วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานว่า ศาลฎีกาสั่งไม่รับฎีกาขอให้ สยาม ธีรวุฒิ เป็นบุคคลสาบสูญ เหตุไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ส่งผลให้ครอบครัวเสียสิทธิดำเนินการอื่นๆ ทางแพ่ง
สยาม ธีรวุฒิ เป็นนักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลังการรัฐประหาร 2557 เนื่องจากมีหมายจับข้อหามาตรา 112 จากการแสดงละครเวที ‘เจ้าสาวหมาป่า’ ในปี 2556 จากนั้นเขาตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศลาวและเวียดนาม ในปี 2562 พร้อมกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ (ลุงสนามหลวง) และ กฤษณะ ทัพไทย (สหายยังบลัด)
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2562 มีสื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลว่า ทั้ง 3 คนถูกจับกุมที่ประเทศเวียดนามและส่งตัวกลับมายังประเทศไทยโดยที่ไม่มีใครทราบข่าว ซึ่งช่วงเวลานั้น ผู้ลี้ภัยทางการเมืองและมาตรา 112 หลายคนถูกอุ้มหาย ยกตัวอย่างกรณีสองร่างที่ถูกพบเป็นศพบริเวณแม่น้ำโขงในปี 2561 ภายหลังพบว่าเป็น ชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) และ ไกรเดช ลือเลิศ (สหายกาสะลอง) ส่วน สุรชัย แซ่ด่าน ที่สูญหายไปพร้อมกันยังไม่มีใครพบ
หลังจากที่สยามหายตัวไป กัญญา ธีรวุฒิ แม่ของสยาม ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์และร้องเรียนต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ช่วยตามหาลูกชายของตนมาตลอด จนกระทั่ง 15 มีนาคม 2566 กัญญาได้เข้าร้องที่ศูนย์ป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ตลิ่งชัน เพื่อขอให้มีการติดตามและค้นหาและทราบชะตากรรมของสยาม ทว่ากลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
20 กันยายน 2567 มารดาของสยามยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร ขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญเพื่อการจัดการทางแพ่งและทรัพย์สินของสยาม ก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ศาลได้มีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ เนื่องจากถือว่าสยามไม่เป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61
“มาตรา 61 ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลา 5 ปี เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้”
ศาลวินิจฉัยในทำนองว่า “ผู้ร้องทราบดีถึงการที่นายสยามจากภูมิลำเนาไป รวมถึงทราบว่านายสยามยังมีชีวิตอยู่หลังจากที่จากภูมิลำเนาไป ส่วนข้อมูลการหายตัวที่อ้างว่านายสยามถูกจับกุมตัวโดยตำรวจเวียดนามก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะไม่ปรากฏสถานที่จับกุมที่แน่นอน อีกทั้งผู้ที่แจ้งข่าวก็ไม่สามารถระบุได้ว่าได้รับข่าวมาจากที่ใด นอกจากนี้นายสยามยังถูกออกหมายจับในคดี มาตรา 112 หลังเดินทางออกจากประเทศไทย ทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบหลบหนีภัยอันตรายระหว่างการลี้ภัย ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่ผู้ร้องนำมาแสดงแล้ว ศาลจึงเห็นว่าไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่านายสยามเป็นคนสาบสูญตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งยกคำร้อง”
อย่างไรก็ตาม 19 กุมภาพันธ์ 2568 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยผู้ร้องยืนยันในทำนองว่า การที่สยามได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอด 5 ปี ซึ่งไม่สามารถติดต่อสยามได้และไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เพื่อจัดการทางแพ่งและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสยาม จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ
ถึงอย่างนั้น ศาลอุธรณ์ก็ได้ยกคำร้อง และการต่อสู้ก็มาถึงชั้นฎีกา ซึ่งในวันนี้ศาลฎีกาก็ได้สั่งไม่รับฎีกาที่ขอให้ สยาม ธีรวุฒิ เป็นบุคคลสาบสูญ ด้วยเหตุไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แม้จะไม่มีใครทราบข่าวหรือได้รับการติดต่อจากสยามมาเป็นเวลากว่า 7 ปีแล้วก็ตาม
โดยมีคำสั่งศาลระบุว่า “ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของผู้ร้องไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 เพราะเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง”
ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า หากการบังคับสูญหายคือการทำให้บุคคลอยู่นอกความคุ้มครองของกฎหมาย คำสั่งศาลฎีกาวันนี้อาจเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญหาย เนื่องจากที่ผ่านมานอกจากจะไม่มีความคืบหน้าเรื่องการค้นหาและสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสยามแล้ว ยังไม่มีการให้สถานะบุคคลสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวของสยามต้องเผชิญความยากลำบากยิ่งกว่าเดิม