ช่วงยากลำบากครั้งหนึ่งในชีวิต อาจเป็นวันที่เลือกเดินไปทำงาน เพราะไม่มีเงินแม้จะขึ้นรถเมล์ อาจเป็นวันที่ทิ้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนอืดเต็มชาม เพื่อให้รู้สึกอิ่มท้องยิ่งขึ้น อาจเป็นวันที่ยอมกรอกน้ำปะปาใส่ขวดน้ำดื่ม
ความยากจนทิ้งบทเรียนไว้เป็นความลำบากที่ยากจะลืม คอยย้ำเตือนว่ามันสามารถผลักดันให้เรายอมทำอะไรได้มากแค่ไหน ร่องรอยที่ความยากจนฉุดกระชากเรามาตลอดชีวิต ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงร่องรอยทางใจ หากแต่สร้างร่องรอยไว้กับสมองด้วย
แต่ร่องรอยนั้นเป็นรอยของความเสื่อมถอยก่อนวัย

สมองเสื่อมก่อนวัย เพราะพิษภัยปากท้อง
เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ทีมวิจัยจาก University College London ตีพิมพ์งานวิจัยในหัวข้อ Persistent money struggles linked to faster brain ageing โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 2,759 คน ติดตามชีวิตพวกเขามาตั้งแต่เกิด ในปี 1946 ผ่านโครงการ MRC National Survey of Health and Development
ผลการศึกษาพบว่า คนที่เผชิญปัญหาการเงินฝืดเคืองในระยะต่อเนื่องมายาวนาน ไม่ใช่เพียงความลำบากในช่วงใดช่วงหนึ่ง พวกเขาทำคะแนนแบบทดสอบ ด้านความจำและความเร็วในการประมวลผลข้อมูล แย่กว่าคนอื่นอย่างชัดเจน
ทีมวิจัยยังตามไปดูภาพสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่างบางส่วน ตอนพวกเขาอายุ 69-71 ปี พบว่าคนที่มีประวัติรายได้น้อยต่อเนื่องมีภาวะสมองฝ่อมากกว่า (brain atrophy) และมีโพรงสมองขยายใหญ่กว่าคนทั่วไป
มาทำความเข้าใจกันก่อน ‘โพรงสมอง’ คือช่องว่างที่มีของเหลวหล่อเลี้ยงสมองอยู่ ยิ่งช่องว่างนี้ขยายใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนว่าเนื้อสมองรอบข้างหดตัวลงไปมากเท่านั้น เป็นรูปแบบที่มักพบในคนที่มีความเสี่ยงด้านการเสื่อมของสมองตามวัยหรือภาวะสมองเสื่อม
ที่น่าสนใจคือ แม้นักวิจัยจะควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเป็นตัวแปรกวนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษา ความฝันในวัยเด็ก หรือภูมิหลังทางพันธุกรรม แต่ยังคงตัวแปรด้านฐานะอยู่ ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม นั่นหมายความว่า ต่อให้เราเอาคน 2 คนที่มีการศึกษาเท่ากัน มีความฝันวัยเด็กคล้ายกัน มีพันธุกรรมใกล้เคียงกัน แต่ฐานะต่างกันมาเทียบกัน คนที่ใช้ชีวิตบนความยากจนอย่างเรื้อรัง ก็มีแนวโน้มที่สมองจะเสื่อมเร็วกว่าอยู่ดี
ไม่เพียงเท่านั้นนักวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มที่มียีน APOE-ε4 ซึ่งเป็นยีนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์อยู่แล้ว หากต้องเผชิญความจนเรื้อรังร่วมด้วย ความเสี่ยงจะยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก เหมือนความจนไม่ได้แค่สร้างปัญหาใหม่ แต่ไปเร่งปัญหาที่ซ่อนอยู่ในตัวเราตั้งแต่ต้นให้ปะทุเร็วขึ้น
ฌาคส์ เวลส์ (Jacques Wels) นักวิจัยอาวุโสในทีมวิจัยหลักของ UCL อธิบายว่า ที่ผ่านมาวงการวิชาการรู้ดีอยู่แล้วว่า ความเสื่อมของสมองเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม และประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก แต่ยังไม่ค่อยมีใครศึกษาปัจจัยในช่วงระหว่างทางของชีวิต หากคนหนึ่งต้องแบกรับความเครียดทางการเงินสะสมต่อเนื่องจะส่งผลอย่างไรบ้าง เขามองว่างานชิ้นนี้จึงเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่น่าสนใจว่า เมื่อชีวิตต้องจมอยู่กับความยากจนเรื่อยมา มีส่วนทำให้เกิดความเสื่อมถอยทางความคิดเกิดขึ้น
แม้งานวิจัยเชิงสังเกต (observational study) ชิ้นนี้ ได้ตามคนกลุ่มตัวอย่างนานถึง 70 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ 100% ว่าความจนเป็นสาเหตุโดยตรงของความเสื่อมทางสมอง อาจมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นที่ยังไม่ถูกวัดในงานชิ้นนี้ก็เป็นได้ แต่เมื่อความสัมพันธ์แบบนี้ยังคงอยู่แม้ควบคุมตัวแปรกวนสำคัญๆ ไปแล้วมากมายความยากจนก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะมองข้ามได้เช่นกัน

ความจนกัดกินสมองได้อย่างไร
ความยากจนไม่เพียงสร้างเงื่อนไขยากลำบากในการใช้ชีวิต หากแต่ยังส่งผลอันน่าเวทนาไปถึงเนื้อตัวร่างกายเจ้าของชีวิตนั้นด้วย ในทางสังคมเราต่างรู้อยู่แล้วว่าความจนกัดกินชีวิตเราอย่างไร เราลองมาดูในทางร่างกายดูบ้าง อย่างที่อ้างอิงถึงงานวิจัยไปข้างต้น ทำไมความยากจนต่อเนื่องในชีวิต มันกัดกินสมองจนเสื่อมถอยก่อนวัยอันควรได้
อาจพอรวบรัดตัดตอนคำตอบเสียตั้งแต่ตรงนี้ได้เลยว่า ร่างกายเราไม่ได้แยกแยะเท่าไหร่นัก ระหว่างเครียดเพราะสัตว์นักล่าชุกชุมยุคโบราณ กับเครียดเพราะบิลต่างๆ รอคอยเป็นหางว่าว หรือจะเอาอะไรยาไส้ในยุคนี้
บรูซ แม็กอีเว่น (Bruce McEwen) นักประสาทวิทยา เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Allostatic Load คือ ค่าเสื่อมที่ร่างกายต้องจ่ายเมื่อต้องอยู่ในโหมดเตรียมรับมือภัยคุกคามซ้ำๆ เป็นเวลานาน
ทุกครั้งที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องดีในสถานการณ์ฉุกเฉินระยะสั้น แต่ปัญหาคือ ความจนไม่ใช่ภัยร้ายที่โผล่มาแล้วหายไป แต่เป็นภัยเงียบที่แอบซ่อนอยู่ในทุกฝีก้าวของชีวิต อย่างความกังวลถึงรายจ่ายต่างๆ วนซ้ำทุกสิ้นเดือน เกิดค่าใช้จ่ายไม่คาดฝันโผล่มา และเมื่อคอร์ติซอลถูกหลั่งซ้ำๆ ต่อเนื่องแบบนี้เป็นปีๆ มันจะเริ่มไปกัดกินสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เก็บความจำและการเรียนรู้ ซึ่งนั่นก็คือสมองส่วนเดียวกับที่งานวิจัย UCL พบว่าเสื่อมเร็วผิดปกติในคนที่จนเรื้อรังนั่นแหละ
หากพูดให้ถึงที่สุด ความจนจึงไม่ได้ทำร้ายแค่คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ในแต่ละวัน แต่มันแทรกซึมเข้าไปถึงระดับฮอร์โมนและเซลล์ในตัวเราแบบที่ตาเปล่ามองไม่เห็น

เรื่องนี้นับว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเสียเท่าไหร่ ตัวเลขจากรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2567 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว ระบุว่าเด็กและเยาวชนไทยกว่า 7.8 ล้านคน อาศัยอยู่กับครอบครัวในภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่แน่นอน และมีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ
เมื่อติดตามข้อมูลพัฒนาการเด็กปฐมวัยในปี 2566 เด็กปฐมวัยไทยมีพัฒนาการล่าช้าด้านการใช้ภาษาสูงถึง 74.8% ด้านความเข้าใจภาษา 60.9% ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 44.6% และด้านการเคลื่อนไหว 28.2%
หากอนุมานเอาตามผลของงานวิจัยของ UCL ข้างต้น ทักษะอย่างความจำที่ใช้ในการทำงาน การควบคุมอารมณ์ การวางแผนชีวิต ล้วนเป็นทักษะที่ต้องอาศัยสมองส่วนหน้าที่ทำงานร่วมกับฮิปโปแคมปัส จึงน่าเป็นห่วงว่าเด็กไทยหลายล้านคนที่เผชิญชีวิตยากจนอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลถึงพัฒนาการด้านสมองตามไปด้วย
การลดความยากจนเรื้อรังในสังคม อาจไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในระดับประชากรได้ด้วย
อ้างอิงจาก