บทความนี้เขียนในยามบ่ายของต้นเดือนมีนาคม ในห้องทำงานที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ขณะอุณหภูมิด้านนอกราว 36°C และนี่ยังไม่ถึงเดือนที่ร้อนที่สุดของปีเสียด้วยซ้ำ
อากาศในเมืองไทยที่ใครๆ ต่างหยอกล้อว่ามีเพียง ฤดูร้อน 3 ครั้งวนไปทั้งปี อาจเป็นร้อนที่มีฝนนิดหน่อย ร้อนที่หนาวบ้างในตอนเช้ามืด แล้วจะกลับมาร้อนตามปกติในยามบ่าย ทำให้ผู้คนต่างหาวิธีคลายร้อนให้พ้นช่วงอากาศระอุนี้ไปได้ ทั้งการออกแบบบ้านเรือนให้มีช่องลมผ่าน ใส่ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา แต่อะไรจะเย็นทันใจเหมือนเสกอุณหภูมิขึ้นมาใหม่ได้เท่าเครื่องปรับอากาศ มูลค่าตลาดในประเทศไทยของเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้จึงสูงราวๆ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้พอจะบอกได้ว่าคนไทยลงทุนเพื่อต่อสู้กับอากาศร้อนขนาดไหน
หากอยากจะขอบคุณใครสักคนที่ประดิษฐ์เครื่องปรับอากาศที่ช่วยให้เราต่อกรกับอากาศร้อนได้อยู่หมัด แค่คนเดียวอาจไม่พอ เพราะเจ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้อาศัยมันสมองของนักประดิษฐ์หลายคนถักทอภูมิปัญญาจนออกมาเสกอุณหภูมิได้ดั่งใจในวันนี้
ก่อนจะไปทำความรู้จักกับนักประดิษฐ์ที่เราติดหนี้บุญคุณในทุกหน้าร้อน ขอพาผู้อ่านกลับไปยังช่วงเวลาก่อนหน้าเพื่อสำรวจว่าผู้คนในยุคเก่าก่อน ใช้วิธีใดต่อกรกับความร้อนตามฤดูกาล

หอรับลม
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้าจะมีเครื่องปรับอากาศ มนุษยชาติจะนั่งทนร้อนกันเฉยๆ รอสิ่งประดิษฐ์เหมือนน้ำบ่อหน้า เราพยายามต่อสู้กับอากาศระอุนี้สารพัดวิธีเท่าที่จะทำได้ในตอนนั้น ย้อนกลับไป 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์โบราณใช้การออกแบบทางสถาปัตยกรรมเพื่อคลายความร้อน พวกเขาสร้างระบบระบายอากาศตามธรรมชาติในอาคาร และแขวนเสื่อที่ทำจากต้นกก พรมน้ำให้ชุ่มแล้วนำมาแขวนไว้เหนือประตูและหน้าต่าง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในห้องลง
ขยับมาที่จักรวรรดิโรมัน สร้างเครือข่ายท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ เดิมทีเป็นเหมือนระบบปะปาเอาไว้ขนส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่ต้องการ พวกเขาเลยอาศัยระบบท่อน้ำที่มีอยู่มาช่วยคลายความร้อน ด้วยการใช้น้ำเย็นส่งไปตามท่อที่ฝังอยู่ในผนังบ้าน แต่บ้านที่มีระบบนี้ได้ก็ต้องมีฐานะประมาณหนึ่ง
เปอร์เซียมี Yakhchāl โรงเก็บน้ำแข็งทรงกรวย ใช้เก็บน้ำแข็งจากภูเขาใกล้เคียงในช่วงฤดูร้อน
พื้นที่ที่ร้อนไม่แพ้ใครอย่างตะวันออกกลาง มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงหอรับลม พัฒนาขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 หน้าตาเหมือนหอคอยสูงบนสุดมีช่องให้ลมผ่าน ออกแบบมาเพื่อดักจับลมเย็นและส่งลมเย็นนั้นลงมายังอาคารด้านล่าง
มาที่ฟากฝั่งตะวันออกกันบ้าง สมัยราชวงศ์ฮั่น มีสิ่งประดิษฐ์หลักการเหมือนพัดลมขนาดใหญ่กว่า 3 เมตร ใช้ระบบอัตโนมือคอยหมุนให้ สำหรับระบายความร้อนแก่เหล่าขุนนางที่มาประชุมกับฮ่องเต้ในท้องพระโรง อาจเคยเห็นผ่านตากันบ้างในซีรีส์และภาพยนตร์จีนย้อนยุค
แต่ละอารยรธรรมต่างหาหนทางสู้กับความร้อนตามภูมิปัญญาของตนเรื่อยมา ส่วนมากยังคงพึ่งพาธรรมชาติในการคลายร้อน จนกระทั่งศตวรรษที่ 18 เกมอาจจะเปลี่ยนเล็กน้อย วิลเลียม คัลเลน (William Cullen) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สร้างระบบทำความเย็นเทียม โดยให้ของเหลวระเหยในสภาวะสุญญากาศ อธิบายคร่าวๆ ว่าเขาทำให้น้ำหรือของเหลวบางชนิดเดือดในที่ที่ความดันอากาศต่ำมาก (เกือบเป็นสุญญากาศ) เวลาของเหลวระเหยมันจะดึงความร้อนจากรอบตัวไปด้วย เลยทำให้เกิดความเย็น การค้นพบครั้งนี้เป็นรากฐานของสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างความเย็นในตัวเอง อย่างตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ

ปี 1842 จอห์น กอร์รี (John Gorrie) แพทย์ผู้ศึกษาโรคเขตร้อน ตั้งข้อสังเกตว่าผู้คนในสภาพอากาศหนาวเย็น มักไม่เป็นโรคมาลาเรีย ซึ่งขณะนั้นโลกเรายังไม่รู้ว่าโรคนี้ติดต่อโดยยุง เขาจึงสร้างเครื่องปรับอากาศแบบหนึ่งที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กในการทำความเย็นอากาศในห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่รัฐฟลอริดา เชื่อว่าการทำความเย็นเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคต่างๆ และช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น
เมื่อเห็นว่าไอเดียนี้เวิร์ก จึงเสนอแนวคิดเรื่องระบบทำความเย็นให้กับเมืองต่างๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำแข็งจากทะเลสาบในภาคเหนือของสหรัฐอเมริกามายังฟลอริดา เพื่อแก้ปัญหานี้ จอห์นจึงเริ่มปัดฝุ่นการทำความเย็นเทียมของวิลเลียม คัลเลน เขาออกแบบเครื่องจักรที่สามารถทำน้ำแข็งได้ โดยใช้เครื่องอัด (compressor) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงม้า น้ำ ใบเรือที่ใช้แรงลม หรือพลังงานไอน้ำ ได้รับสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์นี้ในปี 1851 และเจ้าสิ่งนี้แหละ ได้วางรากฐานสำคัญให้กับเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นสมัยใหม่
แนวคิดเรื่องการทำความเย็นเทียมหยุดชะงักไปหลายปี ไม่มีการต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ใดๆ หลังจากคุณหมอในฟลอริดา จนถึงปี 1902 วิลลิส แคร์ริเออร์ (Willis Carrier) วิศวกรท่านหนึ่ง ทำงานให้กับบริษัท Buffalo Forge แคร์ริเออร์ได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหาความชื้นที่ทำให้หน้าหนังสือพิมพ์ย่น
แคร์ริเออร์ลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้วเล่า จนสามารถออกแบบระบบควบคุมความชื้น โดยใช้ขดลวดทำความเย็นและจดสิทธิบัตร ‘อุปกรณ์สำหรับปรับสภาพอากาศ’ (Apparatus for Treating Air) ยังไม่ใช่เครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner) ที่เราใช้กันในครัวเรือน โดยเจ้าอุปกรณ์สำหรับปรับอากาศนั้น สามารถเพิ่มความชื้นหรือลดความชื้นในอากาศได้ ขณะที่เขาทำการทดสอบและปรับปรุงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เขายังได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของอากาศในโรงงานทอผ้าอีกด้วย
ทำไปทำมา นี่เราก็เจ๋งไม่หยอก แคร์ริเออร์ตระหนักว่าเทคโนโลยีควบคุมความชื้นและเครื่องปรับอากาศของเขา เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เขาจึงแยกตัวออกจาก Buffalo Forge แล้วก่อตั้งบริษัท Carrier Engineering Corporation ร่วมกับวิศวกรอีก 6 คน ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 35,000 ดอลลาร์ อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิล์ม ยาสูบ เนื้อสัตว์แปรรูป แคปซูลทางการแพทย์ สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก้าวหน้าได้ด้วยความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในระหว่างและหลังการผลิต ทำให้ในปี 1995 ยอดขายทะลุ 5 พันล้านดอลลาร์จากเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศ

แต่อุณหภูมิเย็นฉ่ำสั่งได้ยังเป็นเทคโนโลยีราคาแพง ขนาดใหญ่ ใช้สำหรับพื้นที่กว้างถึงจะคุ้มค่าไฟ จึงจำกัดอยู่แค่แวดวงอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น จนมีการติดตั้งเครื่องทำความเย็นแบบแรงเหวี่ยงของ Carrier จำนวน 3 เครื่องในห้างสรรพสินค้า J.L. Hudson ในเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ลูกค้าต่างแห่แหนไปที่ห้างสรรพสินค้าที่มีเครื่องปรับอากาศ ปรากฏการณ์นี้จุดประกายการมีพื้นที่เย็นฉ่ำชื่นใจไว้ดึงดูดผู้คน ห้องประชุม โรงภาพยนตร์ ห้างร้านต่างๆ จึงหันมาใช้เครื่องปรับอากาศบ้าง
พอความเย็นฉ่ำชื่นใจ คือความสะดวกสบายแบบใหม่ ใครๆ ต่างก็อยากมีเครื่องปรับอากาศ ไม่เว้นแม้แต่ครัวเรือนก็อยากเย็นฉ่ำแม้ตอนอยู่บ้าน ความต้องการเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กเพิ่มขึ้น จึงพัฒนาให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ให้เครื่องมีขนาดเล็กลง เหมาะกับพื้นที่ 1 ห้อง และราคาจับต้องได้ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 บ้านส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามีเครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งส่วนกลาง และเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างก็มีราคาถูกลง จนกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแทบทุกบ้าน
เครื่องปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่สิ่งอำนวยความสะดวก แต่คือผลลัพธ์ของความพยายามควบคุมธรรมชาติเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากโรงพิมพ์ โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม มาสู่ครัวเรือน ที่มีเครื่องปรับอากาศแทบทุกห้อง
อ้างอิงจาก