ถ้าพูดถึงการ์ตูนกีฬาทางช่อง 9 การ์ตูนทุกคนนึกถึงเรื่องอะไร?
หลายคนอาจจะเป็นกัปตันซึบาสะ (Captain Tsubasa) หรือบางคนก็อาจจะเป็นนักเตะแข้งสายฟ้า (Inazuma Eleven) แต่สำหรับผู้เขียนและคนอีกจำนวนหนึ่งขอยอมรับตรงๆ ว่าเรื่องเรื่องนั้นคือ The Prince of Tennis
เจ้าชายลูกสักหลาด หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ The Prince of Tennis คือเรื่องราวของ ‘เอจิเซ็น เรียวมะ’ นักกีฬาเทนนิสอัจฉริยะ เจ้าของดีกรีแชมป์ 4 ปีซ้อนในการแข่งขันรุ่นจูเนียร์ของอเมริกา ที่ย้ายเข้ามาเรียนมัธยมในโรงเรียนเซชุน 1 ในโรงเรียนดังด้านเทนนิสของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พ่อเคยเป็นศิทย์เก่า กับเรื่องราวที่พาให้เรียวมะได้ไปเจอกับคู่แข่งมากหน้าหลายตา ที่มาพร้อมกับทักษะเทนนิสในรูปแบบต่างๆ ที่เข้าขั้นเหนือมนุษย์
โดยมังงะเรื่องนี้เป็นฝีมือของอาจารย์โคโนมิ ทาเคชิ (Konomi Takeshi) ที่ได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารโชเน็งจัมป์ ของสำนักพิมพ์ชูเอชะ ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม ปี 1999 และจบลงที่รอบชิงชนะเลิศในการแข่งขันเทนนิสมัธยมต้นระดับประเทศในเดือนมีนาคมปี 2008 ก่อนที่มีนาคมปีต่อมา อาจารย์โคโนมิจะกลับมาพร้อมกับเรียวมะอีกครั้งในชื่อของ New Prince of Tennis กับการแข่งขันครั้งใหม่ที่ไม่ใช่ในฐานะนักกีฬาจากโรงเรียนเซชุน แต่เป็นในฐานะของนักกีฬาทีมชาติญี่ปุ่น
และงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา เมื่อต้นเดือนสิงหาคมมที่ผ่านมา New Prince of Tennis ก็ได้เดินทางมาถึงวันที่ต้องจบลง และเนื่องในโอกาสนี้เอง เราเลยอยากชวนทุกคนมาย้อนวันวานถึงเรื่องราวของนักเทนนิสวัยมัธยมกับฝีมือเกินจิตนาการเหล่านี้ ด้วยการส่องส่วนหนึ่งของหลากหลายเทนนิสเหนือมนุษย์ที่เกิดขึ้นตลอด 27 ปี ตั้งแต่ The Prince of Tennis ไปจนถึง New Prince of Tennis
อภินิหารที่ 1 : ยืนอยู่กับที่ให้ลูกเทนนิสหมุนมาหา

ก่อนอื่นขอเปิดด้วยอภินิหารแรกที่น่าจะเป็นภาพจำของหลายคน กับการยืนอยู่กับที่แล้วสามารถดูดลูกเทนนิสให้เข้ามาหาตัว(หรือดีดออกนอกสนาม)ได้ของ ‘เทะสึกะ คุนิมิสึ’ กัปตันชมรมเทนนิสโรงเรียนเซชุน
อภินิหารนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เทะสึกะโซน’ คือการที่เทะสึกะจะตีลูกเทนนิสโดยเพิ่มแรงหมุนเข้าไป จากการคาดเดาว่าฝ่ายตรงข้ามจะโต้กลับมาในรูปแบบไหน เพื่อให้ลูกเทนนิสสามารถหมุนกลับมาที่จุดที่เขายืนอยู่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น ในการแข่งเทนนิสมัธยมต้นระดับประเทศ รอบชิงชนะเลิศกับโรงเรียนสาธิตริคไค ที่เทะสึกะต้องแข่งกับ ‘ซานาดะ เก็นอิจิโร่’ เทะสึกะโซนได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติมเป็น ‘เทะสึกะแฟนท่อม’ ให้เปลี่ยนจากการใส่แรงหมุนให้ลูกเข้าหาตัว กลายเป็นการเพิ่มแรงหมุนเพื่อให้ลูกเทนนิสที่ฝ่ายตรงข้ามโต้กลับมากระเด็นออกจากสนาม
ก่อนที่ใน New Prince of Tennis หลังจากที่เทะสึกะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปฝึกเป็นมืออาชีพที่ประเทศเยอรมนี เทะสึกะโซนและเทะสึกะแฟนท่อมก็ถูกพัฒนาเพิ่มแติมในชื่อของ ‘อัลติเมทโซน’
อภินิหารที่ 2 : ตีวอลเลย์ให้ลูกเทนนิสกลิ้งไต่ลวด

ถัดมาที่อภินิหารที่อาจไม่ได้หวือหวาเท่าอันแรกแต่ก็น่าอัศจรรย์ กับเทคนิคมหัศจรรย์ของ ‘มารูอิ บุนตะ’ อัจฉริยะทางวอลเลย์ นักเรียนปี 3 จากโรงเรียนสาธิตริคไค
อภินิการลูกเทนนิสกลิ้งไต่ลวดนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เดินไต่ลวด’ เป็นเทคนิคที่มารูอิจะดรอปวอลเลย์ให้ลูกเทนนิสกระทบกับแทบเชือกของตาข่ายเทนนิสอย่างพอดิบพอดี แล้วลูกเทนนิสนั้นก็จะค่อยๆ กลิ้งไต่ไปตามความยาวของขอบตาข่ายนั้นก่อนที่จะตกลงในสนามของฝั่งตรงข้าม
อภินิหารที่ 3 : จับแร็กเก็ตแบบกลับหัวไม้

มากันที่อภินิหารที่ 3 กับการจับแร็กเก็ตแบบกลับหัวไม้ของ ‘คาอิ ยูจิโร่’ สมาชิกชั้นปี 3 ของชมรมเทนนิสโรงเรียนฮิงะ
การจับแร็กเก็ตแบบกลับหัวไม้นับเป็นความถนัดพิเศษของคาอิ ที่นำมาใช้ประกอบกับท่าประจำตัวของเขาอย่าง ‘ไวกิ้งฮอร์น’ ที่จะดึงจังหวะการตบลูกเอาไว้ ซึ่งจะทำให้ตัวของเขาประเมิณการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนที่จะโต้ลูกไปในจุดที่ฝ่ายตรงข้ามตามไปรับลูกไม่ทัน
อภินิหารที่ 4 : เล่นเทนนิสเดี่ยวแบบสองคน

อ่านครั้งแรกอาจจะงง อ่านครั้งต่อไปก็งงอยู่ดี ถูกต้องแล้วอภินิหารที่ 4 ที่หยิบมาพูดถึงกัน คืออภินิหารแยกร่างพันเงาของ ‘คิคุมารุ เอจิ’ 1 ในคู่แร็กทอง ปี 3 จากโรงเรียนเซชุน
จะบอกว่าเล่นคู่ในการแข่งเดี่ยวก็คงจะไม่ขนาดนั้น เพราะอภินิหารนี้เกิดจากการที่คิคุมารุเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วจนกลายเป็นภาพติดตา
ซึ่งครั้งแรกที่ทักษะนี้ถูกนำมาใช้คือในการแข่งเทนนิสมัธยมต้นระดับภาคคันโต ศึกคู่มือ 1 ระหว่างโรงเรียนเซชุนกับโรงเรียนโรกคาขุ ก่อนที่จะถูกเอามาใช้อีกครั้งในการแข่งเดี่ยวมือ 2 รอบคัดเลือกของการแข่งเทนนิสมัธยมต้นระดับประเทศ ที่ต้องแข่งกับโรงเรียนฮิงะ
อภินิหารที่ 5 : ตีเทนนิสให้ลูกเทนนิสผ่าครึ่ง

ต่อด้วยอภินิหารที่ 5 กับการตีเทนนิสจนลูกเทนนิสถูกผ่าครึ่งระหว่างการแข่งด้วยฝีมือพระเอกของเรื่องอย่าง ‘เอจิเซ็น เรียวมะ’ สุดยอดรุกกี้ปี 1 ของโรงเรียนเซชุน
ถูกต้องแล้ว ลูกเทนนิสถูกผ่าครึ่งจากการถูกตีโต้ด้วยแรงหมุนสุดยอด ก่อนจะลอยไปเสียดสีกับเส้นลวดที่ใช้ขึงตาข่ายเทนนิส ซึ่งอภินิหารการตีโต้ด้วยแรงหมุนมหาศาลนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘ซามูไรไดร์ฟ’
โดยซามูไรไดร์ฟนี้เกิดจากความบังเอิญระหว่างที่เรียวมะเล่นแทนนิส 1 ลูกกับ ‘โทยาม่า คินทาโร่’ หลังการแข่งขันเทนนิสมัธยมต้นระดับประเทศ รอบรองชนะเลิศกับโรงเรียนชิเท็นโฮจิ ก่อนที่จะถูกนำมาใช้แข่งจริงในฐานะลูกแมชพอยต์ ขณะแข่งเดี่ยวมือ 1 กับ ‘ยูคิมูระ เซอิจิ’ จากโรงเรียนสาธิตริคไค (ที่ก็สร้างอภินิหารด้วยการโต้ลูกนั้นกลับมาได้ แต่ก็แพ้ไปอยู่ดี)
อภินิหารที่ 6 : เล่นเทนนิสแล้วประสาทสัมผัสหายไป

ก่อนหน้านี้เราพูดถึงอภินิหารการเล่นเทนนิสรูปแบบต่างๆ กันมาแล้ว แต่อภินิหารที่ 6 นี้จะเป็นอภินิหารที่เริ่มทวีผลกระทบต่อร่างกายผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามมากกว่าอภินิหารก่อนหน้า กับการทำให้ผู้เล่นฝั่งตรงกันข้ามค่อยๆ สูญเสียประสาทการรับรู้ทั้ง 5 จากการเล่นเทนนิสของ ‘ยูคิมูระ เซอิจิ’ บุตรแห่งเทพเจ้า กัปตันชมรมเทนนิสโรงเรียนสาธิตริคไค
ในความเป็นจริงทักษะของยูคิมูระไม่ใช่การโต้ตอบที่รุนแรงเกินจะรับได้ แต่ทักษะนี้เกิดจากการที่ยูคิมูระสามารถโต้คืนทุกทักษะของฝ่ายตรงข้ามได้ต่างหาก และเมื่อคู่แข่งจดจำได้ได้เค่ความรู้สึกที่ไม่ว่าจะตีอะไรไปก็โดนโต้กลับมาได้ ก็จะทำให้คนคนนั้นเริ่มไม่อยากตีลูกให้ข้ามเน็ต และร่างกายค่อยๆ ขยับเขยื้อนไม่ได้ในท้ายที่สุด
อภินิหารที่ 7 : โต้ลูกเทนนิสให้ฝ่ายตรงข้ามกระเด็น

ขอส่งท้ายด้วยอภินิหารสุดท้ายที่เรียกได้ว่าอันตรายเหนือความเป็นกีฬาไปมาก ด้วยอภินิหารการตีโต้ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกระเด็น ที่ถ้าจะพูดกับตามตรงก็มีหลายท่าของตัวละครในเรื่องที่สามารถทำแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น ‘ลูกถล่มปฐพี’ ของ ‘อิชิดะ งิน’ นักเรียนปี 3 จากชมรมเทนนิสโรงเรียนชิเท็นโฮจิ, ‘แจ็คไนฟ์’ ของ ‘โมโมชิโระ ทาเคชิ’ นักเรียนปี 2 จากชมรมเทนนิสโรงเรียนเซชุน หรือ ‘บิ๊กแบง’ ของ ‘คิเทะ เอชิโร่’ กัปตันชมรมเทนนิสโรงเรียนฮิงะ เป็นต้น
โดยภาพรวมของอภินิหารสุดท้ายนี้ก็คือการตีด้วยพลังมหาศาลจนฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตีโต้กลับมาได้แม้จะวิ่งไปรับลูกทันก็ตาม ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามตัวกระเด็นบ้าง แร็กเก็ตกระเด็นบ้าง บางท่าก็ส่งผลต่อตัวผู้ใช้เองเช่นเดียวกัน อย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในการแข่งขันคู่มือ 2 กับโรงเรียนฟุโดมิเนะ ในรอบรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันคัดเลือกระดับเขต ที่ ‘คาวามูระ ทาคาชิ’ นักเรียนปี 3 สมาชิกชมรมเทนนิสโรงเรียนเซชุน ต้องไปโรงพยาบาลจากการใช้ลูกถล่มปฐพี