“เหงาไง แต่ไม่พูด” ทำไมความเหงาถึงยากที่จะสื่อสาร

‘ความเหงา’ มีอิทธิพลเหนือพวกเราทุกคน มันแปรเปลี่ยนร่างกายไปพร้อมๆ กับจิตใจ แต่หากเราเข้าใจกลไกที่ความเหงากำลังสื่อสาร มันอาจเยียวยาพวกเราจากความเดียวดายอันเจ็บปวด

 

ลองจินตนาการว่าคุณมีหน้าที่เป็น ‘Zookeeper’ คนดูแลสัตว์ในสวนสัตว์ที่ออกจะพิกลหน่อยๆ เพราะที่แห่งนี้เลี้ยง ‘มนุษย์’ เอาไว้แทนสัตว์ที่คุณคุ้นชิน ดังนั้นหน้าที่รับผิดชอบของคุณคือการออกแบบสภาพแวดล้อมเบื้องต้นให้เหล่ามนุษย์ที่คุณดูแลมีชีวิตรอดตลอดภารกิจ มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้มนุษย์เหล่านี้มีสุขภาพดี?

คุณให้น้ำพวกเขาหรือเปล่า? อาหารที่ให้กินมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหรือไม่? ที่กำบังแดดและกำบังฝนแข็งแรงทนทานแล้วหรือยัง?

 

“สิ่งแรกที่คุณควรทำเลยนะ ตอบให้ได้ก่อนว่า คุณออกแบบกรงเพื่อให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นแล้วหรือยัง?”

 

John Cacioppo นักประสาทวิทยาเคยกล่าวติดตลกเอาไว้

 

“มนุษย์ไม่สามารถตัดขาดความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกัน แม้ อาหาร น้ำ และที่อยู่อาศัยจะพร้อมแค่ไหนก็ตาม”

 

ความเหงา (Loneliness)  คือจุดตัดที่ไม่ลงตัวของความคาดหวังต่อสังคมและความเป็นจริง (Social Expectation vs. Reality) แต่อุปสรรคอันใหญ่หลวงคือ เราไม่สามารถสื่อสารความเหงาออกไปได้ตรงๆ เหมือนกับความต้องการพื้นฐานอื่นๆ ความย้อนแย้งในการสื่อสารความเหงา อาจยากกว่าการอยู่กับความเหงาด้วยซ้ำ

แม้คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงใครไว้ในกรงราวกับสัตว์ (หรือใครทำเช่นกันก็ควรแจ้งตำรวจโดยด่วน) แต่ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์เองค่อยๆ ห่างไกลจากปฏิสัมพันธ์ดั้งเดิมทางสังคมจนเกิดช่องว่างคล้ายหุบเหว แม้เราต้องการคนอื่น แต่กลไกทางสังคมก็ไม่ได้เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ สถานที่ทำงานเองอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณสานสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ตั้งแต่ต้น ครอบครัวเชิงเดี่ยวที่กระจายตัว หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเองที่เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบหน้าใครๆ

 

เป็นคนเหงา ไม่ได้ปฏิเสธสังคม

คนที่รู้สึกเหงา ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือเป็นพวกปฏิเสธสังคม เพราะแม้คนที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากๆ เป็นประจำทุกวัน ก็ยังรู้สึกตัวเองเป็น ‘คนนอก’ แม้จะอาศัยในพื้นที่ที่อัตราประชากรหนาแน่นก็ตาม

ระยะหลังๆ หน่วยงานที่ดูแลด้านสุขอนามัยเริ่มเห็นความเหงาเป็นภาวะทางสุขภาพที่เหมือนคลื่นใต้น้ำค่อยๆ ปั่นป่วนผู้คน งานวิจัยหลายชิ้นก็พัฒนาขึ้นเพื่อตอบปัญหาความเหงาที่เชื่อมโยงเข้ากับโรคทางคลินิก

ความเหงาทำให้สุขภาพแย่ลง คนที่อยู่คนเดียวเป็นเวลานานมักเสี่ยงโรคเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับหัวใจ และโรคประสาทถดถอยก่อนวัยอันควร และโรคมะเร็ง ของพวกนี้มักวนเวียนอยู่กับความเหงา เพราะคนที่อยู่อย่างโดดเดียวมักมีวิถีชีวิตที่ Unhealthy เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

การศึกษาแบบ Meta-analysis กว่า 150 ชิ้น เชื่อมโยงปัญหาสุขภาพกับปัญหาความสัมพันธ์ของมนุษย์ ตั้งแต่การดื่มแอลกอฮอล์หนัก สูบบุหรี่จัด ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วน หรือขี้เกียจไม่ทำอะไรเลย (inactivity) จนอนุมานได้อย่างหยาบๆ ว่า คนเหงาๆ มักเสี่ยงตายกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ดีถึง 26 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนที่อยู่อย่างโดดเดียวมักทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพโดยที่ไม่ได้รับการเตือนหรือได้ฉุกคิดจากคนรอบตัว

ความเหงาเปล่าเปลี่ยว (Loneliness) มักถูกนิยามอย่างคลาดเคลื่อน โดยคนทั่วไปมักพิจารณาเพียงว่า มีเพื่อนน้อย ไม่มีคู่ (ดังนั้นจำนวนเพื่อนใน friend list ก็ไม่ได้ยืนยันว่าคุณจะไม่ใช่คนเหงา) ความเหงามักมาเยือนแบบไม่ได้ตั้งใจ (Unintentional) จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่คลาดเคลื่อนจากความคาดหวังไว้เบื้องต้น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด ผู้คนจึงค่อยๆ ผละออกจากสังคม ตามกลไกทางธรรมชาติเพื่อแสวงหาความสบายใจ ตั้งแต่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือถอนตัวออกจากสังคมแบบถอนรากฐานโคน ความอ่อนไหวของแต่ละคนต่อปฏิกิริยาทางสังคมนั้นต่างกัน บางคนรับมือกับความผิดหวังได้ดี หรือยอมเป็นผู้แพ้บ้างในสายตาคนอื่น แต่บางคนกลับรู้สึกถูกซ้ำเติมและย่ำแย่กว่า

ดังนั้นหากจะสื่อสารความเหงา อาจเริ่มจากทำความเข้าใจประเภทความเหงาเสียก่อน

 

เหงาฉับพลัน (Acute) vs. เหงาเรื้อรัง (Chronic)

เราสามารถคาดเดาความเหงาจากช่วงเวลาหนึ่งไปบรรจบอีกช่วงเวลาหนึ่งได้คร่าวๆ โดยเฉพาะในช่วงชีวิตที่เจอเหตุเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ๆ เช่น ต้องย้ายบ้านไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย มีลูกคนแรก หรือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เหตุการณ์เช่นนี้เป็นความเหงาที่เข้ามาอย่างฉับพลันทันด่วน มันจึงเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนหนึ่งจะขอพักใจ หายหน้าหายตาไปสักระยะหนึ่ง ไม่อยากสื่อสารกับใคร กระบวนการเยียวยามักขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคน ซึ่งเป็นภาวะเหงาตามธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตสามารถรู้สึกได้

แต่เมื่อความเหงาเข้ายึดเวลาส่วนใหญ่ไปจากชีวิต มันมีอิทธิพลในการปรับเปลี่ยนทางกายภาพของพวกเรา มันเปลี่ยนวิธีคิดและการแสดงออก ซึ่งมักคาดเดายาก และหาวิธีบำบัดให้ตรงจุดได้ลำบากกว่า เพราะ คนเหงามักปฏิเสธการร่วมมือใดๆ ที่รู้สึกไม่เชื่อมโยง กลไกของสมองจะไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขาหาความช่วยเหลือ จนพัฒนาเป็นภาวะเหงาเรื้อรัง (Chronic loneliness) ที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาเข้ามาช่วยเหลือด้วย

ความเหงาเรื้อรังมีอิทธิพลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำให้ระบบประสาทเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวเป็นเวลานาน มีแนวโน้มที่โรคที่กำลังเผชิญอยู่หายยากขึ้นหรืออักเสบ

 

เหงาจากทางสังคม vs. เหงาจากอารมณ์

‘ความโดดเดี่ยวทางสังคม’ อาจนิยามว่า บุคคลพยายามปลีกตัวออกจากครอบครัวหรือเพื่อนฝูงในระดับปัจเจก โดยมูลนิธิ UK Mental Health Foundation ใช้การประเมินผ่านความถี่ที่พวกเรามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทั้งในสังคมโลกเสมือน (ออนไลน์) และโลกกายภาพจริง

แต่ ‘ความเหงาจากอารมณ์’ คือบุคคลที่มักแยกตัวออกมาโดยไม่คำนึงถึงเครือข่ายทางสังคมใดๆ เป็นความเหงาที่เกิดจากอารมณ์เป็นตัวขับดัน แม้พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนหรือครอบครัวแล้วก็ตาม ความเหงาทางอารมณ์มักเป็นอย่างฉับพลันเมื่อพวกเราเผชิญจังหวะชีวิตที่ยากลำบาก แต่ทั้งสองแบบล้วนเป็นความเหงาที่มีผลลบต่อร่างกายและจิตใจ

 

มาสำรวจความเหงากันเถอะ

เครื่องมือสำรวจความเหงาที่เป็นที่นิยมมักเป็นแบบสำรวจของมหาวิทยาลัย California ในปี 1978 โดย Daniel Russell และทีมงานในชื่อว่า UCLA Loneliness Scale โดยเวอร์ชั่นเต็มๆ มีคำถามราว 20 คำถาม แต่ทีมวิจัยเองก็มีเวอร์ชั่นขนาดสั้น 10 ข้อเพื่อเพิ่มความสบายใจและคุ้นเคยให้กับผู้ตอบ


ลองตอบคำถามเหล่านี้ด้วยการให้คะแนน 1 ถึง 4

  • 1 = ไม่เคย
  • 2 = นานๆ ครั้ง
  • 3 = บางครั้ง
  • 4 = ทุกครั้ง

 

  1. คุณรู้สึกไม่มีความสุข เมื่อต้องทำอะไรตัวคนเดียว
  2. คุณรู้สึกไม่มีใครให้คุยด้วย
  3. คุณรู้สึกทนไม่ได้ ที่ต้องอยู่กับความเหงา
  4. คุณรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของคุณ
  5. คุณรู้สึกต้องรอคอยยาวนาน เพื่อให้ใครสักคนเขียนหรือตอบข้อความ
  6. คุณรู้สึกเปล่าเปลี่ยวบ่อยครั้ง
  7. คุณรู้สึกไม่สามารถสื่อสารกับผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ
  8. คุณรู้สึกโหยหาความสัมพันธ์
  9. คุณมักเผชิญความยากลำบากในพบเพื่อนใหม่
  10. คุณรู้สึกถูกปิดกั้นจากคนอื่นๆ

 

มาคิดคะแนนกันดีกว่า!

หากคุณทำได้ 20 คะแนน ถือว่าเป็นระดับปกติที่คนส่วนใหญ่ล้วนเผชิญความเหงา

หาก 25 คะแนนขึ้นไป มีแนวโน้มที่คุณจะมีอาการเหงาค่อนข้างมาก

และ 30 คะแนนขึ้นไป คุณมีแนวโน้มเหงาเรื้อรัง (Chronic loneliness) ที่อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในระยะยาวได้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับการแนะนำหรือบำบัด

 

การพยายามทำความเข้าใจความเหงาของตัวเองอาจเจ็บปวด เพราะการเปิดใจยอมรับครั้งแรกเป็นเรื่องยาก แต่สถานการณ์ความเหงาอาจผ่อนคลายความเป็นตราบาป (Stigmatize) ที่มักติดตามคุณว่า ชีวิตแย่ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีความเหงาเป็นเหตุ มันอาจจะแย่เพราะปัจจัยร่วมอื่นๆ ด้วย มิใช่ความเหงาเป็นเหตุ

บางครั้งความเหงาก็จู่โจมเราดั่งสัตว์ป่า มันยากที่จะต่อกรด้วยท่อนไม้หรือลงนอนเพื่อให้ความเหงาผ่านพ้นไป การยอมรับว่าตัวเองเหงา อาจเป็นหนทางที่สื่อสารให้คนรอบข้างเข้าใจมากที่สุด

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

Russell, D , Peplau, L. A.. & Ferguson, M. L. (1978). Developing a measure of loneliness.

Journal of Personality Assessment, 42, 290-294

fetzer.org

The Age of Loneliness | Mental Health Foundation

www.mentalhealth.org.uk

New Scientist: July 2017

 

Illustration by Kodchakorn Thammachart
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed