มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการยุติบทบาทของ ‘สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์’ ในหลายพื้นที่ สร้างความกังวลใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ที่หวั่นใจว่าเม็ดเงินที่ส่งสมาคมไปตลอดทั้งชีวิตนั้นจะสูญเปล่า
อธิบายแบบง่ายๆ สำหรับบางคนในเขตเมืองที่อาจไม่เคยได้ยินบทบาท ‘สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์’ สมาคมนี้มีบทบาทคอยรวบรวมผู้คนจากแต่ละชุมชนเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อจ่ายเงินสมทบ โดยเงินที่รวบรวมได้จะนำไปช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง
ทายาทของผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินก้อนสำหรับค่าจัดการศพ และหากมีส่วนต่างที่เหลือจะเป็นเงินสงเคราะห์ครอบครัว ที่จะช่วยให้ทายาทมีเงินทุนสำรองในการดำเนินชีวิตต่อไป บ้างก็ว่าระบบนี้มันทำงานคล้ายๆ กับ ‘การเล่นแชร์’ ในแบบที่คนไทยมักคุ้นกัน
#ต้องจ่ายเท่าไหร่
แต่ละสมาคมจะจัดเก็บเงินสมทบในอัตราที่แตกต่างกัน เช่น
– อัตราค่าสมัคร: จ่ายครั้งเดียวไม่เกิน 100 บาท
– เงินค่าบำรุง: ไม่เกินเดือนละ 5 บาท หรือปีละ 50 บาท
สำหรับเงินสงเคราะห์ สมาคมเรียกเก็บได้เมื่อมีคนเสียชีวิต ดังนี้
– 100 บาท ถ้ามีสมาชิกไม่เกิน 2,500 คน
– 50 บาท ถ้ามีสมาชิก 2,501 – 5,000 คน
– 30 บาท ถ้ามีสมาชิก 5,000 – 10,000 คน
– 20 บาท ถ้ามีสมาชิก 10,001 คนขึ้นไป
กล่าวคือ ยิ่งสมาคมฯ มีสมาชิกมาก ภาระที่ต้องร่วมจ่ายก็จะเบาลง
#ทำไมหลายชุมชนถึงไม่ได้ไปต่อ
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกินกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็น ‘สังคมสูงอายุระดับสุดยอด’ (Super-Aged Society) การเสียชีวิตเริ่มถี่มากขึ้น หลายสมาคมฯ ต้องเรียกเก็บเงินสมทบบ่อยขึ้น จากเดิมที่จ่ายเดือนละครั้ง อาจกลายเป็นว่าต้องจ่ายสัปดาห์ละครั้ง สมาชิกบางส่วนจ่ายไม่ไหว ก็ตัดสินใจออกจากสมาคมไป
สมาคมฯ จะเดินต่อไปไม่ได้ หากขาดสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาช่วยจ่าย แต่คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งมองว่าระบบนี้ไม่คุ้มค่า หันไปพึ่งพาเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์มากกว่า เช่น ประกันชีวิตส่วนตัว เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ สมาชิกเดิมก็ต้องแบกภาระจ่ายส่งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเงื่อนไขที่ระบุว่า ยิ่งมีสมาชิกน้อย ยิ่งต้องจ่ายแพง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความรู้ทางการเงินและการบัญชี การทุจริตอาจเกิดขึ้นได้ หลายแห่งใช้กรรมการหมู่บ้านในการดูแล ซึ่งถ้าไม่มีกลไกตรวจสอบ ก็อาจนำไปสู่การยักยอกเงินและขาดดุลบัญชีได้เช่นกัน
#ยกเลิกกันไม่ได้ง่ายๆ
จากการชี้แจงโดยรองโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ปัจจุบันทั่วประเทศยังมีสมาคมฯ ดำเนินการอยู่ 3,839 แห่ง จาก 4,874 แห่ง และขอให้ไว้วางใจว่า การเลิกสมาคมฯ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย เพราะต้องดำเนินการผ่านหลายขั้นตอน แม้แต่นายทะเบียนกลางอย่างอธิบดีกรมกิจการสตรีฯ ที่เป็นผู้ดูแล ก็ไม่มีอำนาจสั่งยุติสมาคมฯ ได้
ส่วนที่เป็นข่าวส่งต่อกันว่าจะมีการยกเลิกสมาคมฯ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี สิงห์บุรี นครราชสีมาสุพรรณบุรี อ่างทอง เลย บุรีรัมย์ และกำแพงเพชร นั้น แท้จริงเป็นการยกเลิกเพียง 1-2 สมาคมต่อจังหวัด ไม่ใช่ยกเลิกทั้งหมด และการยกเลิกของสมาคมฯ แห่งหนึ่งก็ไม่ได้มีผลต่อสมาคมฯ ใกล้เคียง
#เมื่อสมาคมถูกยกเลิกห้ามแบ่งทรัพย์สินคืนสมาชิก
กันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบายว่า หากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ต้องเลิกกิจการ ไม่ว่าด้วยเหตุอะไร ต้องมีการชำระบัญชีให้เรียบร้อยก่อน เมื่อปิดบัญชีแล้ว พบว่ามีทรัพย์สินเหลืออยู่ ห้ามแบ่งคืนสมาชิก แต่ต้องโอนไปให้สมาคมฌาปนกิจอื่น หรือองค์กรการกุศลตามข้อบังคับ หรือถ้าไม่ได้กำหนดไว้ทรัพย์จะตกเป็นของแผ่นดิน
สำหรับ ‘เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า’ สมาชิกอาจขอคืนได้เฉพาะส่วนที่ยังไม่ถูกนำไปใช้และยังไม่ถึงกำหนดต้องจ่าย หากเงินนั้นถูกนำไปจ่ายช่วยงานศพสมาชิกที่เสียชีวิตไปแล้ว จะขอคืนไม่ได้
#Explainer #ฌาปนกิจสงเคราะห์ #TheMATTER