หลายปีที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่การเรียกร้องต่อประเด็นความหลากหลายทางเพศมักได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากสังคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ขณะเดียวกัน ก็ตามมาด้วยคำถามและการไม่เห็นด้วย แน่นอนว่าการมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยถือเป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ในหลายครั้ง เสียงที่ตั้งคำถามกลับมาจากคนในชุมชนความหลากหลายทางเพศด้วยกันเอง ทั้งที่สังคมในชุมชนต่างคาดหวังให้คนใต้ร่มเดียวกันควรยืนอยู่ข้างเดียวกัน
‘เกย์’ คือกลุ่มคนในชุมชนความหลากหลายที่มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเคลื่อนไหวในประเด็นเรื่องเพศอยู่บ่อยครั้ง บางคนก็มองว่าประเด็นที่เรียกร้องไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง หรือตัวพวกเขาเองไม่ได้รับผลประโยชน์หรือผลกระทบใดต่อสิ่งที่ถกเถียงกันในสังคม ซึ่งมุมมองเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่การแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยหรือเมินเฉย จนกลายเป็นการทอดทิ้งกลุ่มผู้มีความหลากหลายบางกลุ่มไว้ท้ายขบวน
ทั้งนี้ เราไม่ได้มีเจตนาที่จะเหมารวมชุมชนเกย์แต่อย่างใด หากแต่ข้อถกเถียงในลักษณะนี้มีพูดถึงอยู่ทั่วไปในสังคม อย่าง กระทู้บน Reddit และ Quora สองแพลตฟอร์มพูดคุยบนโลกออนไลน์ ที่ผู้คนมักมาถามตอบประเด็นต่างๆ กัน ก็มีการตั้งคำถามประมาณว่า “ทำไมชุมชนเกย์ถึงมีท่าทีห่างเหินต่อกลุ่มคนข้ามเพศ ทั้งที่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คนข้ามเพศมีบทบาทไม่น้อยต่อการผลักดันสิทธิของชุมชนโดยรวม” และ “จริงหรือไม่ ที่กลุ่มคนรักร่วมเพศมักไม่ชอบกลุ่มคนข้ามเพศ?”
อย่างไรก็ตาม คำถามบนโลกออนไลน์เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้คนเข้ามาตั้งคำถามและชวนพูดคุยกันเท่านั้น ซึ่งความเป็นจริง ยังมีคนในชุมชนเกย์อีกจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศมาโดยตลอดเช่นกัน
เมื่อมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนเกย์กับกลุ่มคนข้ามเพศ เราจึงอยากชวนไปสำรวจถึงเหตุผลหรือเงื่อนไขที่ทำให้การเป็นเกย์จึงมีต้นทุนทางสังคมที่มากกว่าอีกหลายกลุ่มคนในร่มใหญ่ของ LGBTQ+

เมื่อการเป็นเกย์สามารถกลมกลืนไปกับสังคมได้
ในสังคมที่ผู้คนหลากหลายดำรงอยู่ร่วมกัน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางกลุ่มจะได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่นอยู่เสมอ หลายครั้งที่ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ มีรากฐานมาจากแนวคิดบางประการที่ครอบงำผู้คน จนกลายเป็นเส้นแบ่งที่ใช้จำแนกและแยกผู้คนออกจากกันโดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะในสังคมที่ยังยึดโยงกับแนวคิดระบบเพศทวิลักษณ์ (Gender Binarism) ซึ่งให้คุณค่ากับความเป็นชายและความเป็นหญิงอย่างตายตัว และสัมพันธ์กับความเชื่อในการแสดงออกให้สอดคล้องกับเพศกำเนิด (Cisnormativity) อันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเพศกำเนิด เพศสภาพ และการแสดงออกควรดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กรอบเช่นนี้ บุคคลในชุมชน LGBTQ+ ที่สามารถแสดงออกอยู่ภายในภาพจำแบบชายหญิงของสังคม ย่อมมีแนวโน้มได้รับการยอมรับมากกว่าผู้ที่ท้าทายกรอบคิดสังคมโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ จึงอาจต้องยอมรับว่า การเป็น ‘เกย์’ ในบางบริบทอาจนำไปสู่ความได้เปรียบเมื่อเทียบกับกลุ่มเพศอื่นๆ ในชุมชนผู้มีความหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อหลายคนยังคงมีเรือนร่างตามเพศกำเนิดแบบผู้ชาย ไม่ได้ปรับเปลี่ยนสรีระเหมือนกับกลุ่มชายหรือหญิงข้ามเพศ อีกทั้ง บางส่วนยังแสดงออกในลักษณะที่สอดคล้องกับภาพความเป็นชายตามบรรทัดฐานหลัก หรือที่หลายคนในชุมชนมักเรียกกันว่า ‘เกย์ที่แสดงออกแบบแมนๆ’ ความสอดคล้องระหว่างสรีระ เพศกำเนิด และการแสดงออกเหล่านี้ ทำให้พวกเขาสามารถดำรงตนอยู่ภายในกรอบการรับรู้ของสังคมได้อย่างแนบเนียนกว่านั่นเอง
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มเกย์ปราศจากการถูกกดทับจากโครงสร้างระบบสองเพศในสังคม หากแต่ในบริบทที่ความเป็นชายหญิงถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว เกย์ซึ่งเป็นเพศที่สามารถแสดงออกให้สอดคล้องไปกับเพศสรีระของตนได้ ย่อมมีแนวโน้มจะถูกมองว่า ไม่สั่นคลอนระเบียบทางเพศที่ดำรงอยู่มากเท่าไหร่นัก แถมการแสดงออกในลักษณะนี้ยังช่วยทำหน้าที่ลดทอนความรู้สึก ‘แปลกแยก’ ในสายตาสังคม แตกต่างจากอัตลักษณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสรีระกับเพศสภาพไม่อาจถูกอธิบายได้ด้วยกรอบสองเพศ ซึ่งโดนผลักให้อยู่ชายขอบมากกว่า

มีงานศึกษาของ โรซี่ เนลสัน (Rosie Nelson) อาจารย์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้าน ความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศจาก University of Bristol ในหัวข้อ การทลายกรอบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสิทธิพิเศษของกลุ่มไบที่มีลักษณะเหมือนคนรักต่างเพศ ซึ่งได้อธิบายว่า ไบจำนวนมากถูกมองว่าเป็นคนที่มีลักษณะเพศตรงตามเพศกำเนิด (Cisgender) จากการแสดงออกที่สอดคล้องไปกับบรรทัดฐานสังคมภายใต้ระบบทวิลักษณ์ทางเพศ และในทางเดียวกันนี่เอง ถ้าใช้แนวคิดนี้มามองกลุ่มเกย์ จึงอาจไม่แปลกใจหากบ่อยครั้งเกย์บางคนจะถูกนับรวมเป็นผู้ชาย หากพวกเขายังคงแสดงออกให้สอดคล้องไปกับเพศสรีระของตนเอง
การถูกมองเช่นนี้ จึงเป็นเหมือนการสร้างข้อได้เปรียบบางอย่างให้กับชุมชนเกย์ ทำให้การขับเคลื่อนในบางหัวข้อที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนข้ามเพศ เกย์หลายคนก็อาจมองว่า เรื่องราวเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกับตัวเอง หรือไม่ได้สร้างผลกระทบต่อตัวเองโดยตรง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนหรือเห็นด้วยไปกับการเรียกร้องบางประการ เพราะอย่างไรเสีย หากระบบโลกสองเพศยังคงอยู่ในสังคม จุดยืนของเกย์ก็อาจยังคงเขยื้อนให้ใกล้หรือไกลจากเส้นแบ่งความเป็นชายได้ทุกเมื่ออยู่ดี
อย่างไรก็ดี การที่เกย์มีทุนทางสังคมมากกว่ากลุ่มอื่นในชุมชน ไม่ได้หมายถึงพวกเขาเลือกที่จะอยู่เหนือกว่าแต่อย่างใด ทว่าเป็นระบบโครงสร้างสองเพศของสังคม ตลอดจนกรอบคิดชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) มากกว่า ที่ตีกรอบและหล่อหลอมความคิดของผู้คน ตลอดจนสร้างข้อได้เปรียบให้กับความเป็นชายมากกว่าการแสดงออกลักษณะอื่นๆ
บางเรื่องที่เรียกร้องก็วุ่นวายเกินกว่าจะยอมรับ
บางครั้ง ทุนที่มากกว่าคนอื่นในมือ ก็อาจแปลงร่างกายเป็นม่านหมอกบดบังความเป็นจริงที่คนกลุ่มอื่นในสังคมกำลังเผชิญ และมองว่าคนเหล่านั้นกำลังทำในสิ่งที่เกินตัวของตนเอง ทั้งที่จริงแล้ว อาจเป็นเราเสียเองมากกว่า ที่ไม่ทันได้สังเกตหรือมองข้ามความเป็นจริงบางประการไป
ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ อาจสะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ‘Respectability Politics หรือ การเมืองแห่งความน่านับถือ’ หมายถึงกลุ่มคนชายขอบที่เลือกดำรงตนให้อยู่ภายใต้กรอบกระแสหลักของสังคม เพื่อแลกกับพื้นที่ปลอดภัยและการยอมรับ หากเป็นในมุมมองเรื่องเพศ ก็คือการที่บางกลุ่มคนแสดงออกโดยไม่ท้าทายระเบียบความเป็นชายและหญิงที่มากจนเกินไปนั่นเอง
แม้สังคมที่ดำเนินไปด้วยแนวคิดแบบการเมืองแห่งความน่านับถือจะช่วยสร้างความราบรื่นและความสงบสุข ทว่ามันก็อาจช่วยตอกย้ำให้บรรทัดฐานดั้งเดิมของสังคมยิ่งแข็งแรงมากขึ้นไปโดยปริยาย เพราะยิ่งคนจำนวนมากพิสูจน์ว่า เราต่างอยู่ร่วมกันกับระบบนี้ได้มากเท่าไหร่ ปัญหาของระบบที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งจมลึกฝังรากไปมากเท่านั้น
สำหรับชุมชนเกย์ ที่บางคนสามารถขยับเข้าใกล้มาตรฐานความเป็นกรอบเพศทวิลักษณ์ของสังคมได้ จึงอาจเลือกดำเนินชีวิตและตัดสินใจให้คล้อยไปกับสังคมกระแสหลักมากกว่า เพื่อให้เกิดการยอมรับจากสังคมและกลมกลืนไปกับคนหมู่มาก
สิ่งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำถึงการมีข้อได้เปรียบที่มากกว่าของชุมชนเกย์ หากแต่ยังอาจส่งผลให้กลุ่มอัตลักษณ์อื่นๆ ในชุมชนถูกผลักให้ห่างออกไปจากศูนย์กลางของการยอมรับมากขึ้น เพราะเมื่อความกลมกลืนกับบรรทัดฐานหลักถูกมองว่าเป็นรูปแบบที่ยอมรับได้ ดังนั้นแล้ว หากมีใครสักคนนอกเหนือจากชุมชนเกย์ลุกขึ้นมาเรียกร้องในสิ่งที่ขัดต่อกรอบคิดของสังคม พวกเขาก็จะถูกมองว่าเป็นอื่นมากกว่าจะได้รับการยอมรับ และอาจยกมาเปรียบเทียบกับการยอมจำนนต่อบรรทัดฐานของสังคมของชุมชนเกย์ด้วย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีเหตุการณ์เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเพศและความหลากหลาย บางคนในชุมชนเกย์จึงแสดงท่าทีที่ไม่ยอมรับและมองว่าเป็นเรื่องที่สร้างความไม่เหมาะสมต่อสังคม ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องเหล่านี้อาจเป็นแค่เรื่องที่ไม่ได้อยู่ใกล้ตัวหรือกระทบต่อความเป็นเกย์มากพอเท่านั้นเอง

เพราะเราควรร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคม
เมื่อเรามีทุนในสังคมมากกว่าคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่ในจุดสูงที่สุดแล้วเสมอไป เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็อาจถูกผลักให้กลายเป็นอื่นในสังคมได้ตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น คงจะดีกว่าถ้าเรามาร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคนด้วยกัน โดยใช้แต้มต่อที่เรามีในการสนับสนุนกลุ่มคนอื่นๆ
เหนือสิ่งอื่นใด เราอาจต้องตระหนักกับตัวเองให้ได้เสียก่อน ว่าเราบางคนอาจมีสิทธิหรือโอกาสมากกว่าคนอื่นในสังคม ถึงอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความผิดของเราแต่อย่างใด ทว่าเป็นความผิดของโครงสร้างทางสังคม เฉพาะอย่างยิ่งกับระบบชายเป็นใหญ่ ที่กดทับผู้คนหลากหลายกลุ่มเอาไว้ และ (เหมือนจะ) เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนที่มีความเป็นชายมากกว่า
และเมื่อเรารับรู้แล้ว ว่าตัวเรามีอภิสิทธิ์บางประการมากกว่าอีกหลากหลายคนในชุมชน ก็อาจลองปรับมุมมองกันใหม่ โดยอาศัยหลักการของการเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มาใช้เป็นเลนส์ในการมองสังคมและผู้คนมากขึ้น ซึ่งนี่ไม่ใช่การทำให้เราต้องรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ไม่ได้เลือกจะมี แต่เพื่อเป็นการทำความเข้าใจต่อระบบอันไม่เป็นธรรมของสังคม ที่ยังส่งผลกระทบต่ออีกหลายคนอยู่
เมื่อเสียงของเราดังกว่าอีกหลายกลุ่มคนในชุมชน เราก็อาจเลือกใช้เสียงของเราในการส่งต่อเรื่องราวความเจ็บปวดและความไม่เท่าเทียมที่หลายคนต้องเผชิญออกไปให้สังคมหมู่มากได้รับรู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงให้สังคมน่าอยู่สำหรับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัยมากขึ้น
ท้ายสุดแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เพศไหน ก็ต่างตกอยู่ภายใต้การกดทับของระบอบชายเป็นใหญ่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี สิ่งที่เราทุกคนควรทำ คือการทลายระบอบและกรอบคิดอันไม่เป็นธรรมนี้ มากกว่าจะต่อต้านกลุ่มคนที่ถูกกดทับอยู่เช่นเดียวกัน
อ้างอิงจาก