เมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ครอบครัวของ เมย-ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิตจากการถูกสั่งธำรงวินัยเมื่อปี 2560 ยื่นหนังสือต่อ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
เนื้อหาภายในเอกสารมี 2 ประเด็น ประเด็นแรกเกี่ยวกับความเคลือบแคลงใจของคำพิพากษาศาลทหารสูงสุดที่พิพากษาลงโทษนักเรียนเตรียมทหารบังคับบัญชา ซึ่งปัจจุบันรับราชการตำรวจ ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ซึ่งลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท ท้ายที่สุดศาลลดโทษเหลือ 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท และให้รอการลงอาญา 2 ปี
ทั้งที่เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สิงหาคม 2560 แต่ศาลพึ่งมีคำตัดสินเมื่อปี 2568 ทางครอบครัวเคลือบแคลงใจมาตลอดว่าทำไมตั้งแต่เกิดเหตุ ถึงไม่มีการดำเนินการทางวินัยกับนักเรียนเตรียมทหารบังคับบัญชาผู้นี้ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันรับราชการตำรวจ และมองว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรพิจารณาเรื่องวินัยและจริยธรรม
ประเด็นที่ 2 คือ การไปร้องทุกข์กับสถานีตำรวจนครบาลพญาไทให้ดำเนินคดีกับนายแพทย์ทหารท่านหนึ่ง ซึ่งวินิจฉัยว่าภคพงศ์เสียชีวิตจากโรคหัวใจ โดยทางครอบครัวสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจได้อย่างไร เพราะภคพงศ์ไม่เคยมีโรคประจำตัว จึงขอให้ส่งศพไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อส่งไปแล้วกลับพบว่าไม่สามารถหาสาเหตุการเสียชีวิตได้ เนื่องจากศพที่ส่งไปไม่มี สมอง หัวใจ รวมถึงอวัยวะอื่นๆ จึงมีการไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท เพื่อดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2563 แต่ปัจจุบันยังไม่ทราบผลของคดีว่ามีการสั่งฟ้องหรือไม่
เนื่องด้วยคดีนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นมานานกว่า 9 ปี และกำลังจะหมดอายุความภายในปี 2570 The MATTER ขอพาทุกคนย้อนดูไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความคืบหน้าของคดีดังกล่าว
1. ในปี 2560 เมย-ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร โดยเข้าเรียนในเดือนพฤษภาคม ซึ่งระหว่างนั้นภคพงศ์ได้แจ้งกับครอบครัวเกี่ยวกับการถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่อยู่เรื่อยๆ
วันที่ 23 สิงหาคม 2560 ภคพงศ์ได้เข้าโรงพยาบาลในโรงเรียนเตรียมทหาร โดยแจ้งครอบครัวว่า เจ็บที่ศีรษะมาก เพราะรุ่นพี่สั่งให้ปักหัวลงพื้นห้องน้ำกลางดึก แม้มีใบสั่งจากแพทย์ให้ทุเลาการฝึก เพราะยังไม่ฟื้นตัวจากการธำรงวินัย แต่ในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ภคพงศ์ก็ถูกสั่งซ่อมอีกครั้งโดยให้วิ่งเร็วๆ
2. 15 ตุลาคม 2560 นักเรียนบังคับบัญชาปลุกให้ธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน โดยให้ออกกำลังกายในห้องที่นักเรียนเตรียมทหารเรียกกันว่า ‘ห้องซาวน่า’ ซึ่งเป็นการทำห้องให้ปิดทึบ ไม่มีอากาศถ่ายเท ทำให้มีลักษณะอบและร้อน โดยภคพงศ์ และเพื่อนอีก 2 คน แจ้งว่าป่วย จึงถูกแยกออกมาและถูกให้ยึดพื้นในท่าเตรียม คือ ยันแขนไว้กับพื้น
16 ตุลาคม 2560 มีการสั่งให้วิ่ง แต่ภคพงศ์วิ่งช้าจึงถูกตัดยอดกับเพื่อนอีกคนและโดยปรับปรุงวินัย ด้วยการกระโดดกบที่หน้าโรงเลี้ยง แต่ไม่ขอบคุณตามประเพณี จึงถูกสั่งให้ทำท่า ‘พุ่งหลัง’ เป็นเวลา 1-2 นาที ก่อนภคพงศ์จะฟุบลงไปและหายใจเร็วๆ ถี่ๆ แล้วเกิดอาการ Hyperventilation หรือโรคหอบจากอารมณ์ อันเกิดจากความเครียด
ต่อมาเช้าวันที่ 17 ตุลาคม ภคพงศ์ซึ่งมีอาการไม่สบายอยู่ก่อนหน้านี้ยังคงถูกซ่อมธำรงวินัย โดยรุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 2 ทำให้ต่อมาภคพงศ์ได้หมดสติและถูกนำตัวส่งห้องพยาบาลของโรงเรียนเตรียมทหาร แม้จะมีการพยายามปฐมพยาบาลและกู้ชีพ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้
3. โดย พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหารขณะนั้น ซึ่งทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของภคพงศ์ ระบุว่า วันที่ภคพงศ์เสียชีวิต เขามีอาการคล้าย Hyperventilation แต่ก็ได้เข้ารับการรักษาในกองแพทย์จนอาการเป็นปกติ
แต่บ่ายของวันนั้น ภคพงศ์มีการใช้มือขวากุมอกด้านซ้ายในขณะเดิน ก่อนช่วงเกือบ 4 โมงเย็น ภคพงศ์เซล้ม และมีอาการคล้าย Hyperventilation อีกรอบ ทางโรงเรียนจึงนำไปส่งโรงพยาบาลนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
เจ้าหน้าที่ได้ทำซีพีอาร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมง โดยใช้เจ้าหน้าที่เกือบ 20 คน ตามคำขอของมารดา จนกระทั่งเวลา 20:20 น. แพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิต โดยระบุในใบรับรองการเสียชีวิตว่า “เกิดจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”
4. เมื่อครอบครัวได้รับร่างของภคพงศ์ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย เช่น ร่องรอยฟกช้ำหลายจุด จึงนำร่างของภคพงศ์ไปชันสูตรซ้ำที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งผลการชันสูตรที่ปรากฏภายหลังพบว่า อวัยวะภายในบางส่วนหายไป เช่น หัวใจ กระเพาะ ตับ ปอด และสมอง และพบหลักฐานการบาดเจ็บอื่นๆ ซึ่งทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณะอย่างมากในเดือนพฤศจิกายน 2560
5. หลังข่าวการเสียชีวิตและข้อสงสัยเรื่องอวัยวะภายในหายไปได้รับความสนใจจากประชาชน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้แถลงยอมรับว่า ภคพงศ์ถูกลงโทษทางวินัยโดยรุ่นพี่และครูฝึก
6. ในเดือนธันวาคม 2560 ครอบครัวได้ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษ และคดีเริ่มเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ
7. ครอบครัวของภคพงศ์ได้ดำเนินการทางกฎหมายทั้งฟ้องร้องในขั้นศาลและกล่าวโทษบุคคลที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวพันในเหตุการณ์เสียชีวิตของภคพงศ์รวม 5 คดี ดังนี้
- คดีแรก คือ คดีทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม โดยนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ที่สั่งธำรงวินัยจนภคพงศ์ต้องเข้าโรงพยาบาล โดยมีจำเลย 1 คน เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ โดยคดีไม่ถูกสั่งฟ้อง
- คดีที่ 2 เกี่ยวพันกับกรณีธำรงวินัยในวันที่ 30 สิงหาคม ซึ่งขณะนั้นภคพงศ์มีใบสั่งแพทย์ให้ทุเลาการฝึกจากเหตุที่ถูกธำรงวินัยในวันที่ 23 สิงหาคมจนต้องเข้าโรงพยาบาล โดยคดีไม่ถูกสั่งฟ้อง
- คดีที่ 3 และ 4 เป็นคดีเกี่ยวเนื่องกับวันที่ 15-17 ตุลาคม 2560 ก่อนที่ภคพงศ์จะเสียชีวิต เป็นคดีทำร้ายร่างกายโดยรุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหาร และคดีที่ 4 เป็นคดีละเมิดที่มีผู้ต้องหาคือเจ้าหน้าที่กองแพทย์ของโรงเรียนเตรียมทหารที่ครอบครัวเชื่อว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (คดีที่ 4 ศาลยกฟ้อง)
- คดีที่ 5 เป็นคดีละเมิดทางแพ่ง ซึ่งครอบครัวยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม ฐานละเมิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในการธำรงวินัยเกินกว่าเหตุจนเสียชีวิต
8. เดือนมีนาคม 2562 พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ได้สรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการ โดยมีการสั่งฟ้อง นักเรียนเตรียมทหาร พิพจน์ และ ภูมิพัฒน์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วน ว่าที่ร้อยตรี ปิยพงศ์ ครูฝึก ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี
9. ช่วงปี 2561-2562 ศาลทหารชั้นต้นมีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ คือ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง แต่ยังไม่ระบุบทลงโทษ กับนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ที่ถูกฟ้องร้องในคดีทำร้ายร่างกาย ส่วนคดีอื่นๆ ที่ครอบครัวของภคพงศ์ฟ้องร้องนั้น พนักงานสอบสวนและอัยการบางส่วนได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง
10. เดือนตุลาคม 2566 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในส่วนคดีแพ่ง ที่ครอบครัวได้ฟ้องร้องต่อกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและความรับผิด โดยศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้กระทรวงกลาโหมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่ครอบครัวตัญกาญจน์ ส่วนคดีอาญา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในบางคดี
11. ในปี 2568 แม่ของภคพงษ์ยืนยันว่า ยังไม่เคยได้รับเงินชดเชยจากกระทรวงกลาโหม มีเพียงเงินค่าทำศพจำนวน 100,000 บาท ที่เก็บไว้และไม่ได้นำไปใช้จ่ายอะไร และทางโรงเรียนเตรียมทหารแจ้งว่าจะให้ 10,000 บาท แต่ครอบครัวไม่ได้รับ
12. 22 กรกฎาคม 2568 ศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาชั้นฎีกาให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร
ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่าด้วยอายุจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไป ก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัว รับราชการ รับใช้ชาติต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยพิพากษาให้ลงโทษจำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี
13. จากนั้น 8 กรกฎาคม 2569 ครอบครัวของภคพงศ์ได้มายื่นหนังสือต่อ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ตามรายละเอียดที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
โดย สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่ของภคพงศ์ กล่าวว่า ตนพยายามหาความจริงทุกวิถีทางเพื่อที่จะรู้ว่าลูกเสียชีวิตอย่างไร แต่ยิ่งพยายาม ยิ่งไปไม่ได้ ยิ่งตัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปแล้ว หากศาลทหารสั่งไม่ฟ้องนายแพทย์ทหารที่วินิจฉัยว่าภคพงศ์เสียชีวิตจากโรคหัวใจ และตอนนี้ยังรับราชการอยู่
ด้านรังสิตมันต์กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ จะมีการนำเรื่องนี้หาหารือกับ สส. ภายในคณะกรรมาธิการฯ เพื่อกำหนดแนวทางและขอข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป