ฤดูร้อนที่ผ่านมา หลายคนคงได้สัมผัสอากาศที่ร้อนสุดๆ ซึ่งมีรายงานว่า ตลอดเดือนเมษายน กรุงเทพฯ เผชิญกับระดับดัชนีความร้อนระดับอันตรายติดต่อกันอย่างน้อย 19 วัน ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน
แต่รู้หรือไม่ว่าภายในปี 2050 กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศ อาจเป็นเมืองที่อากาศร้อนมากกว่านี้และอาจกลายเป็นเมืองที่มีอุณหภูมิสูงสุดในภูมิภาค โดยคาดการณ์ว่าจะมีวันที่อากาศร้อนจัดถึง 120 วันต่อปี ซึ่งเป็นวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส นับเป็นเกือบสามเท่าของจำนวนวันในปัจจุบัน ที่มีความร้อนแบบนี้อยู่ประมาณ 45 วัน
ยังพบว่าคลื่นความร้อนทั่วภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้นจาก 2-3 ครั้งต่อปีในช่วงต้นศตวรรษ เป็น 8-12 ครั้งต่อปีในปัจจุบัน โดยแต่ละครั้งกินเวลานานถึง 3-4 สัปดาห์ ทำให้นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เมืองใหญ่อื่นๆ ก็อาจเผชิญชะตากรรมที่คล้ายกัน เช่น จาการ์ตา มะนิลา โฮจิมินห์ซิตี้ และกัวลาลัมเปอร์ ที่ถูกคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับปี 2000
ศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) พบว่า ความร้อนจัดจะกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวในเมืองต่างๆ ของอาเซียน โดยความน่ากังวลของอากาศร้อนที่เพิ่มขึ้น คือ ความรู้สึกร้อนที่แต่ละคนได้รับอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างระบบพลังงานและน้ำ
‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ส่งผลต่อความร้อน-ความแห้งแล้ง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ และหลายประเทศในภูมิภาคนี้รู้สึกถึงอากาศที่ระอุขึ้น คือ ‘ปรากฏการณ์เอลนีโญ’ ซึ่งมีลักษณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกสูงขึ้น ทำให้ความร้อนและความแห้งแล้งทวีความรุนแรงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเคยออกมาเตือนว่าประเทศอาจเผชิญกับผลกระทบของ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่อาจกินเวลานานถึง 18 เดือน ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและยืดระยะเวลาคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อความร้อนที่ผู้คนจะรับรู้ ความแห้งแล้งในแหล่งน้ำ ไปจนถึงผลผลิตทางการเกษตร
เมืองคอนกรีตเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
นอกจากปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว ยังมีปัจจัยที่ส่งผลให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น คือ การพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนจากภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นคอนกรีตและแอสฟัลต์ ทำให้เกิด ‘ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island)’
พื้นผิวเหล่านี้จะกักเก็บความร้อนในเวลากลางวันและปล่อยความร้อนออกมาช้าๆ ในเวลากลางคืน ทำให้เมืองยังคงมีอุณหภูมิสูงอยู่แม้ดวงอาทิตย์จะลับตาไปแล้ว ซึ่งความอันตรายที่เกิดขึ้นคือ หากอุณหภูมิยังคงสูงในช่วงกลางคืน ร่างกายจะฟื้นตัวได้ยากและนำมาสู่ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนและโรคลมแดดมากขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ระบุว่า เขตใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีอุณหภูมิสูงกว่าเขตชานเมืองที่เย็นที่สุดถึง 3 องศาเซลเซียส โดยเขตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง มีพื้นที่ก่อสร้าง และมีพื้นที่สีเขียวน้อยมาก ได้แก่ สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางรัก
พรพรหม วิกิตษฐ์เรศ ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ระบุว่าการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวที่มีอยู่และป้องกันไม่ให้ถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตก็เป็นสิ่งสำคัญ และเห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีกในอนาคต
รายงานของศูนย์ความยืดหยุ่นด้านสภาพภูมิอากาศ สหรัฐอเมริกา ระบุว่า กรุงเทพฯ มีแรงงานกลางแจ้งประมาณ 1.3 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของแรงงานทั้งหมดที่สูญเสียผลิตภาพในการทำงานเนื่องจากอากาศร้อนจัด
หมายความว่าหากไม่มีการปรับตัวของเมือง ภายในปี 2050 กรุงเทพฯ การสูญเสียผลิตภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 15.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 512.070 พันล้านบาท) หรือประมาณร้อยละ 6 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง
ความร้อนเพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มขึ้นไปด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงเครื่องปรับอากาศ รวมถึงภาระค่าไฟที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนและความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้มีการปล่อยมลพิษและผลักดันความร้อนกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบมากขึ้น
ในปี 2024 กลุ่มบริษัทไดกินของญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจการใช้เครื่องปรับอากาศในการศึกษาทั่วโลก พบว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับสูงสุดในบรรดาเมืองต่างๆ โดยประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศเฉลี่ย 10.4 เดือนต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้อนที่ต่อเนื่องในเมือง
ทางออกชั่วคราวผ่าน ‘ห้องหลบร้อน’
เนื่องด้วยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ปี 2026 กรุงเทพฯ ได้เปิด ‘ห้องหลบร้อน’ ถึง 313 แห่งทั่วเมือง ตั้งอยู่ในโรงเรียน วิทยาลัยอาชีวศึกษา ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักงานเขต และจุดบริการศูนย์วัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีจุดพักพิงกลางแจ้งอีก 279 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีร่มเงา ต้นไม้ น้ำ และที่นั่ง
ตามข้อมูลของกรุงเทพมหานคร (BMA) ระบุว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มากกว่า 120,000 คน โดยศูนย์บริการเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น และผู้ใช้บริการกว่า 80% สามารถเดินจากบ้านไปยังศูนย์บริการได้
ทางออกระยะยาวเพื่อระบายความร้อนออกจากเมือง
ศูนย์พลังงานอาเซียนมองว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบเมืองและอาคาร ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ความร้อนในเมืองจะลดลง และจะส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ ความต้องการพลังงาน และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้
โดยเริ่มจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอาคารหรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้า ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาความร้อนลงได้บ้าง แม้จะช่วยเพียงเล็กน้อยหรือเฉพาะจุดก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่านั้นจึงอยู่ที่การออกแบบอาคารใหม่ โดยการออกแบบอาคารที่สามารถระบายอากาศ เปิดทิศทางลง มีพื้นที่ให้ร่มเงา ใช้วัสดุสะท้อนแสง และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ข้อมูลของ ACE พบว่า หากหารออกแบบอาคารในลักษณะนี้ถูกนำไปใช้ในวงกว้าง จะช่วยลดอุณหภูมิ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้า และลดการปล่อยมลพิษได้ โดยช่วยลดพลังงานในการทำความเย็นได้ถึง 20-30%
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังอาจติดอุปสรรคบางประการ เช่น ต้นทุนการก่อสร้างเริ่มต้นที่สูงขึ้น ความรู้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง และนโยบายระดับชาติที่อาจจะมีการบังคับใช้ที่อ่อนแอ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศไม่มีแผนงานหรือกฎระเบียบที่ชัดเจนในการนำระบบระบายความร้อนแบบธรรมชาติหรือประสิทธิภาพการใช้พลังงานมาใช้ อย่างเมียนมาและกัมพูชา
หากมองภาพรวมการจัดการกับปัญหาความร้อนที่ผ่านมา จะเห็นว่ากรุงเทพฯ รับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างดี ซึ่งหากมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้
อ้างอิงจาก