ภาพวาดลึกลับที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนักของ กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ได้สร้างความฮือฮาในวงการศิลปะหลังถูกประมูลขายในราคาสูงถึง 236.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,671.18 ล้านบาท) ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ตัวเลขดังกล่าวได้ทุบสถิติการประมูลภาพศิลปะสมัยใหม่ และกลายเป็นงานศิลปะที่มีราคาสูงที่สุดเป็นอันดับสองที่เคยขายภายใต้การประมูล รองจาก ‘Salvator Mundi’ ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งขายในปี 2017 ในราคา 450.3 ล้านดอลลาร์ (14,607.7 ล้านบาท)
โดยภาพดังกล่าว เป็นภาพเหมือนของ เอลิซาเบธ เลเดอร์เรอร์ (Portrait of Elisabeth Lederer) บุตรสาวของนักสะสมงานศิลปะชาวเวียนนา ซึ่งแม้จะเป็นภาพที่ไม่มีใครรู้จักมากนัก แต่ภาพดังกล่าวกลับซ่อนความหมายทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ และนัยยะทางชีววิทยาแฝงอยู่ในผืนผ้าใบเกือบ 2 เมตรนี้
รายละเอียดผสานวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ภาพเหมือนของเอลิซาเบธ ถูกสร้างขึ้นในปี 1914-1916 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆ ของชีวิตคลิมท์ ซึ่งมีองค์ประกอบต่างจากยุคทองของคลิมท์ที่ใช้ความหรูหราของทองคำและมีเสน่ห์เย้ายวนแบบเวียนนาซีเซสชั่น (Vienna Secession) อย่างภาพ The Kiss หรือ Portrait of Adele Bloch-Bauer I
คลิมท์ได้เปลี่ยนจากการใช้ทองคำเป็นส่วนประกอบหลักของภาพ เป็นสีสันที่สดใสแทน ซึ่งคล้ายกับแนวภาพวาดแบบลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) โดยเน้นไปที่ลวดลายอันซับซ้อนที่ประดับประดาเสื้อคลุมสีขาวระยิบระยับของเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มูลค่าภาพของเอลิซาเบธพุ่งสูงขนาดนี้
โดยลวดลายมังกรบนเสื้อคลุมของเอลิซาเบธชวนให้นึกถึงสิ่งทอของราชวงศ์ชิง ซึ่งสื่อถึงอำนาจจักรวาลและความศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ พร้อมแววตาสีดำเข้มให้ความนิ่งสงบ ทำให้หญิงสาววัย 20 ดูเหมือนเป็นบุคคลที่มีความงามเป็นอมตะ และทรงอิทธิพลเหนือกาลเวลา
นอกจากนั้น รูปทรงวงรีและวงกลมบนเสื้อผ้าของเธอ หากมองอย่างผิวเผินอาจเห็นเป็นภาพดอกไม้ แต่หากดูในรายละเอียดจะเห็นว่าลวดลายดังกล่าวคล้ายกับเซลล์ในทางชีวสัณฐาน ที่คลิมท์ให้ความสนใจในช่วงนั้น และได้เข้าฟังการบรรยายว่าด้วยทฤษฎีเซลล์และกายวิภาคศาสตร์จากเพื่อนของเขา
ด้วยรายละเอียดที่กล่าวข้างต้น ทำให้ภาพของเอลิซาเบธสะท้อนการผสานระหว่างวัฒนธรรมเรื่อง ‘ตำนานโบราณในแถบเอเชียตะวันออก’ และ ‘วิทยาศาสตร์สมัยใหม่’ ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวของศิลปิน
เรื่องราวหลังภาพวาด ‘ประวัติศาสตร์ยุคนาซี‘
นอกจากความซับซ้อนทางศิลปะแล้ว ประวัติศาสตร์ของภาพวาดและตัวเอลิซาเบธเองก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยเพิ่มมิติอันน่าขนลุกให้แก่มูลค่าของงาน
โดยภาพวาดหลายอันของคลิมท์รวมถึงภาพเหมือนของเอลิซาเบธถูกเจ้าหน้าที่นาซียึดไปในปี 1938 หลังจากการผนวกออสเตรีย เพราะตระกูลเลเดอร์เรอร์เป็นหนึ่งในครอบครัวชาวยิวที่ร่ำรวยที่สุดของเวียนนา
ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวยิวต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวรวมถึงเอลิซาเบธ เมื่อนาซีเข้าสู่ช่วงกวาดล้างชาวยิว เอลิซาเบธได้อ้างว่า คลิมท์ซึ่งเป็นศิลปินผู้วาดภาพนี้และมีชื่อเสียงเรื่องรักๆ ใครๆ ไม่ใช่ชาวยิวและเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอ โดยแม่ของเธอก็ยืนยันคำร้องดังกล่าวด้วยการลงนามในคำให้การ ทางการนาซีจึงยอมรับและแก้ไขสถานะของเธอ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ช่วยเสริมเรื่องราวในภาพวาด ที่เอลิซาเบธสวมเสื้อผ้าสีขาวคล้ายรังไหม ทำให้เหมือนดักแด้ที่เตรียมมีชีวิตใหม่อย่างผีเสื้อ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลง การเกิดใหม่ และการอยู่รอดแบบแปรสภาพ
สุดท้ายนี้ ภาพดังกล่าวได้ปรากฏสู่ตลาดอีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1980 จากนั้นก็เข้าสู่การถือครองส่วนตัวของมหาเศรษฐีซึ่งประกอบธุรกิจด้านเครื่องสําอาง Leonard A Lauder ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ทำให้ภาพวาดที่ซ่อนจากสายตาสาธารณชนมาหลายทศวรรษปรากฏขึ้น และได้รับความสนใจ ด้วยเรื่องราวที่กล่าวมากข้างต้น ภาพวาดที่ผสานระหว่างเรื่องราวทางวัฒนธรรมและเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังภาพวาด จึงทำให้ภาพดังกล่าวทุบสถิติการประมูลภาพศิลปะสมัยใหม่
อ้างอิงจาก