‘ย่ำไปในสายหมอก
ใต้จันทร์นวลสีน้ำนม
สิ่งที่สูญหาย ล้วนหวนปรากฏคืน
ภาระแห่งวันวาน
เหลือเพียงเสียงก้องของกาล
เรามาจากที่ใด
และจากไปสู่ที่ใด’
ส่งท้ายเดือนตุลาคม ก้าวเข้าสู่วันฮาโลวีนแบบนี้ หนึ่งในกิจกรรมคนรักเรื่องสัมผัสที่หกแบบเราๆ ต้องย้อนกลับไปดูซีรีส์ Over the Garden Wall เรื่องราวประจำฤดูกาลฮาโลวีนและเทศกาลใบไม้ร่วง กับการเดินทางไปยังดินแดนไร้นาม หรือ The Unknow พื้นที่อันแปลกประหลาด ตัวแทนของพรมแดนสู่ดินแดนของความตาย
เขียนมาแค่นี้ แฟนๆ ของเรื่องราวสองพี่น้องต่างพ่อ เวิร์ตและเกร็กในดินแดนที่ทั้งน่าหวาดหวั่นและน่าหลงใหล ก็อาจผุดขึ้นมาในความรู้สึก ในการเดินทางย่ำไปในป่าที่ปกคลุมด้วยหมอก และการสำรวจความตาย ด้วยสายตาของความไร้เดียงสา
ทำไม Over the Garden Wall ถึงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สัมผัสและทำงานกับความรู้สึกของเรา แม้นเรื่องราวที่เหมือนกับนิทานที่เราคุ้นเคย แต่ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางสู่โลกหลังความตาย ย่อมเป็นดินแดนประหลาด ความมหัศจรรย์หนึ่งของเรื่องคือการใช้ความคุ้นเคยและความคลุมเคลือของการเยี่ยมเยียนโลกของความตาย โลกที่เราไม่เคยไป แต่เป็นโลกที่ทั้งอยู่ใกล้อยู่ในใจ แต่ทว่ากลับเป็นดินแดนแสนไกล เป็นการเดินทางสุดท้าย ที่เราทุกคนใคร่ครวญถึงเสมอ
ความยอดเยี่ยมของ Over the Garden Wall เริ่มต้นตั้งแต่ความงามของภาษา ของจินตภาพที่ทั้งเรียบง่ายแต่แปลกประหลาด เชื่อมโยงโลกของธรรมชาติคือห้วงเวลาของฤดูใบไม้ร่วง เข้าสู่อุปมาของความตาย การใช้ร่องรอยของความตายที่เราคุ้นเคย สู่การให้ความรู้สึกที่คลุมเครือ ที่เรามีต่อดินแดน ‘ฟากข้างโน้น’
สิ่งที่สูญ ล้วนหวนปรากฏคืน
ก่อนจะไปถึงแนวคิดและความซับซ้อนในการพาเราไปสำรวจยังโลกความตาย เหนือสิ่งอื่นใดที่สุดของความยอดเยี่ยมของ Over the Garden Wall คือ ‘ความเป็นวรรณกรรม’ ซึ่งจริงๆ ภาพรวมของทั้งเรื่อง น่าจะนิยามได้ว่าใช้ความเป็นวรรณกรรมในการพาเรากลับไปสำรวจจินตนาการของความตายได้ทั้งหมด
แต่เบื้องต้นที่สุด คือ ‘ความงดงามของภาษา’ แค่เปิดเรื่องมาด้วยเพลงตีมของกบอย่าง Into the Unknown ก็แทบจะใบ้เรื่องราวการเดินทางทั้งหมดของคู่พี่น้องได้แล้ว ซึ่งเนื้อหาของเพลงนั้นล้อไปกับกวีนิพนธ์อเมริกัน โดยเฉพาะงานเขียนของกวีหญิง เอมิลี่ ดิกคินสัน (Emily Dickinson) ซึ่งมักเขียนถึงความตายด้วยอุปมาและภาษาเรียบง่าย แต่สะกิดความรู้สึกของเราที่มีต่อความตายได้อย่างน่าประหลาด ผสมกับการเชื่อมโยงเข้ากับอุปมาของฤดูกาลคือธรรมชาติที่สัมผัสได้

ภาพที่บทกวีเปิดให้เราคือ ภาพของดินแดนที่เราเดินย่ำไปในสายหมอก พูดถึงแสงนวลๆ ที่เราท่องไปโดยไม่รู้จุดหมาย แต่กำลังมุ่งไปที่ไหนซักที่ เป็นดินแดนที่สิ่งที่เราหลงลืม สูญหายจะกลับคืนมาให้พานพบอีกครั้ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราอยากพบพานหรือไม่
ความสวยงามคือการค่อยๆ ให้ภาพที่ทั้งเรียบง่าย มีชีวิตชีวา พูดถึงองค์ประกอบที่ค่อยๆ ทำให้ความฉงนสงสัยของเรากลายเป็นความเข้าใจว่า อ๋อ ดินแดนในหมอกคืออะไร คือพรมแดนบางอย่าง ที่มนุษย์แบบเราๆ คำนึงถึง เป็นดินแดนที่ทั้งน่าหวั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อบอวลไปด้วยความดึงดูด
เรามาจากที่ใด และจากไปสู่ที่ใด
ตรงนี้เองที่ทำให้ Over the Garden Wall ทรงพลังเป็นอย่างมาก คือตัวเรื่อง ค่อยๆ อุปมาจากสิ่งที่เราทั้งคุ้นเคยและแปลกแยก ให้ภาพดินแดนป่าที่เราหลงทาง ขณะเดียวกันก็พาเราไปยังช่วงเวลาที่ดูอบอุ่น เปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิ สู่ความทรงจำสีทองของฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะปิดจบภาพการท่องไปในพรมแดนของโลกหน้า ว่าสิ่งที่เรายึดติด คิดถึงทั้งหมดนั้น คือ ‘ความลวงที่งดงามที่สุด – Dancing in a swirl,Of golden memories, The loveliest lies of all’
สิ่งที่คมคายที่สุด คือการที่ตัวเรื่องค่อยๆ อุปมาความตาย และค่อยๆ พาเราไปสำรวจโลกของความตายในความเชื่อที่เราคุ้นเคย การพูดถึงป่าปริศนา ดินแดนในหมอก การใช้คำแบบที่ ‘ความฝันแบบใดจะมาถึง (what dreams may come—เชคสเปียร์)’
เราจะไปที่ไหน ความคิดและถ้อยคำเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อยู่ในความใคร่ครวญของเราอยู่เสมอ การคิดถึงโลกฟากโน้นที่เราจะต้องข้ามไปในท้ายที่สุด การเดินทางที่แทบจะไม่ได้อ้างอิงตำนานหรือวรรณกรรมใหญ่ๆ แต่กลับใช้ร่องรอยเล็กๆ พาเราไปสำรวจยังโลกที่เรานึกฝัน กระทั่งถวิลหา การเดินทางและบทเรียนสุดท้ายของชีวิต

ภาระวันวาน เหลือเพียงเสียงก้องในกาล
ในระดับการตีความ Over the Garden Wall มีบทความวิชาการตีความการสร้างความหมายและการใช้นิทานที่ค่อนข้างลึกซึ้ง ข้อเสนอในบทความ Motifs and Moral Ambiguity in Over the Garden Wall บอกว่า Over the Garden Wall ใช้ความคลุมเครือเป็นแกนกลางของเรื่อง
ความคลุมเครือในที่นี้ ว่าด้วยทั้งการใช้รูปแบบนิทานมาเล่าเรื่อง แต่ก็คลุมเครือปนเปกับโลกแห่งความจริง และที่สำคัญคือการที่ตัวเรื่อง ไม่ได้เน้นการเล่าถึงโลกแห่งความตายที่มีคำตอบตายตัว เป็นพื้นที่ของการพิพากษาตัวสินหรือชดใช้การกระทำ แต่เป็นดินแดนแปลกประหลาดที่มีความเป็นไปที่เฉพาะตัวและสลับซับซ้อน ท้ายที่สุด แม้ไม่ได้มีข้อสรุปสอนใจแบบนิทานคำสอน แต่กลับเปิดประเด็นสู่การตั้งคำถามของตัวละครต่างๆ
นอกจากการปรับหัวใจของนิทานและโลกแห่งความตายไปสู่โลกลึกลับแล้ว ประเด็นเรื่องความคลุมเครือเราอาจขยายไปยังการนำเสนอโลกความตายที่มีความคลุมเครือ ซึ่งค่อนข้างสะท้อนความรู้สึกของเราที่มีต่อดินแดนแห่งความตาย
โลกแห่งความตายที่ถูกนำเสนอในลักษณะที่คลุมเครือ เป็นดินแดนที่ทั้งน่ากลัว แต่ก็น่าหลงใหล เป็นที่ที่เราไม่อยากไป แต่ก็อาจปรารถนาจะไปหรือต้องไปในท้ายที่สุด ถ้อยคำประหนึ่งว่า เป็นที่ที่เราได้พบพานบางอย่างอีกครั้ง ที่ที่ความหนักอึ้งทั้งหมดกลายเป็นแค่สิ่งที่ก้องสะท้อนอยู่ไกลๆ หรือดินแดนที่ความทรงจำที่อบอุ่นงดงาม เป็นเพียงคำลวงที่เรายึดมั่นไว้
‘เมื่อลมพัดระรวย
เข้าเย้ายั่วใบไม้ปลิว
และเมื่อสีเดือนสารทโปรย
มวลก็ร่ายระบัดเวียน
ความทรงจำที่หวนทวน
ก็คือล้วน
‘ความลวง-แสนงาม…’
อ้างอิงจาก