ยิ่งงานเสร็จไว ภาระงานยิ่งน้อยลงจริงหรือเปล่า?
งานก็งานเดิม แต่หน้าตาการทำงานเริ่มเปลี่ยนไปทุกวัน เดี๋ยวนี้หลายคนคงเคยเห็นเครื่องมือการทำงานใหม่ๆ ที่ช่วยให้งานของเราง่ายขึ้น จากงานที่เคยใช้เวลาเป็นวัน ก็อาจย่นย่อเหลือเพียงไม่กี่นาที
ถ้าหากเป็นเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยให้เรามีเวลาพักผ่อนได้มากขึ้นก็คงดีอยู่หรอก แต่เครื่องมือช่วยทำงานทุกวันนี้นอกจากไม่ช่วยให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นแล้ว ยังเหมือนบีบบังคับให้เราทำงานหนักมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะ AI ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว ทำให้เราสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา
แม้ว่าด้านหนึ่งมันจะเป็นเครื่องมือแสนสะดวก เพียงแค่พิมพ์แชตก็เสกงานขึ้นมาได้ทันที แต่หากเราใช้แบบไม่ทันระวังตัว เครื่องมือนี้ก็อาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้เราต้องคอยทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาความคาดหวังในที่ทำงานที่ค่อยๆ สูงขึ้นด้วย
ทั้งที่ AI น่าจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น แต่ทำไมถึงทำให้เรารู้สึกกดดันกับงานที่ทำอยู่กันนะ วันนี้เราชวนไปดูกับดักของเทคโนโลยีว่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานของเรายังไงบ้าง แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับความเหนื่อยล้าจาก AI นี้ได้ยังไง

เมื่อความกดดันกำลังไล่ตามความสามารถของคนทำงาน
เราอาจเคยได้ยินว่าสิ่งที่ยากกว่าการทำได้ ก็คือการรักษามาตรฐาน คำพูดนี้คงไม่เกินจริงเท่าไหร่นักสำหรับโลกของการทำงาน เพราะยิ่งเราทำได้ตามเป้าหมายมากเท่าไหร่ ก็มักจะถูกคาดหวังให้ทำต่อไปเรื่อยๆ หากไม่ทำให้ได้เท่าเดิม ก็ต้องดียิ่งขึ้นไปอีก
เรื่องนี้มีคนศึกษาไว้ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ที่ใช้เวลา 8 เดือน เฝ้าศึกษานิสัยการทำงานของคนในบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ผลปรากฏว่ามีผู้คนมีเปลี่ยนไปหลังมีการใช้ AI ช่วยทำงาน เครื่องทุ่นแรงอัจฉริยะนี้ แม้ว่าจะช่วยเพิ่มความเร็วและปริมาณงาน แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความกดดันให้กับคนทำงานด้วย
ดูเผินๆ การเข้ามาของ AI อาจทำให้งานที่เราเคยใช้เวลาเป็นวันเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที แต่อันที่จริงการใช้ AI มาทำงาน ส่งผลให้เราต้องหันมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานกันใหม่ ซึ่งหลายครั้งอาจเพิ่มภาระมากกว่าเดิมด้วย
ในงานวิจัยอธิบายว่าหลังจากมีการใช้ AI เข้ามาทำงาน งานเดิมของพนักงานก็เริ่มหนักขึ้น สาเหตุมาจากการใช้ AI มักเข้าไปขยายขอบเขตหน้าที่การทำงาน บางครั้งคนทำงานอาจถูกคาดหวังให้ทำงานของคนอื่นๆ เพราะ AI เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นได้ เช่น นักออกแบบต้องเริ่มเขียนโค้ด หรือบางคนต้องทำงานเกินไปส่วนของคนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาคนอื่น
แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มันก็เพิ่มภาระงานให้กับคนทำงานตัวเล็กๆ เมื่อภาระเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งบังคับให้เราทำงานตลอดเวลา ความสะดวกของ AI ทำให้บางคนเริ่มติดนิสัยทำงานในช่วงเวลาพัก เพราะรู้สึกว่าการทำงานเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น พอรู้สึกว่าทำได้ง่าย เราก็เริ่มทำงานตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว หลายคนอาจใช้เวลาช่วงพัก prompt งาน หรือให้ทำงานในช่วงเวลาที่ควรเลิก ทั้งหมดนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนพร่าเลือนลงไปด้วย

การทำงานกับ AI ที่ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เริ่มสร้างความเชื่อผิดๆ ให้นายจ้างว่าพนักงาน 1 คนสามารถทำได้ทุกอย่าง ราวกับเก่งมาตั้งแต่เกิด ทั้งที่จริงแล้วมนุษย์ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน เรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ เพื่อตกผลึกกลายเป็นความรู้ติดตัวเราไป
ไดแอน ฮามิลตัน (Diane Hamilton) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม ชี้ว่าความกดดันของคนทำงานในยุคนี้มักเกิดจากความคาดหวังที่สูงเกินไปว่าคนทำงานจะรักษามาตรฐานงานไว้ได้ตลอด เรามักจะแก้ไขรายละเอียดเล็กๆ น้อยตามคำแนะนำของ AI ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายแล้วเราก็อาจสูญเสียความสามารถในการตัดสินด้วยตัวเอง แล้วช่องว่างระหว่างความสามารถและความมั่นใจก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหมดความเชื่อมั่นในตัวเอง
การหมดความมั่นใจไม่ใช่ผลกระทบเพียงอย่างเดียวต่อคนทำงานเท่านั้น แต่ในมุมของบริษัทก็อาจสูญเสียพนักงานไปด้วยเช่นกัน แม้ช่วงแรกบริษัทอาจจะเติบโตได้ตามเป้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเหนื่อยล้าจะค่อยๆ กัดกินคนทำงาน เพราะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เผชิญกับภาวะหมดไฟ และงานจำนวนมากก็อาจเปลี่ยนไปเป็นงานคุณภาพต่ำ จนนำไปสู่การลาออกในที่สุด
เมื่อเราต้องหาทางทำงานร่วมกับ AI
ความรู้สึกเหนื่อยล้า จากกองงานที่ไม่มีวันจบสิ้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเราคนเดียว อันที่จริงยังมีคนทำงานอีกหลายคนที่รู้สึกเหมือนกัน เพราะความกดดันนี้ไม่ได้เกิดจากความสามารถของเราโดยตรง แต่มาจากสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่คอยบีบบังคับให้เราต้องรักษามาตรฐานเอาไว้
ผู้เชี่ยวชาญอย่างไดแอนแนะนำว่า หากเราเจอกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมกดดันนี้ อันดับแรกให้เราลองพึ่งพา AI ให้น้อยลง มันจะช่วยให้เรามองเห็นความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง ช่วยให้เราไม่ทำงานมากเกินไป และช่วยฝึกฝนทักษะการตัดสินใจของเราให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากจะบอกให้เลิกใช้ AI เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือจำกัดการใช้งาน หรือมอง AI เป็นแค่ตัวช่วยเสริมเท่านั้น เราอาจเริ่มต้นด้วยการจัดลำดับความสำคัญของงาน เพื่อให้เราสามารถวางแผนวิธีทำงานของตัวเอง จากนั้นลองปรับให้ AI ช่วยงานบางประเภทแทนที่จะให้คิดงานให้ หรือทำงานแทนทั้งหมด และไม่ว่ายังไง เราก็ยังต้องเป็นคนตรวจทานด่านสุดท้ายเสมอนะ
นอกจากนี้ เราอาจต้องหันมาพัฒนาซอฟต์สกิลที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้ เช่น การสื่อสาร หรือการตัดสินใจ เพื่อให้เรามีวิธีรับมือหลากหลาย ไม่ต้องคอยพึ่งพา AI ทุกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ความผิดพลาดจากการทำงาน หรือการหาวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่ดีกว่า เพราะทุกครั้งที่เราสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และเพิ่มคุณค่าให้กับงานที่ทำ โดยไม่จำเป็นต้องให้ปริมาณงานเป็นตัววัดความสำเร็จของเราเพียงอย่างเดียว
เพราะต่อให้มีเครื่องมือที่ดีแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น เครื่องมือเหล่านั้นก็คงหมดความหมาย
อ้างอิงจาก