ฉันขอลาออกค่ะ!
ช่วงนี้จะมีเพลงไหนที่แทนใจคนทำงานได้มากไปกว่า เพลง ‘I’m gonna TOESA’ (퇴사할게여’’) ของ ‘โซยอน’ ลีดเดอร์เกิร์ลกรุ๊ปวง i-dle เพราะหลังจากปล่อยมาได้ไม่นาน ก็สามารถทะยานขึ้นสู่ท็อปชาร์ตสวนแตง หรือ Melon Top 100 อย่างรวดเร็ว แถมยังมีเหล่าพนักงานออฟฟิศไม่น้อยออกมาแชร์เรื่องราวการทำงานของตัวเอง บางคนจากคอมเมนต์ในยูทูบถึงขนาดบอกว่าตัดสินใจออกจากงานเพราะได้กำลังใจจากเพลงนี้เลยทีเดียว
แม้คำว่า ‘퇴사’ (Toesa) ในภาษาเกาหลีจะหมายถึงลาออกแต่เพลงนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความเศร้าหรือสิ้นหวังแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เพลงนี้กลับเลือกใช้ดนตรีจังหวะป๊อปร็อค เต็มไปด้วยความสนุกสนาน อิสระ และชวนฝันถึงการลาออก เพราะสำหรับคนทำงานออฟฟิศ คงไม่มีสิ่งใดน่าปรารถนามากไปกว่าการออกไปใช้ชีวิตได้ดั่งใจต้องการ
อะไรที่ทำให้ I’m gonna TOESA กลายเป็นเพลงโรแมนติกสำหรับเหล่าคนทำงาน วันนี้เราชวนไปดูเบื้องหลังของดนตรีและองค์ประกอบของ MV เพลงนี้กันให้มากขึ้นกัน
ออกไปใช้ชีวิตกันเถอะ
หากใครได้ฟังหรือดู MV กันมาก่อน คงรู้สึกเหมือนกันว่า I’m gonna TOESA เหมือนเป็นเพลงที่ชวนให้เรายื่นซองขาวยังไงยังงั้น เพราะการลาออกในเพลงนี้ไม่ได้น่ากลัว แต่เป็นเหมือนอิสระภาพที่ปลดปล่อยให้เราได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ
อย่างที่เราจะเห็นตั้งแต่ฉากเปิดที่จู่ๆ โซยอน ก็ลุกขึ้นมาประกาศกร้าวกลางออฟฟิศว่าเธอจะขอลาออก แถมยังสาดเกลือส่งท้าย ซึ่งในวัฒนธรรมเกาหลีหมายถึงการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย อีกนัยหนึ่งจึงอาจตีความได้ว่าการทำงานที่นี่คือสิ่งที่ทำให้เธอทนทุกข์ทรมานจนต้องปัดเป่าออกไปให้พ้นตัว ก่อนภาพจะตัดไปที่โซยอนโค้งคำนับอยู่ที่ประตูทางออก ทิ้งชีวิตการทำงานที่ดูดกลืนเวลาเธอเอาไว้เบื้องหลัง
ความหมายของเพลงนี้ โซยอนเคยให้สัมภาษณ์กับ Korea Times ไว้ว่า “เพลงนี้ฉันอยากจะพูดถึงว่า แม้ความมั่นคงจะเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่ฉันก็หวังว่าทุกคนมีความสุขกับความเป็นจริงในปัจจุบัน แทนที่จะกังวลแต่เรื่องอนาคต”
ความหมายไม่ได้ซ่อนอยู่ในเพลงเท่านั้น แต่ยังบอกใบ้เราตั้งแต่แท็กไลน์บนโปสเตอร์ที่เขียนไว้ว่า
“I’m quitting. No regrets, nothing to miss. I never intended to work this hard anyway. Time to enjoy my glamorous life with a little romantic day.”
แปลไทยได้ประมาณว่า ฉันลาออกแล้ว ไม่เสียใจ ไม่เสียดาย ยังไงก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำงานหนักขนาดนี้อยู่แล้วล่ะ ได้เวลาออกไปสนุกกับชีวิตกันแล้ว ซึ่งสื่อถึงการฉกฉวยวันเวลาอันมีค่าในวัยเยาว์อย่างชัดเจน

เมื่อกลับมาดูสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกวันนี้คงมีหลายคนไม่น้อยที่ต้องทนทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็อาจปล่อยเวลาให้ผ่านไป จนพลาดโอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่รักจริงๆ นั่นจึงกลายเป็นเหตุผลที่โซยอนเลือกถ่ายทอดการลาออก ในอีกมุมมองที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกและแฟนตาซี แม้จะเป็นเรื่องน่ากลัวที่ต้องทิ้งความมั่นคงไป แต่อีกด้านมันก็อาจชวนให้เรากลับมาทบทวนถึงสิ่งที่เราต้องการอีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้การลาออกดูโรแมนติกชวนฝันใน I’m gonna TOESA คือมิวสิกวิดีโอ ที่โซยอนบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากละครเกาหลีในยุค 2000 จนออกมาเป็นสไตล์ ‘เรโทรนอสตัลเจีย’ (Retro Nostalgia) ด้วยการหยิบองค์ประกอบของละครรักโรแมนติกในยุคนั้นออกมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนสีชมพูหม่น ฉากอาคารคลาสสิก จอนูนยุคเก่าในยุคแอนาล็อก
ความโรแมนติกในที่นี้ไม่ได้สื่อถึงความรักแบบคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการได้ทำตามสิ่งที่หัวใจปรารถนา แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากในสังคมก็ตาม เหมือนใน MV ที่โซยอนได้ออกไปใช้ชีวิตและพบเจอเรื่องราวน่าสนุกมากมาย
ใน MV เราจะได้เห็นการเดินออกมาสูดอากาศ ท่ามกลางผู้คนที่ยังใส่สูทไปทำงาน การได้แต่งหน้าแต่งตัวออกไปเดต รวมไปถึงเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่พูดถึงรายการสิ่งอยากทำก่อนตาย (Bucket list) อันแสนโรแมนติก เช่น การเดินทางรอบโลก การเป็นนักเขียนนิยาย หรือการได้ร้องเพลงตามเสียงหัวใจ ชวนให้เรารู้สึกถึงความฝันในวันวานที่เราอาจเคยบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็ก

อีกองค์ประกอบชวนให้เรานึกถึงอดีตอันแสนหวาน คือดนตรีที่คุ้นหู โดยโซยอนหยิบยืมสไตล์ (homage) มาจากเพลงในช่วงยุคต้น 2000s อย่าง ‘Take good care of me’ (잘 부탁드립니다) จากวง EX ที่เคยรางวัลใหญ่งาน MBC ปี 2005
โดยทั้ง 2 เพลงล้วนแต่สะท้อนความรู้สึกของคนหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญในโลกการทำงาน โดยที่ Take good care of me พูดถึงการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ครั้งแรก ในขณะที่ I’m gonna TOESA บอกเล่าถึงความเหนื่อยล้าจากการลาออกในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตด้วย
เมื่อการลาออกถูกฉาบเคลือบด้วยภาพและดนตรีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุค 2000s ช่วงเวลาความทรงจำในวัยเยาว์ของใครหลายคน จึงไม่แปลกเราจะรู้สึกว่าการลาออกในเพลงนี้เป็นเหมือนเหตุการณ์โรแมนติกชวนฝัน แถมยังทำให้เรากล้าตัดสินใจในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในชีวิต เพราะความรู้สึกถวิลหา (Nostalgia) ช่วยทำให้เรารู้สึกถึงความสุข ความสบายใจ รวมถึงความเข้มแข็ง ซึ่งช่วยให้เรารับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเราไม่กล้าลาออก
แน่นอนว่าเพลงที่ติดหูและความสนุกสนานของ MV ก็มีส่วนทำให้เพลงได้รับความนิยม แต่นอกเหนือจากนั้นยังอาจเป็นเพราะเพลงนี้กำลังให้กำลังต่อคนทำงาน ที่ต้องเผชิญความกดดันมากกว่าในอดีตอย่างในสังคมเกาหลีด้วย
จากผลสำรวจของหนังสือพิมพ์จุงกังอิลโบพบว่าคนส่วนใหญ่ หรือราว 70% ของคนทำงานในเกาหลีรู้สึกหมดไฟ และ 50% คิดอยากเปลี่ยนงานอยู่เป็นประจำ แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ไม่สามารถลาออกได้ เพราะงานเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ โดยอัตราการว่างงานของเยาวชนเกาหลีใต้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.5% ในเดือนมีนาคม 2025 และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก
การว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นและความเครียดจากการทำงาน สะท้อนให้เห็นว่าหนุ่มสาวชาวเกาหลีเริ่มให้ความสำคัญกับงานน้อยลง เนื่องจากงานไม่สามารถทำให้พวกเขามีความสุข หรือมั่นคงขึ้นได้ หลายคนจึงเลิกทุ่มเทให้กับบริษัท แล้วเข้าสู่โหมดทำงานเป็นวันๆ อย่างเทรนด์ ‘quiet quit job’
ปรากฏการณ์นี้เกิดจากแรงกดดันและปัญหาทางสังคมที่ฝังรากลึกในที่ทำงานของเกาหลี ที่มักประสบปัญหาความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว สาเหตุหนึ่งมาจากวัฒนธรรมการทำงาน ที่เรียกว่า ‘ฮเวซิก’ หรือการสังสรรค์หลังเลิกงาน ทำให้คนทำงานต้องเผชิญกับความเครียดหลังเวลางานโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วย เพราะบางครั้งการสังสรรค์ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่มาจากการกดดันจากหัวหน้า หรือคนส่วนใหญ่ในที่ทำงาน

วัฒนธรรมการทำงานที่ฝังรากลึกทำให้พวกเขารู้สึกหมดหวังจากการย้ายงานใหม่ เพราะไม่ว่าที่ไหนก็ต้องเจอวัฒนธรรมนี้แบบเดียวกัน ขณะเดียวกันความกดดันและการใช้อำนาจในที่ทำงาน ยังทำให้หนุ่มสาวเกาหลีมีความสุขน้อยลง ผลสำรวจจากรายงาน Korea Wellness Report ปี 2024โดย KB Financial Group พบว่าคนหนุ่มสาวอายุ 20-30 ปี มีอัตราความเครียดสูงที่สุดถึง 70%
ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงไม่แปลกที่คนหนุ่มสาวหลายคนเริ่มถอยห่าง และมีส่วนร่วมกับการทำงานน้อยลง เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของตัวเอง และแน่นอนว่า ไม่เพียงแค่ในเกาหลีเท่านั้น แต่การทำงานไปวันๆ โดยไม่ลาออก ยังพบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งไทย ที่ต้องเผชิญกับความกดดันและความเครียด จากการทำงานไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำงานไปวันๆ ถึงจะเป็นการเอาตัวรอดจากสถานการณ์กดดัน แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจทำให้เราสูญเสียตัวตน และเป้าหมายในชีวิตได้เช่นกัน
แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าหากที่ทำงานกัดกินใจเราจนไม่หลงเหลือความสุขในชีวิต บางทีการลาออกก็ไม่ใช่เรื่องแย่ และอาจมีเรื่องดีๆ รออยู่ เหมือนในเพลงนี้ก็ได้นะ
อ้างอิงจาก
distance.physiology.med.ufl.edu