วตรงข้ามกัน ความชินชาหรือการตอบสนองที่ลดลงนี้ ร่างกายและสมองของเรา ลดการตอบสนอง เพื่อนำไปสู่การระวังภัยในเรื่องอื่นๆ คือเอาเซลประสาทให้พร้อมใช้งานกรณีที่เกิดเรื่องใหญ่ๆ ขึ้น
ดังนั้นในทางกลับกัน ถ้ามนุษย์เราไม่ปรับตัว และไม่สร้างความเคยชินกับสิ่งที่เป็น ด้านหนึ่งมนุษย์ก็อาจจะไม่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามสิ่งที่เคยเป็นอยู่ คือการรู้จักไปโฟกัสกับสิ่งที่ใหม่กว่าหรือสำคัญเป็นตายไปกว่าที่เคยเป็น คือถ้าไม่รู้สึกว่าเคยชินก็จะรวมความสนใจไปสู่การก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
ชินจนเริ่มชา ก็อาจเป็นภัย
ทีนี้ความเคยชินก็อาจจะเป็นดาบสองคมได้ โดยเฉพาะการอยู่ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเป็นวงจร ชีวิตของเราที่วนเป็นวงกลม ความเคยชินก็อาจจะกลายเป็นความชินชา ซึ่งก็เป็นทั้งกับเรื่องทั้งบวกและลบ เช่น การที่อยู่กับสิ่งเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ สมองเราก็จะชินเช่นกลิ่น เสียงรบกวนที่ไม่ควรจะดัง
หลายครั้งที่ความเคยชินทำให้เราอาจจะหลุดไปจากบริบท จากบรรยากาศ ทำให้เราไม่เชื่อมต่อกับโลกที่อยู่รอบๆ หยุดการลองหรือมองสิ่งใหม่ๆ ในความเดิมๆ ไม่ค่อยคิดหรือสร้างอะไรใหม่ๆ ยอมรับกับสิ่งที่มันเป็น
ความเคยชิน ที่พัฒนาความชินชา นอกจากการชินกับเรื่องเชิงลบแล้ว การเคยชินกับเรื่องดีๆ เองก็เป็นอีกหนึ่ง จุดหนึ่งเราจะรู้สึกได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เราตื่นเต้นกับอะไรต่างๆ น้อยลง เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่ได้มากเหมือนตอนเป็นเด็ก มองโลกไปก็รู้สึกว่าทุกอย่างดูเหมือนเดิม เราสนใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ลดลง กระทั่งชินชากับสิ่งรอบตัวมากขึ้น

Dishabituation – Defamiliarization
ในมิติทางประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าดังนั้นการ ‘เขย่า’ ความชินชา (Dishabituation) คือการเอาตัวเองออกจากบริบทเดิมๆ ซัก สั้นๆ มากๆ เมื่อเรากลับมาในบรรยากาศเดิมใหม่ การรับรู้ของเราจะรับรู้ได้มากขึ้น ไปจนถึงการเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนวิธีการที่เราทำจนคุ้นเคย ปรับเพียงเล็กน้อย ความเคยชินของเราก็จะแปรเปลี่ยนไปได้
นอกจากมุมของพฤติกรรมและการพัฒนาศักยภาพแล้ว มิติหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากคือการ ‘อ่าน’ โดยเฉพาะงานวรรณกรรม ข้อเขียน บันเทิงคดีต่างๆ ในกรอบคิดด้านวรรณกรรมศึกษา ข้อถกเถียงสำคัญหนึ่งคือการหาความหมายของกิจกรรมการอ่านวรรณกรรม ทำไมเราถึงต้องอ่านเรื่องแต่ง ทำไมไม่อ่านเรื่องจริง
ในสำนักคิดทางรัสเซีย มีข้อเสนอหนึ่งคือคำว่า การทำให้สิ่งที่เคยชินแปลกไป (Defamiliarization) หมายความว่าเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นในงานวรรณกรรม ส่วนหนึ่งมันคือเรื่องของเรา เรื่องชีวิต ความเป็นมนุษย์ ความรู้สึก ความกลัว ความรัก หรือการพูดถึงโลกที่เราอยู่หรือจินตนาการไปถึง
แต่หัวใจสำคัญของวรรณกรรม คือการที่โลกวรรณกรรม ทำให้สิ่งที่เราคุ้นเคยเหล่านั้นแปลกออกไป สัมผัสได้มากขึ้น เห็นได้มากขึ้น รับรู้ได้มากขึ้น แปลกประหลาดมากขึ้น ถี่ถ้วนมากขึ้น
คำอธิบายหนึ่งที่นำมาอธิบายคือ ‘หิน’ วรรณกรรมไม่ได้บอกว่าหินคืออะไร แต่วรรณกรรมทำให้เรารับรู้หินนั้นๆ ได้ อะไรที่ทำให้หินเป็นหิน ความแข็งแรงของมัน ความเย็นเยียบของมัน ความไร้กาลเวลาของมัน เราคิดถึงสัมผัสของหิน ความรู้สึกของหิน
นั่นคือพลังของวรรณกรรมและการอ่าน
รวมถึงการเขียนด้วย
อันที่จริง การที่เราพูดเรื่องความเคยชินและความชินชา แง่หนึ่งเมื่อเราอ่านมาจนถึงช่วงสุดท้าย เรารวมถึงผู้เขียนเองก็ได้กลับไปสำรวจความชินชาในตัวมันเอง ได้สำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวหรือกระทั่งในกรณีนี้ อยู่ในเนื้อในตัว ในเซล ในระบบประสาท และในสมองของเราเลยทีเดียว
อ้างอิงจาก