“แล้วสุดท้าย เมยก็ตายโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาตายยังไง”
นี่คือคำพูดของสุกัลยา ตัญกาญจน์ มารดาของภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ ‘น้องเมย’ หลังพยายามต่อสู้ทุกทางเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับลูกชายมาตลอด 9 ปี แต่เหตุการเสียชีวิตในค่ายทหารยังคงเป็นปริศนา ล่าสุดเธอได้ยื่นหนังสือถึงกรรมาธิการกฎหมายฯ แม้ไม่รู้ว่านี่คือทางที่จะทำให้เธอได้พบกับความจริงหรือไม่ แต่เธอก็จะคว้ามัน
คดีของน้องเมยไม่ใช่คดีแรก และไม่ใช่คดีสุดท้ายของการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกองทัพ อันมีเงื่อนงำมาจาก ‘การธำรงวินัย’ แต่กลับไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้แปลว่านี่เป็นเรื่องเกินกำลัง หรือต้องรอให้กฎแห่งกรรมทำงานเอง ชวนคุยกันต่อถึงแนวทางการปฏิรูปศาลทหารว่า ระบบยุติธรรมจะทำให้ความจริงปรากฏได้อย่างไร
The MATTER พูดคุยกับ รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน และประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ถึงการความคืบหน้าในคดีน้องเมยเสียชีวิตปริศนาในค่ายทหาร รวมไปถึงข้อเรียกร้องจากทางครอบครัวของน้องเมยที่หวังพึ่งพากลไกของรัฐสภา เพื่อตามหา ‘ความยุติธรรม’ ที่ยังไม่เกิดขึ้นในมุมมองของครอบครัวผู้สูญเสียตลอด 9 ปีที่ผ่านมา
1 คดีสิ้นสุดลง หลายคดียังไม่คืบหน้า ความยุติธรรมที่ยังไม่ยุติ
‘คดีน้องเมย’ หรือ ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาหลังถูก ‘ธำรงวินัย’ ในค่ายทหาร ก่อนถูกนำตัวเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นี่เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจและติดตามมาโดยตลอด หลายคนเข้าใจว่าคดีถึงที่สุดแล้วและมีเพียงคดีเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีมากกว่านั้น
รังสิมันต์ กล่าวว่า คดีการเสียชีวิตของน้องเมยที่สิ้นสุดแล้ว คือ ‘คดีทำร้ายร่างกาย’ ซึ่งศาลทหารมีคำพิพากษาให้จำเลยได้รับโทษจำคุก แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี โดยศาลให้เหตุผลว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน ได้ช่วยนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลหลังเกิดเหตุ และเห็นว่าการให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัวและรับราชการต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่าการจำคุกทันที
อย่างไรก็ตาม อีกอย่างน้อย 2 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด ได้แก่ 1) คดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในจังหวัดนครนายก และ 2) คดีที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเกิดจากข้อสงสัยในการชันสูตรพลิกศพ หลังครอบครัวพบความผิดปกติว่าอวัยวะภายในบางส่วนสูญหาย โดยคดีดังกล่าวยังค้างอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลพญาไทมานานกว่า 6 ปี
เขากล่าวเสริมว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตในจังหวัดนครนายกอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ไม่น่าจะอยู่ในอำนาจศาลทหาร พร้อมระบุว่า พนักงานสอบสวนและอัยการในคดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายน่าจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
ขณะที่ครอบครัวอยู่ในภาวะมืดแปดด้าน เนื่องจากคดีที่อยู่ในศาลทหาร พลเรือนไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือฟ้องคดีเองได้ จึงเกิดข้อกังวลว่าคดีจะดำเนินไปจนสิ้นสุดได้อย่างไร จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทวงความยุติธรรมให้เกิดขึ้น จนมาถึงมือของกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมายฯ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
โดยหลักการแล้ว ผู้ที่มาร้องเรียนต่อ กมธ. ชุดนี้ มักเป็นผู้ที่พบว่าระบบยุติธรรมตาม ‘ปกติ’ ของบ้านเมืองเกิดความ ‘ผิดปกติ’ ขึ้น จึงมาขอให้ทางสภาฯ ช่วยแสวงหาความจริงในจุดที่พวกเขาไม่สามารถทำได้เอง รังสิมันต์ รับว่า แม้ กมธ. จะไม่มีอำนาจเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมโดยตรง แต่หากพบความผิดปกติที่หน่วยงานต้นสังกัดไม่แก้ไข ทาง กมธ. มีสิทธิส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น ป.ป.ช. หรือดำเนินการในฐานะคดีอาญาแผ่นดินได้
“เขาแค่ต้องการ ‘ความปกติ’ เขาต้องการกฎหมายที่ใช้บังคับได้จริงสำหรับทุกคน”
สำหรับข้อเรียกร้องของทางครอบครัวของน้องเมยต่อ กมธ. กฎหมายฯ มีอยู่ 2 ข้อสำคัญ ได้แก่
1. ขอให้ตรวจสอบสถานะและการลงโทษทางวินัยของรุ่นพี่ที่ทำผิด เนื่องจากศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาจำคุกอดีตรุ่นพี่ที่ร่วมทำร้ายร่างกาย แต่ให้รอลงอาญา ส่งผลให้อดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่รายนี้ยังสามารถเข้ารับราชการและปัจจุบันได้รับการเลื่อนยศทางราชการ
ทางครอบครัวเคยทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณาโทษทางวินัยหรือถอดถอนตำแหน่ง แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาหรือตอบกลับใดๆ จึงขอให้ กมธ. จี้และกวดขันให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจง ว่าเหตุใดผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดอาญาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่รับราชการต่อไปได้
2. ขอให้ช่วยสืบหาปมสาเหตุการเสียชีวิต ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวพยายามหาความยุติธรรมจากทุกช่องทาง ครอบครัวต้องการให้ กมธ. ใช้ใช้อำนาจเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเอกสารสำคัญ ออกมาเปิดเผยทั้งหมด เพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนว่าน้องเมยเสียชีวิตจากสาเหตุใดกันแน่
ศาลทหารมีไว้ทำไม?
ศาลทหารถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับทหารโดยเฉพาะ เนื่องจากกองทัพเป็นองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะ ต้องอาศัยวินัย คำสั่ง และสายบังคับบัญชาในการปฏิบัติภารกิจ จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้าใจบริบททางทหาร เช่น คดีเกี่ยวกับวินัยทหาร การละทิ้งหน้าที่ หรือการกระทำที่กระทบต่อความพร้อมของกองทัพ
กล่าวโดยง่าย ศาลทหารมีไว้เพื่อตรวจสอบทหารและรับผิดตามกฎเกณฑ์เฉพาะของอาชีพ เช่นเดียวกับบางวิชาชีพที่มีกลไกควบคุมภายในของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าทหารจะอยู่นอกเหนือกฎหมาย ศาลทหารยังต้องยึดหลักความยุติธรรมเช่นเดียวกับศาลทั่วไป ทั้งความเป็นอิสระ การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และการเปิดให้ตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสังคมได้ตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่อง ความเป็นอิสระของศาลทหาร โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้พิจารณาคดีอาญาทั่วไป หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับพลเรือน เนื่องจากระบบทหารมีโครงสร้างแบบสายบังคับบัญชาและความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่รุ่นน้อง จะไม่เป็นการเอื้อให้เกิดการอุปถัมป์ช่วยเหลือกันเองหรือไม่?
รังสิมันต์ โรม มองว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างศาลทหาร กับศาลยุติธรรมทั่วไปอยู่ที่หลักประกันความเป็นอิสระ โดยในระบบศาลยุติธรรม แม้แต่ประธานศาลฎีกาก็ไม่สามารถสั่งการผู้พิพากษาให้ตัดสินคดีไปในทิศทางใดได้ ขณะที่โครงสร้างศาลทหารยังอยู่ภายใต้ระบบบริหารของกองทัพ ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วเรามีหลักประกันอะไรที่จะป้องกันการแทรกแซงในศาลทหารหรือไม่
นอกจากนี้ โครงสร้างบุคลากรของศาลทหารยังแตกต่างจากศาลยุติธรรมทั่วไป โดยอัยการทหารสามารถสลับไปทำหน้าที่ตุลาการทหารได้ และตุลาการทหารบางส่วนสามารถกลับมาทำหน้าที่อัยการทหารได้เช่นกัน ขณะที่ศาลยุติธรรมมีการแยกบทบาทของผู้พิพากษาและอัยการอย่างชัดเจน อีกทั้งองค์คณะของศาลทหารบางส่วนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านกฎหมายโดยตรง จึงเกิดข้อกังวลเรื่องความเชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์
ข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ สะท้อนผ่านหลายกรณีในอดีต เช่น เหตุการณ์การเสียชีวิตของประชาชน 6 รายภายในวัดปทุมวนาราม ระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 โดยศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งไต่สวนการตายว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 6 รายเสียชีวิตจากกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. หรือ .223 ซึ่งเป็นกระสุนที่ใช้กับอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ และวิถีกระสุนมาจากพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมอยู่บริเวณรางรถไฟฟ้าและถนนพระรามที่ 1 อย่างไรก็ตาม การตามหาตัวผู้รับผิดยังไม่เกิดความกระจ่างแจ้งต่อสังคมเสียที
จากข้อกังวลดังกล่าว รังสิมันต์ โรม เสนอว่า ศาลทหารควรมีบทบาทเฉพาะในสถานการณ์พิเศษ เช่น ภาวะสงครามหรือการประกาศกฎอัยการศึก เพื่อรองรับความจำเป็นด้านความรวดเร็วในการบริหารสถานการณ์
ส่วนในภาวะปกติ คดีอาญาทั่วไปที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทหาร เช่น การทำร้ายร่างกาย หรือคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน ควรเข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เพื่อให้มีมาตรฐานการพิจารณาคดีเดียวกัน ขณะที่เรื่องวินัยทหารควรแยกไปดำเนินการผ่านคณะกรรมการวินัยเฉพาะทาง
“เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการขึ้นศาลทหาร ผมไม่เห็นมีกรณีไหนที่ไม่มีความสงสัยด้านความยุติธรรมเกิดขึ้น… ผมคิดว่าศาลทหารไม่ควรถูกใช้กับพลเรือนเลย แม้จะเป็นทหารก็ตาม หากเนื้อแท้ของคดีเป็นคดีอาญาปกติ ก็ควรขึ้นศาลพลเรือน” รังสิมันต์ โรม ระบุ
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ โอนคดีทุจริตไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และให้ คดีละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าสู่ศาลยุติธรรมปกติ เพื่อให้การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐไม่นำไปสู่การสมประโยชน์กันเอง และพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม (หลักคิดที่มองว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้มีอำนาจ และกฎหมายต้องถูกใช้เพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อปกป้องคนบางกลุ่ม)
สังคมที่หวังพึ่งกฎแห่งกรรมทำงาน
ข้อมูลของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2560-2569) มีข่าวกรณีทหารเกณฑ์เสียชีวิตระหว่างการเข้ารับราชการทหารอย่างน้อย 25 กรณี โดยสาเหตุสำคัญที่พบ เช่น เจ็บป่วยแต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ถูกลงโทษหรือทำร้ายร่างกายภายในค่ายทหาร ตัวอย่างเช่น คดีพลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเสียชีวิตในปี 2554 หลังพบมูลว่าเขาถูกซ้อมทรมานภายในค่ายทหาร แต่คดีกลับใช้เวลายาวนานกว่า 12 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลทหาร
นี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ยังมีความรุนแรงที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่ภายใต้ผิวน้ำ และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า เราจะตรวจสอบกันอย่างไร? และเราจะหยุดวงจรความสูญเสียนี้อย่างไร? ก่อนที่คดีของน้องเมยจะจมลงสู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งอีกครั้ง และไม่อาจตามหาความจริงใดๆ ได้อีก
ตลอดเวลา 9 ปี ผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นใจต่อครอบครัวน้องเมย โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย แต่ในท่าทีของความเห็นใจนั้นกลับพ่วงมาด้วยข้อหวังดีที่เสนอให้ครอบครัว ‘ปล่อยวาง’ และฝากความหวังไว้กับ ‘กฎแห่งกรรม’ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งมันจะทำงาน ซึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่าเหตุใดผู้คนถึงคิดเช่นนั้น ความหวังในกระบวนการยุติธรรมดูเป็นไปได้ยากกว่าการให้กฎแห่งกรรมทำงานอีกหรือ
สำหรับ รังสิมันต์ โรม มองว่า ตนเข้าใจในท่าทีของผู้คนที่คิดและเชื่อเช่นนั้น การที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องหันไปพึ่งพากฎแห่งกรรม อาจสะท้อนความสิ้นหวังต่อระบบยุติธรรมที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ เมื่อคนไม่เหลืออะไรให้พึ่งในกระบวนการยุติธรรม เขาจึงต้องหันไปพึ่งสิ่งอื่น พร้อมย้ำว่า ในฐานะพ่อคนหนึ่ง หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง ก็คงไม่อาจปล่อยผ่าน และต้องทำทุกทางเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้ลูกอย่างถึงที่สุด
“เราไม่เหลืออะไรให้เชื่อแล้วหรือเปล่า… เราก็เลยต้องหวังพึ่งอะไรสักอย่างที่เราเชื่อว่ามันน่าจะมีอยู่จริง”
เขายังเชื่อว่า สิ่งที่ครอบครัวน้องเมยและประชาชนคนไทยต้องการคือ ‘ความปกติ’ ของระบบกฎหมายที่สามารถคุ้มครองทุกคนได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กฎแห่งกรรมทำหน้าที่แทนกระบวนการยุติธรรม
อ้างอิงจาก